รอยขีดสีดำบนกระดาษไขแผ่นนั้นไม่ใช่แค่เส้นบอกขนาด แต่มันคือเส้นตายที่กำลังบีบคัดหลอดลมของพวกเขาทีละน้อย
"ถ้าคุณยังแก้สัดส่วนของมุมผนังฝั่งตะวันตกไม่ได้ภายในสามชั่วโมงนี้ ต่อให้เรามีแบบแปลนที่สวยงามระดับได้รางวัลสถาปัตยกรรมแห่งปี มันก็เป็นได้แค่เศษกระดาษขยะที่รอวันเอาไปทิ้งถังขยะเปียกเท่านั้นแหละครับ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในห้องทำงานแคบๆ ของเซฟเฮาส์ ศิลาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวของเขายังคงเคาะลงบนโต๊ะทำงานเป็นจังหวะกระชั้นชิด สะท้อนถึงความกดดันที่สะสมมาตลอดเจ็ดสัปดาห์เต็มของการกักตัวและทำงานร่วมกัน ภายใต้กรอบเวลาอันจำกัดที่ผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังบีบเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
รินรดาที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มถึงกับชะงักมือที่กำลังควงดินสอ
"ปากเก่งขึ้นเยอะนี่ครับ คุณสถาปนิกผู้แสนจะเจ้าระเบียบ" ดีไซเนอร์หนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตคมกริบตวัดมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ "ถ้ามันแก้ง่ายขนาดนั้น ผมคงนั่งดีไซน์เสร็จไปตั้งแต่ชาติที่แล้วแล้วล่ะครับ ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งฟังคุณบ่นจนหูชาอยู่แบบนี้หรอก"
"ผมไม่ได้บ่น ผมกำลังพูดความจริงตามหน้างาน" ศิลาหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้า ดวงคมกริบใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องมองคนตรงข้ามอย่างไม่ยอมแพ้ "เวลามันเดินไปข้างหน้าเสมอ รินรดา มันไม่เคยรอคนที่มีอีโก้สูงจนมองไม่เห็นความเป็นจริง"
"อีโก้เหรอ?" รินรดาลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกระแทกทำให้เก้าอี้ไม้ไถลถอยหลังไปครูดกับพื้นเสียงดังครืด เอกสารสเกตช์ภาพงานออกแบบนับสิบแผ่นปลิวว่อนลงสู่พื้นห้อง ความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาหลายวันปะทุขึ้นจนกลายเป็นความร้อนผ่าวที่ขอบตา "ถ้าผมไม่มีอีโก้ งานชิ้นนี้คงเละไม่เป็นท่าตั้งแต่ที่คุณพยายามจะยัดเยียดโครงสร้างเหล็กทรงกล่องทึบๆ นั่นเข้ามาแล้ว! คุณมองไม่เห็นเหรอว่าความงามมันต้องมีพื้นที่หายใจ ไม่ใช่เอาแต่คำนวณตัวเลขบ้าๆ เพื่อเอาใจพวกนายทุนหน้าเงิน!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงในอกของคนทั้งคู่
ศิลานิ่งงันไป เขามองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ ดวงตาคมเข้มฉายแววไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความนิ่งขรึมตามนิสัย ปมในอดีตเรื่องความล้มเหลวในการควบคุมโปรเจกต์ใหญ่เมื่อสองปีก่อนยังคงตามหลอกหลอนเขา การต้องมาเร่งรีบแข่งกับเวลาในสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ทำให้ความอดทนของเขาลดลงจนถึงขีดสุด แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ศิลารู้สึกปั่นป่วนในท้องยิ่งกว่ากำหนดการส่งงาน ก็คือประกายความน้อยใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้นของคนตรงหน้านี่ต่างหาก
สถาปนิกหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด เขาถอดแว่นสายตาออกแล้ววางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาอย่างรวดเร็ว จนอีกฝ่ายเผลอผถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
"คุณ..." รินรดาอ้าปากจะต่อว่าเมื่อระยะห่างระหว่างเขาทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นกระดาษและกาแฟเข้มๆ ของศิลายิ่งทำให้สติกระเจิดกระเจิง
"หยุดพูดสักนาทีได้ไหมครับ..." น้ำเสียงของศิลาอ่อนลงอย่างกะทันหัน ความดุดันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลุ่มลึกที่ทำเอาคนฟังหายใจติดขัด ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังสั่นระริก "ผมไม่ได้ต้องการจะต่อว่าคุณ... รินรดา แต่ผมแค่วิตก"
"วิตก?" ดีไซเนอร์หนุ่มทวนคำ เสียงแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"ใช่... ผมวิตก กลัวว่าเวลาที่เหลืออยู่มันจะไม่พอ... กลัวว่าเราจะรักษาโปรเจกต์นี้ไว้ไม่ได้ และ..." ศิลากลืนก้อนความรู้สึกหนักอึ้งลงคอ ประโยคสุดท้ายเกือบจะหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกที่เม้มเข้าหากันแน่น "...กลัวว่าผมจะปกป้องคุณจากความกดดันพวกนี้ไม่ไหว"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชั่ววินาทีนั้นความโกรธเกรี้ยวและข้อถกเถียงเรื่องงานถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักอย่างไร้ร่องรอย ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ทำให้เคมีที่ทั้งดื้อรั้นและดึงดูดใจทำงานอย่างเงียบเชียบ รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตัวโตกว่า สมองที่เคยแล่นเร็วจี๋ตอนนี้กลับขาวโพลน มือเรียวที่เคยกำหมัดแน่นค่อยๆ คลายออกโดยอัตโนมัติเมื่อปลายนิ้วอุ่นของศิลายื่นมาแตะเบาๆ ที่ข้างแก้ม เพื่อเกลี่ยเส้นผมที่ระหน้าผากให้อย่างเบามือ
มันเป็นสัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ... อ่อนโยนเสียจนขอบตารินรด้าร้อนผ่าวขึ้นมาจริงๆ
"คุณนี่มัน... ปากแข็งเป็นบ้าเลยศิลา" รินรดาพึมพำเสียงสั่น รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างฝืนๆ ทั้งที่หัวใจกำลังเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
"ผมแค่พูดความจริง..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้น จนปลายจมูกแทบจะชนกัน สายตาของเขาไล่สำรวจริมฝีปากที่เอาแต่เถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ยากจะควบคุม "และตอนนี้... เวลาของเราเหลือน้อยเต็มทีแล้วด้วย"
ทันใดนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพังมันเข้ามาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงล็อกรหัสผ่านแผงควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดังรัวระรัวจนสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องทำงาน
ศิลาผละออกจากรินรดาทันที สัญชาตญาณดิบของอดีตทหารหน่วยลาดตระเวนที่ผันตัวมาเป็นสถาปนิกตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างสูงดึงรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานพร้อมกับคว้าประแจเหล็กขนาดพอดีมือขึ้นมาเตรียมพร้อม
หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่เคยแสดงแบบแปลนงานออกแบบ กลับถูกแทนที่ด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานกระพริบถี่ๆ พร้อมกับภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าประตูเซฟเฮาส์ที่ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์สวมชุดสูทสีดำสนิทสามคนกำลังยืนล้อมกรอบ รอยยิ้มเย็นเยียบของหัวหน้าทีมที่จ้องมองทะลุกล้องวงจรปิดเข้ามาโดยตรง ราวกับพวกเขากำลังมองเหยื่อที่ติดอยู่ในกรงขัง
และเสียงทุบประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงตะโกนทุ้มต่ำที่ลอดผ่านเข้ามา...
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! พวกคุณไม่มีเวลาเหลือแล้ว!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "แบล็กสมิธในตำนาน" มาโดยตลอดครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 25
กับดักของเวลา
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!