เสียงเคาะประตูด้านล่างที่ดังขัดจังหวะความตึงเครียดเมื่อครู่ ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งคู่ราวกับเสียงระฆังเตือนสติ แต่ในห้องทำงานส่วนตัวชั้นสองแห่งนี้ กลับไม่มีใครสนใจลงไปรับแขกผู้มาเยือนตามคำประกาศกร้าวของเจ้าบ้านตัวจริงเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายของกระดาษไข กลิ่นหมึกพิมพ์ และกลิ่นกายเฉพาะตัวของคนสองคนกำลังเดือดพล่านราวกับเหล็กกล้าที่ถูกเผาไฟจนแดงฉาน
รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักทองตัวใหญ่ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและดื้อรั้น บัดนี้กำลังหรี่แคบลงจดจ้องมองไปยังแผ่นกระดาษแปลนอาคารที่ถูกซ่อนไว้ใต้กองหนังสือสถาปัตยกรรมหนาเตอะ มือเรียวบางที่เพิ่งยื่นออกไปฉวยมันขึ้นมาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งริ้วขึ้นมาจนถึงขั้วหัวใจ
"คุณคิดจะปิดบังอะไรผม ศิลา"
น้ำเสียงหวานที่มักจะใช้เยาะเย้ยถากถางผู้อื่น บัดนี้กลับราบเรียบ เย็นเยียบ และจริงจังจนน่ากลัว รินรดาชูแผ่นกระดาษไขที่มีรอยร่างเส้นดินสอและสัญลักษณ์แปลกประหลาดขึ้นตรงหน้าเจ้าของห้อง ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ เพื่อค้นหาพิรุธภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยราดน้ำแข็งนั่น
ศิลาถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง สถาปัตยกรรมหนุ่มไม่ได้ขยับตัวหนี หรือแม้แต่จะเอื้อมมือมาแย่งกระดาษแผ่นนั้นคืน เขายังคงยืนกอดอกพิงขอบชั้นหนังสือ สายตาคมกริบมองร่างบางที่กำลังฮึดฮัดด้วยความรู้สึกซับซ้อน ปากร้ายๆ ของเขาเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะพ่นคำพูดที่ชวนให้อารมณ์ของคนฟังพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก
"มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องรู้... รินรดา วางมันลงซะ แล้วเลิกทำตัวเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นสักที"
"เด็กอยากรู้อยากเห็นงั้นเหรอ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "นี่คุณยังเห็นผมเป็นแค่ตัวภาระที่หลบมาอาศัยชายคาเดียวกับคุณอยู่สินะ ถึงได้คิดจะตบตาผมด้วยแปลนบ้านปลอมๆ ด้านล่างนั่น แล้วแอบซ่อนแผนผังทางหนีทีไล่ที่แท้จริงเอาไว้คนเดียว!"
ร่างบางก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงโดยไม่เกรงกลัวความต่างของส่วนสูงแม้แต่น้อย ปลายจ้าวพยัคฆ์เชิดขึ้นอย่างถือดี นิ้วเรียวตวัดแผ่นกระดาษในมือใส่แผ่นอกกว้างของอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงคาดคั้น "ในนี้มีทั้งจุดอับสัญญาณ เส้นทางลับที่เชื่อมออกไปยังป่าหลังเซฟเฮาส์ และ... สัญลักษณ์รหัสผ่านแปลกๆ ที่แม้แต่ดีไซเนอร์อย่างผมก็มองออกว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณกำลังวางแผนอะไรอยู่ ศิลา? หรือว่า... บ้านหลังนี้มันมีอะไรมากกว่าแค่ที่หลบภัยชั่วคราวอย่างที่คุณปากพล่อยบอกผมไว้ตอนแรก!"
ศิฬานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ยอมรับเลยว่าเขาประเมินความฉลาดและสัญชาตญาณของคนตรงหน้าต่ำเกินไป ดีไซเนอร์ปากแจ๋วคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ฝีปากกล้าในการต่อรองราคาหรือการเลือกโทนสีห้อง แต่สายตาคู่นั้นกลับเฉียบคมราวกับใบมีดที่มองทะลุเปลือกนอกจอมปลอมของเขาได้อย่างง่ายดาย
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันในระยะประชิด เคมีบางอย่างที่ทั้งดึงดูดและผลักไสกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบงัน ศิลาเหลือบมองริมฝีปากอิบอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความขัดแย้ง ความรู้สึกอยากจะโน้มใบลงไปปิดปากดื้อรั้นนั่นให้หายพูดพล่อยๆ ผุดขึ้นมาในหัวชั่วแวบหนึ่ง แต่มันถูกกลบด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่เขาแบกไว้บนบ่า
"คุณไม่เข้าใจหรอก ริน..." ศิลาขยับตัวเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดออกมาจากไรฟันด้วยความยากลำบาก "โลกของผมมันไม่ได้มีแค่เรื่องงานดีไซน์สวยหรู หรือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับมุมห้อง ยิ่งคุณรู้เรื่องพวกนี้มากเท่าไหร่ อันตรายมันก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวคุณมากเท่านั้น... กลับไปซะ ไปรอมื้อค่ำข้างล่างกับคนของเราซะดีกว่า"
"อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ!" รินรดาตวาดเสียงกร้าว ดวงตารื้นไปด้วยหยาดน้ำใสจากความอัดอั้นตันใจที่ถูกกีดกันและมองข้ามหัว "ผมไม่ใช่เด็กน้อยที่จะต้องรอให้คุณมาปกป้องในหอคอยงาช้างนะศิลา! เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันแล้วตอนนี้ จำไม่ได้หรือไงว่าใครกันที่ลากผมเข้ามาพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี่ตั้งแต่แรก!"
ความอดทนของสถาปัตยกรรมหนุ่มขาดผึ่งลงตรงนั้น เขาเอื้อมมือคว้าข้อแขนเรียวบางของรินรดาก่อนจะออกแรงดึงรั้งเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าทำให้ร่างบางเซเข้าปะทะกับแผงอกแกร่งอย่างไม่ทันตั้งตัว แผ่นกระดาษในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นห้องอย่างไร้ทิศทาง
"คุณดื้อด้านเกินไปแล้วนะ รินรดา!" ศิลาเอ็ดเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดแก้มเนียนจนคนถูกกักขังในอ้อมแขนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วร่าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามนี้ต่างหากที่กำลังทำลายสติสัมปชัญญะของเขาและเธอ
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามจะขืนตัวออกจากการเกาะกุม แต่ท่อนแขนแข็งแรงของศิลาเปรียบเสมือนคีมเหล็กที่ไร้ซึ่งความปรานี เขากักขังเธอไว้ระหว่างโต๊ะทำงานและร่างกายของเขาเอง สายตาคมกริบที่มักจะเยือกเย็น บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยประกายไฟบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
"ปล่อยผมนะ... ไอ้คนบ้า...!" รินรดาพยายามเค้นเสียงด่าทอออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่กำลังตีรวนในอก แต่เสียงนั้นกลับสั่นเครือและเบาหวิวเสียจนน่าสมเพช
"ถ้าผมบอกว่าไม่ปล่อยล่ะ..." ศิลาพึมพำชิดริมฝีปาก นัยน์ตาคมกริบกวาดมองพวงแก้มแดงก่ำและริมฝีปากที่สั่นระริกด้วยความโกรธ (หรืออาจจะเพราะความใกล้ชิด) ความรู้สึกซึ้งในหัวใจที่พยายามกดทับมาตลอดหลายวันกำลังพังทลายลงทีละน้อย ปากที่เคยแข็งกระด้างเริ่มอ่อนยวบลงเมื่อเห็นหยาดน้ำใสคลอเบ้าอยู่ในดวงตากลมโตคู่นั้น "หยุดทำตัวเป็นพายุพเนจรที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างสักทีได้ไหม... ผมแค่อยากให้คุณปลอดภัย..."
น้ำเสียงที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความอ่อนโยนชั่วขณะ ทำให้รินรดานิ่งงังไป ความโกรธเกรี้ยวที่มีมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความสับสนและเคมีอันตรายที่เชื่อมโยงคนทั้งคู่เข้าหากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ใบหน้าของทั้งสองขยับเข้ามาใกล้กันโดยสัญชาตญาณ ระยะห่างลดลงเหลือเพียงเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกัน
*แอ๊ด... เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!*
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปผู้เป็นเจ้าของเสียงเคาะประตูดราวก่อนหน้านี้ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องหน้าตาเฉย พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"ขอโทษทีที่ไม่ได้รอให้เชิญ... แต่ดูเหมือนว่า 'แผนผัง' ที่พวกคุณกำลังถกกันอยู่ จะมีความลับชิ้นสำคัญที่นายใหญ่ส่งคนมาตามหาตัวด่วนแล้วล่ะครับ... คุณศิลา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาเติมเชื้อไฟให้เตาหลอมดวงนี้ด้วยนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 3
รอยร้าวแรก
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!