"คุณรู้เรื่อง 'เซฟเฮาส์ไร้ชื่อ' ได้ยังไง"
น้ำเสียงของศิลาในวินาทีนั้นไม่ได้ราบเรียบเหมือนทุกครั้ง แต่มันต่ำทุ้มและสั่นเครือเล็กน้อย ความโกรธเกรี้ยวที่เคยวับโรจน์อยู่ในนัยน์ตาคู่คมถูกแทนที่ด้วยความระแวงระวังอย่างถึงที่สุด ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาร์ตะครุบเหยื่อ มือหนาทั้งสองข้างยันลงกับพนักเก้าอี้ที่อีกฝ่ายนั่งอยู่ กักขร่างบางไว้ในวงแขนอย่างจำยอม
รินรดาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกกุ กลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟดำและกลิ่นกายสะอาดของผู้ชายตรงหน้าตีรวนจนสมองตื้อตัน แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก
"ถอยออกไปก่อนเถอะครับ คุณศิลา... เล่นอะไรบ้า ๆ หน้าตาตื่นซะขนาดนั้น" รินรดาพยายามกลบเกลื่อนความตระหนกด้วยน้ำเสียงกระด้าง ทว่าริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นกลับทรยศความกลัว
"ผมไม่ได้เล่น" ศิลาจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยราวกับจะค้นหาความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีอวดดีนั่น "ชื่อนั้น... คนนอกไม่มีทางรู้ ถ้าคุณไม่ได้เข้าไปพัวพันกับเรื่องบ้า ๆ นั่นด้วย ตอบผมมา รินรดา!"
แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานสาดกระทบสันจมูกโด่งเป็นคมและแนวขากรรไกรที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน บรรยากาศรอบตัวในห้องทำงานยามตีสองครึ่งอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
"ผมบังเอิญได้ยินมา... จากเอกสารเก่าที่คุณซ่อนไว้ในลิ้นชักชั้นล่างต่างหากเล่า!" ดีไซเนอร์หนุ่มหลบสายตาคมกริบนั้นวูบหนึ่ง ก่อนจะสวนกลับเสียงแข็งเพื่อปกปิดพิรุธ "ทำไม? หรือว่าที่นั่นมันมีความลับอะไรดำมืดนักหนา ถึงได้ทำหน้าเหมือนผมเพิ่งขุดศพขึ้นมาฝังใหม่แบบนี้"
ศิลาไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งนาน นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา ความหวาดระแวงค่อย ๆ ลดระดับลง เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและร่องรอยของบาดแผลในอดีตที่ถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง มือที่ยันพนักเก้าอี้ค่อย ๆ คลายออก ก่อนที่ร่างสูงจะผอยถอยหลังไปสองก้าว ทิ้งระยะห่างที่ปลอดภัยคืนให้กับบรรยากาศ
"อย่าพูดถึงมันอีก" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หันหลังให้แล้วเดินไปหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะขึ้นมาจิบ "ที่นั่นมันไม่ใช่สถานที่ที่ใครควรจะไปเหยียบ และความลับในนั้น... มันอันตรายเกินกว่าที่คุณจะเอาชีวิตเข้ามาแลก"
รินรดานั่งนิ่งอยู่กับที่ ลูบต้นแขนตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง แม้จะรอดพ้นจากสถานการณ์กดดันเมื่อครู่มาได้ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่ยอมสงบลงเลย ความอยากรู้อยากเห็นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดบางอย่าง—ความรู้สึกเจ็บแปลบในอกยามที่เห็นแววตาไหววูบของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งคนนี้
ผ่านไปเนิ่นนานท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ ศิลาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบขึ้นกว่าเดิม
"ดึกมากแล้ว งานตรงนี้ผมจัดการต่อเอง คุณกลับไปนอนพักเถอะ"
"ผมยังไม่ได้เคลียร์แบบแปลนส่วนระเบียงให้เสร็จ..."
"ผมบอกให้กลับ" ศิลาหันมามองด้วยสายตาเด็ดขาด เป็นคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้ง "พรุ่งนี้เช้ายังมีงานประชุมใหญ่ ถ้าคุณฟุบคาโต๊ะทำงาน ผมคงไม่มีเวลามาอุ้มคุณไปส่งห้องหรอกนะ"
รินรดาเบะปากเล็กน้อยให้กับความปากร้ายตามสไตล์ แต่ก็ยอมพยักหน้ารับอย่างจำยอม ร่างบางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง ก่อนจะก้าวเดินไปที่ประตูห้องทำงาน
ทว่า... เมื่อมือเรียวกำลังจะหมุนลูกบิดประตู เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"รินรดา"
เจ้าของชื่อชะงักกึก หันกลับไปมอง
"เรื่องเซฟเฮาส์... ลืมมันไปซะ ถือว่าผมขอร้อง" ศิลายืนกอดอกมองมาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มันไม่ใช่คำสั่งขู่เข็ญ แต่มันคือการร้องขอจากผู้ชายที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจวูบไหวอย่างประหลาดกับน้ำเสียงที่อ่อนลงผิดคาดนั้น เขาเม้มปากน้อย ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก แล้วก้าวเดินออกไปจากห้อง ปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา
ภายในห้องทำงานที่เหลือเพียงความว่างเปล่า ศิลายืนนิ่งอยู่หน้ากระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของตัวเอง เขายกมือขึ้นเสยผมลวก ๆ อย่างหงุดหงิด ขณะที่ความคิดในหัวกำลังตีกันยุ่งเหยิง เส้นกั้นระหว่างความเป็น 'เจ้านาย-ลูกน้อง' หรือ 'คนแปลกหน้าที่ต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน' เริ่มพร่าเลือนลงทุกที จนน่ากลัว...
และในขณะที่ศิลากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่ว ๆ จากโถงทางเดินชั้นล่าง ตามด้วยเสียงกดกริ่งประตูด้านหน้าที่ดังขึ้นระรัว ท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ใครกันที่มาหาเขาในเวลาตีสามแบบนี้?
เขาก้าวออกจากห้องทำงานด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ เดินลงบันไดวนไปยังชั้นล่างอย่างระแวดระวัง มือหนาเอื้อมไปเปิดไฟบริเวณห้องโถง ก่อนจะดึงกลอนประตูบานใหญ่ออกเพื่อดูว่าแขกยามวิกาลคือใคร
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้สถาปนิกหนุ่มผู้สุขุมนิ่งค้าง เลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา เมื่อร่างที่ยืนหอบหายใจอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'คนสนิท' จากอดีตที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต พร้อมกับประโยคสั้น ๆ ที่ทำให้โลกทั้งใบของศิลาพังครืนลงมาในเสี้ยววินาที
"คุณศิลาครับ... แผนกของเราถูกรื้อค้นแล้ว และพวกมัน... กำลังมาที่นี่"
ขอบคุณทุกการติดตามและกำลังใจจากรี้ดเดอร์ทุกท่านที่มีให้ "แบล็กสมิธในตำนาน" เสมอนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 21
ระยะห่างที่หายไป
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!