เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานในเซฟเฮาส์ มันไม่ใช่เสียงถอนหายใจจากความเหนื่อยล้า แต่เป็นเสียงที่บ่งบอกถึงความอึดอัดจนขีดสุด รินรดากอดอกแน่น ดวงตากลมโตคมกริบจ้องมองร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจแบบแปลนบนโต๊ะทำงานราวกับโลกใบนี้มีแค่เขากับกระดาษแผ่นนั้น
"คุณศิลาครับ เลิกทำตัวเป็นหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึกสักทีได้ไหม"
รินรดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะความพยายามตลอดสามชั่วโมงเต็มในการเจาะเกราะกำแพงน้ำแข็งของอีกฝ่ายไม่เคยประสบผลสำเร็จเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อคืน ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างหลบตา แต่ความอึดอัดนี้กลับยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาร้อนระอุขึ้นแบบทวีคูณ
ศิลาชะงักมือที่กำลังถือปากกา ปลายพู่กันสีดำหยุดนิ่งบนกระดาษไข เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาคมปลาบหลังกรอบแว่นสายตาไม่ได้แสดงความโกรธเคือง มีเพียงความเรียบเฉยที่ชวนให้คนมองรู้สึกหงุดหงิดเล่น
"ผมไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ รินรดา และงานตรงหน้ามันก็รอไม่ได้เหมือนอารมณ์ของคุณ" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุบแต่เย็นชา ชายหนุ่มวางปากกาลงบนโต๊ะก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของดีไซเนอร์ปากเก่ง "ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ จะกลับไปจัดสต็อกวัสดุก็ได้นะ"
"นี่คุณ!" รินรดาขยับตัวเข้าหาโต๊ะทำงานทันที มือเรียวตบลงบนพื้นโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดังปัง ดวงตาจ้องเขม็ง "ผมไม่ได้ว่าง แต่ผมกำลังพยายามทำความเข้าใจคนประเภทที่คุณเป็นอยู่! คุณเก่งนักใช่ไหมกับการเก็บทุกอย่างไว้ข้างใน ปั้นหน้าตาย แล้วทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่แววตาของคุณมันฟ้องซะยิ่งกว่าอะไร"
ศิลาไม่ขยับหนี เขายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลัก มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ
"แล้วแววตาของผมมันฟ้องว่าอะไรล่ะครับ... ไหนลองบอกผมหน่อยสิ ในฐานะที่คุณเป็นดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านใจคน" ศิลาสวนกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยความท้าทาย
รินรดาชะงักไปชั่วขณะเมื่อเจอคำถามย้อนกลับแบบหมัดฮุก ร่างบางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนแทบจะชิดขอบโต๊ะ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงอากาศบางเบา กลิ่นกายสะอาดๆ ของศิลากับกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของรินรดาผสมผสานกันจนน่าเวียนหัว ดีไซเนอร์หนุ่มหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
นิ้วเรียวของรินรดาเอื้อมขึ้นสัมผัสคางตัวเองโดยอัตโนมัติ เป็นท่าทางเวลาที่เจ้าตัวกำลังใช้ความคิดขั้นสุดยอด สายตาคมกวาดสำรวจทุกรายละเอียดบนใบหน้าของสถาปนิกหนุ่ม ตั้งแต่สันจมูกโด่งเป็นคม ริมฝีปากที่ชอบเม้มเข้าหากันเวลาเครียด จนกระทั่ง... ดวงตาคู่นั้นที่กำลังสะท้อนภาพเงาของเขาเอง
"คุณกลัว..." รินรดาเอ่ยกระซิบ เสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ
ศิลาชะงักไปเล็กน้อย ร่างกายที่เคยผ่อนคลายเกร็งขึ้นมาทันทีโดยสัญชาตญาณ แต่เขาก็ยังคงรักษาอาการนิ่งสงบไว้ได้อย่างแนบเนียน
"กลัวอะไรครับ?" ศิลาสวนถามทันควัน น้ำเสียงเรียบสนิท
"คุณกลัวความล้มเหลว กลัวการเริ่มต้นใหม่ และที่สำคัญที่สุด..." รินรดาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนใบหน้าแทบจะชิดกัน ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น "คุณกลัวที่จะรู้สึกอะไรมากๆ กับใครสักคน... เพราะปมในอดีตมันคอยหลอกหลอนคุณอยู่ใช่ไหมครับ คุณศิลา"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวทันที ไม่มีเสียงใครพูดอะไรต่อ มีเพียงเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของคนทั้งคู่ ศิลาไม่ได้ตอบปฏิเสธ และไม่ได้โกรธเกี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น แววตาสุขุมคัมภีร์คู่นั้นไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น—ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยหน้ากากความเย็นชาตามเดิม
แต่มันก็มากพอ มากพอที่จะทำให้รินรด้ารู้ว่า... ตัวเองเดาถูก
"หึ..." ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยความหยันตัวเอง มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วกร้านแตะเบาๆ ที่คางของรินรดา ดันให้ใบหน้าสวยเชิดขึ้นสบตากับเขาตรงๆ โดยไม่มีการหลบเลี่ยง "คุณเก่งมากจริงๆ รินรดา... เก่งจนน่ารำคาญเลยรู้ไหม"
รินรดาใจกระตุกวูบเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดนั้นสัมผัสโดนผิวแก้ม ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้สติปัญญาที่เคยเฉียบคมเริ่มพร่าเลือน หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน
"ปล่อย..." รินรดาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น มือเรียวเอื้อมไปจับข้อมือของศิลาเพื่อจะแกะออก แต่ชายหนุ่มกลับออกแรงรั้งเบาๆ จนร่างบางต้องโน้มตามแรงโน้มถ่วง ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน
"ถ้าผมเป็นอย่างที่คุณว่าจริงๆ..." ศิโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นจนน่ากลัว "แล้วคุณล่ะ... กำลังมองหาอะไรจากคนที่มีแต่แผลเป็นอย่างผมกันแน่ หืม?"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางใจรินรดาอย่างแรง สติสตางค์ที่เหลืออยู่กระเจิงหายไปหมด สัมผัสจากปลายนิ้วของศิลาที่ลูบไล้กรอบหน้าอย่างแผ่วเบานั้นทำเอาขาแทบไร้เรี่ยวแรง ดีไซเนอร์หนุ่มเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกำลังตีรวนขึ้นมาในอก ความพยายามที่จะอ่านใจอีกฝ่ายเมื่อครู่ กลับกลายเป็นว่าตัวเขาเองต่างหากที่กำลังจะหลงเข้าไปในวังวนสายตาคู่นั้น
รินรดาอ้าปากเตรียมจะสวนกลับด้วยคำพูดจาเผ็ดร้อนเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี แต่ทว่า—
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันทำลายบรรยากาศสีชมพูแกมดราม่าในห้องทำงานจนกระเจิง ศิลาและรินรดาผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ร่างสูงถอยหลังกลับไปตั้งหลักที่เก้าอี้ทันที ขณะที่รินรดารีบยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรัญจวนใจที่ยังค้างคา
"ขอโทษที่ขัดจังหวะนะพ่อหนุ่ม..." เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่เปิดผางเข้ามาโดยไม่รอให้อนุญาต "พอดีฉันได้ข่าวว่าพวกเธอเจอ 'เบาะแสสำคัญ' ชิ้นใหม่เกี่ยวกับโปรเจกต์นี้แล้ว... จริงรึเปล่า?"
ร่างของชายวัยกลางคนผู้มีรอยแผลเป็นที่หางคิ้วและแววตาดุดันก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเอกสารในมือที่ถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *ปึก!*
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นในพริบตา ขณะที่รินรดาเบิกตากว้างเมื่อก้มลงมองเอกสารแผ่นแรกบนโต๊ะ
ภาพถ่ายของสถานที่เกิดเหตุในอดีต—สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับปมความล้มเหลวของศิลาโดยตรง—ถูกวางหราอยู่ตรงหน้า พร้อมกับข้อความเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่ระบุเวลาและพิกัดปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากเซฟเฮาส์แห่งนี้ไปไม่ถึงสิบคิโลเมตร!
"เขาตามมาถึงที่นี่แล้ว..." ผู้มาใหม่เอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "และดูเหมือนว่า... พวกเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปเจอกับมันด้วยตัวเอง"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "แบล็กสมิธในตำนาน" มาโดยตลอดครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 26
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!