"ถ้าโปรเจกต์นี้พังเพราะความไร้รสนิยมของคนบางกลุ่ม ผมว่าบริษัทเราควรพิจารณาใหม่ว่ากำลังจ้าง 'ดีไซเนอร์' หรือกำลังจ้าง 'ตัวถ่วง' มาผลาญงบกันแน่ครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก แต่กลับมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ห้องประชุมขนาดใหญ่ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขีดขั้ว อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ว่าเย็นเฉียบ ยังไม่เท่าสายตาคมกริบของศิลา สถาปนิกหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารโครงการ ที่กำลังกวาดมองไปรอบโต๊ะประชุมยาวเหยียด
รินรดากำปากกาในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เธอเป็นเป้าหมายทางวาจาของบอร์ดบริหารอาวุโสฝั่งตรงข้ามมาเกือบสิบนาทีเต็มแล้ว จากประเด็นเรื่องสเกลงานดีไซน์อินทีเรียร์ที่ถูกมองว่า 'ล้ำเกินกว่าตลาดจะรับไหว' และกำลังจะถูกกดดันให้รื้อทิ้งทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนเป็นพิมพ์เขียวโหลๆ ตามสูตรสำเร็จที่น่าเบื่อ
"คุณศิลาหมายความว่ายังไงครับ?" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจขมวดคิ้ว "พวกเราแค่กำลังชี้ให้เห็นว่า งานของคุณรินรดามันมีความเสี่ยงสูงเกินไป ลูกค้ากระเป๋าหนักคงไม่กล้าเสี่ยงซื้อคอนโดที่จัดสรรพื้นที่แบบคาาดเดาไม่ได้หรอกครับ ถ้าเจ๊งขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ"
ศิลายังคงนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างน่าหมั่นไส้ แต่นัยน์ตากลับดุดันไร้ความปรานี เขายกมือขึ้นประสานกันบนตัก ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ
"ผมครับ... ผมจะเป็นคนรับผิดชอบเอง"
คำพูดนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันคมกริบราวกับใบมีดโกนที่ถูกลับจนขึ้นเงา รินรดาช้อนตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มทันที หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งฉุนที่เขาชอบทำตัวเป็นพ่อพระแก้ปัญหาให้ และทั้งอุ่นวาบแปลกประหลาดที่ไหลลามเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ
"คุณศิลา คุณกำลังเอาชื่อเสียงของบริษัทมาเดิมพันกับความดื้อรั้นของดีไซเนอร์อิสระคนเดียวนะครับ" บอร์ดอาวุโสท้วงเสียงแข็ง
"ผมไม่ได้เดิมพันกับความดื้อรั้นครับ" ศิลาหันไปสบตาคู่กรณีด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ความเกรงกลัว "ผมกำลังเดิมพันกับ 'วิสัยทัศน์' ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกคุณหลายคนในที่นี้ลืมเลือนไปหมดแล้วตั้งแต่ได้นั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ งานของรินรดาไม่ใช่ความเสี่ยง แต่มันคืออนาคตของโปรเจกต์นี้ ถ้าใครในที่นี้คิดว่าตัวเองมีเซนส์ที่ดีกว่าและอยากทำลายงานชิ้นเอกนี้ทิ้ง เชิญยื่นใบลาออกแล้วไปทำโปรเจกต์กล่องปูนซีเมนต์หน้าตาโหลๆ ที่บริษัทอื่นเถอะครับ บริษัทเราไม่ต้องการคนไร้จินตนาการ"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าปริปากเถียงสักคำ แม้แต่ผู้อำนวยการฝ่ายยังต้องเบือนหน้าหนีรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวสถาปนิกหนุ่ม ศิลาขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและเด็ดขาดอยู่แล้ว แต่การที่เขาถึงขั้นออกตัวปกป้องดีไซเนอร์สาวคนนี้อย่างออกนอกหน้า ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของบริษัท
สิบนาทีต่อมา การประชุมถูกตัดจบลงอย่างรวดเร็วด้วยมติเอกฉันท์ให้คงแบบร่างของรินรดาไว้ตามเดิม บอร์ดบริหารทยอยเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าบูด Bended บึ้งตึง จนกระทั่งเหลือเพียงแค่เขากับเธอสองคนในห้องประชุมใหญ่
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เธอกวาดเอกสารบนโต๊ะใส่กระเป๋าด้วยท่าทีเชิดๆ ตามวิสัยทัศน์ของคนปากเก่งที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แม้ในใจจะรู้ดีว่าเมื่อครู่ เกือบเอาตัวไม่รอดเพราะความหัวรั้นของตัวเอง
"ขอบคุณมั้ง..." เธอพึมพำเสียงเบาขณะรูดซิบกระเป๋าเอกสาร "แต่ฉันไม่ได้ขอให้คุณช่วยสักหน่อย ฉันเถียงพวกแก่หัวหงอกนั่นเองได้น่า"
ศิลายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เขายังไม่ยอมลุกไปไหน ดวงตาคมกริบจับจ้องร่างบางที่กำลังทำฟอร์มจัดแจงข้าวของด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู มือหนายกขึ้นปลดกระดุมสูทเม็ดบนออกก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็ว จนเธอต้องผถ่าถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะประชุม
"ปากเก่งจังนะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหู กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นไอความเย็นของเครื่องปรับอากาศล้อมรอบตัวเธอไว้หมดหนทางหนี "เมื่อกี้ในที่ประชุมยังหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับ ดีไซเนอร์คนเก่ง"
รินรดาร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดเกินความจำเป็นนี้ เธอยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขาไว้ แต่มันกลับแน่นตึงราวกำแพงเหล็ก
"ฉันไม่ได้กลัว แค่กำลังรอจังหวะน็อคพวกเขานิ่มๆ ต่างหากเล่า! แล้วคุณ... จะมาทำเท่พูดจาเผด็จการแบบนั้นทำไม รู้ไหมว่าคนอื่นเขาจะมองเรายังไง"
"เขาจะมองยังไงก็ช่างหัวเขาประไรครับ" ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน แววตาสุขุมคัมภีร์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายระยิบระยับที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ภายใต้มาดนิ่ง "ผมสนแค่ว่า ถ้าผมไม่พูด... คนปากแข็งแถวนี้คงได้แบกกระเป๋าเดินร้องไห้ออกนอกบริษัทไปแล้ว"
"ใครร้องไห้! ฝันไปเถอะ!" รินรดาเถียงคอเป็นเอ็น ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนวงหน้าคมสัน แต่มันกลับไร้พิษสงในสายตาของชายหนุ่ม มีแต่ความน่าหมั่นเขี้ยวที่เขาอยากจะแกล้งให้หนักกว่านี้
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่นานๆ ครั้งเธอถึงจะได้ยิน มันทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์จนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ มือหนาเอื้อมออกไปปัดปอยผมที่ตกลงมาเคล้าแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอารินรดาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลืมบทสนทนาโต้เถียงที่เตรียมไว้ในหัวจนหมดสิ้น
"กลับบ้านครับ..." ศิลาเอ่ยเสียงพร่า สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวย "ผมจะไปตรวจงานที่คุณค้างไว้ที่เซฟเฮาส์... และเรามีเรื่องต้องเคลียร์กันยาวๆ"
รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธคำชวนที่ชวนให้คิดลึกนั้น แต่ทว่า...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าด้านนอกดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมากลางบรรยากาศสีชมพู ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับเด็กนักเรียนที่กำลังทำผิดกฎระเบียบ
ประตูห้องประชุมถูกผลักเปิดออกโดยเลขานุการหน้าตาตื่นตระหนก ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเห็นได้ชัด และก่อนที่ศิลาจะทันได้เอ่ยปากตำหนิเรื่องมารยาท เสียงหอบหายใจพร้อมกับข่าวสารช็อกโลกก็หลุดออกมาจากปากของเธอ
"คุณศิลาคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!" เลขานุการกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ระบบความปลอดภัยที่เซฟเฮาส์... ถูกเจาะเข้ารหัสลับจากภายนอกแล้วค่ะ ตอนนี้มีคนบุกรุกเข้าไปข้างในบ้านแล้ว!"
ศิลาชะงักกึก รังสีอำมหิตพุ่งทะยานออกจากร่างของสถาปนิกหนุ่มในเสี้ยววินาที นัยน์ตาคมกริบวับโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนตกใจ เขารีบหันกลับมามองรินรดาที่ใบหน้าถอดสีทันทีเมื่อได้ยินชื่อ 'เซฟเฮาส์ไร้ชื่อ' พื้นที่ปลอดภัยเดียวที่เก็บความลับทุกอย่างเอาไว้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "แบล็กสมิธในตำนาน" เสมอมานะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 20
การปกป้องที่ไม่พูดออกมา
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!