"ประตูหลังถูกงัด เอกสารในตู้เซฟสำรองเกลี้ยง... และถ้าผมคำนวณไม่ผิด พวกมันน่าจะมาถึงหน้าเซฟเฮาส์นี้ภายในเวลาไม่เกินสามนาทีครับ คุณศิลา"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นเครือแม้แต่น้อย แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวจะบีบคั้นจนแทบไม่มีอากาศหายใจ ดีไซเนอร์หนุ่มปากเก่งยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงาน แว่นตาเลนส์ใสสะท้อนแสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ จากระบบสำรองฉุกเฉิน เขากำลังจ้องมองชายหนุ่มเจ้าของเซฟเฮาส์ด้วยสายตาที่ท้าทายระคนเย้ยหยัน ราวกับความตายหรืออันตรายตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องตลกคาเฟ่ที่น่ารำคาญใจเสียเต็มประการ
ศิลาขบกรามแน่นจนสันกรามคมคายขึ้นเป็นรอยนูน สถาปนิกหนุ่มผู้เคยควบคุมทุกตารางนิ้วของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ กำลังเผชิญหน้ากับความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุด... และคนที่กำลังยืนต่อปากต่อคำอยู่ตรงหน้าเขาเวลานี้ ก็คือตัวปัญหาชิ้นโบว์แดงที่เขาดันเผลอเอาหัวใจเข้ามาพัวพันด้วย
"คุณรู้ตัวไหมรินรดา ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่เวลามาเล่นเกมทายใจ" ศิลาสาวเท้าเข้าไปประชิดตัวร่างโปร่งในระยะประชิด ความสูงที่ได้เปรียบทำให้เขาต้องก้มมองอีกฝ่ายด้วยแววตาคุกคาม แต่รินรดากลับเชิดหน้าขึ้นสู้ ไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
"ใครเล่นเกมกันล่ะครับคุณศิลา... หรือว่าคุณกลัว? กลัวว่าความลับในโปรเจกต์นั้นมันจะหลุดออกไป หรือกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าสถาปนิกมือหนึ่งผู้ไร้ที่ติอย่างคุณ แท้จริงแล้วก็แค่ไอ้ขี้แพ้ที่ปกป้องอะไรไว้ไม่ได้เลยสักอย่าง!"
เพล้ง!
คำพูดเชือดเฉือนพุ่งตรงปักกลางใจศิลาราวกับคมมีดที่ชุบด้วยยาพิษ ร่างสูงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกريบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ปนกับความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดขึ้นจนร้อนฉ่าในอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนตกกระหน่ำภายนอกและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเชื่องช้าเป็นฉากหลัง
ศิลาไม่เคยอนุญาตให้ใครก้าวก่ายเข้ามาในพื้นที่เปราะบางที่สุดในใจของเขา ปมความล้มเหลวในอดีตที่เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไป มันคือแผลเป็นที่เขาปิดตายไว้ใต้หน้ากากความสุขุมเยือกเย็น แต่รินรดากลับใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำกรีดเปิดมันออกอย่างไร้ความปรานี
"ปากเก่งนักนะ..." ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนายื่นออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำร้าย แต่หนักหน่วงพอที่จะแสดงออกถึงความอัดอั้นตันใจที่ระเบิดออกมา "คิดว่าตัวเองฉลาดมากรึไง ถึงกล้าเอาความรู้สึกของผมมาล้อเล่นแบบนี้"
รินรดาไม่ได้สะดุ้งสะเทือน เขาพลิกข้อมือหลุดจากการเกาะกุมอย่างง่ายดายด้วยชั้นเชิง ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวศิลากลับ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นฝนและกลิ่นกาแฟคั่วเข้มจากตัวศิลายิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดและอบอวลไปด้วยเคมีอันตราย
"ผมไม่ได้ล้อเล่นครับคุณศิลา... เพราะถ้าผมไม่พูดกระชากหัวใจคุณขึ้นมาจากหลุมศพนั้น คุณก็จะยังทำตัวเป็นคนตายที่เดินได้ต่อไปเรื่อยๆ" รินรดากระซิบเสียงพร่า แววตาคมปลาบที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับฉายแววไหววับชั่วขณะ "ตื่นได้แล้วครับ... พวกมันมาถึงแล้ว"
เสียงเบรกของรถยนต์หลายคันดังเอี๊ยดอาร์ดก้องกังวานมาจากลานจอดรถด้านหน้า ตามด้วยเสียงประตูรถปิดกระแทกปังๆ ติดต่อกันหลายครั้ง แรงสั่นสะเทือนจากฝเท้าของคนกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ประตูลับทีละก้าว ทีละก้าว...
ศิลาผละสายตาจากใบหน้าหวานที่อยู่ห่างเพียงคืบ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและสัญชาตญาณของการเป็นผู้ปกป้องตื่นตัวขึ้นทันที มือหนาเอื้อมไปคว้าปืนพกสั้นที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นชักโต๊ะทำงานขึ้นมาปลดเซฟเสียงดังคลิก บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากความคุคกรุ่นทางอารมณ์กลายเป็นความดุดันและเฉียบคมดั่งเหล็กกล้า
"ถอยไปอยู่ข้างหลังผม" ศิลาสั่งเสียงต่ำเฉียบขาด สายตาคมกริบจับจ้องไปที่บานประตูเหล็กกล้าที่กำลังถูกกระแทกจากภายนอก
"อย่ามาทำเป็นเท่หน่อยเลยครับ งานนี้เราต้องลุยด้วยกัน..." รินรดาขยับตัวเข้าไปชิดแผ่นหลังกว้างของศิลา พร้อมกับหยิบมีดพกอเนกประสงค์เล่มเล็กขึ้นมาเตรียมพร้อม มือเรียวสัมผัสโดนแผ่นหลังหนาที่เกร็งแน่น ความอุ่นร้อนจากร่างกายของกันและกันส่งผ่านเนื้อผ้าท่ามกลางความหนาวเหน็บของสถานการณ์
โครม!
ประตูเหล็กถูกถีบจนพังหลุดจากวงกบ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้องทำงาน แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาภายในห้องจนแสบตา พร้อมกับการปรากฏตัวของชายฉกรรจ์ในชุดดำสวมไอ้โม่งไม่ต่ำกว่าสี่คน พร้อมอาวุธครบมือ
ทว่า... ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้ลั่นไกปืน ศิลาก็พุ่งตัวออกไปประชิดคนแรกด้วยความเร็วราวกระสุนปืน หมัดหนักหน่วงซัดเข้าที่ปลายคางจนร่างนั้นหงายหลังล้มตึง รินรดาไม่รอช้า ใช้จังหวะที่ชุลมุนพุ่งเข้าเตะตัดขาคนที่สองจนล้มลงไปฟาดกับมุมโต๊ะเสียงดังสนั่น
"ฝีมือใช้ได้นี่นายปากจัด" ศิลาพ่นลมหายใจฮึดฮัดขณะหลบกระสุนที่เฉียดหัวไหล่ไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
"ระดับนี้แล้วครับคุณศิลา!" รินรดาตะโกนตอบกลับท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้ารelentless ฝีเท้าหนักๆ อีกคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางประตูฉุกเฉินด้านหลัง ซึ่งควรจะเป็นเส้นทางหลบหนีที่ปลอดภัยที่สุด
ศิลาหันขวับไปมองด้วยความตกใจ ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวพ้นความมืดเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ปืนเก็บเสียงในมือชี้ตรงมาที่กลางหลังของรินรดาพอดิบพอดี
"เกมจบแล้วล่ะ... หลานชาย" เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับนิ้วชี้ที่กำลังจะเหนี่ยวไก
"รินรดา! หลบ!" ศิลาตะโกนสุดเสียง พุ่งทะยานเข้าใส่ร่างบางเพื่อเอาตัวเข้ามารับกระสุนแทน ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังลั่นทะลุความมืด และความเงียบงันที่เข้าเกาะกุมทุกสรรพสิ่งในเสี้ยววินาทีนั้น...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าดงกระสุนและเคมีร้อนแรงนี้ไปด้วยกันนะครับ!
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 22
คำพูดเชือดใจ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!