"ถ้าไม่อยากให้มือถือราคาแพงเครื่องนี้กลายเป็นที่ทับกระดาษราคาถูก... ก็หุบปากแล้วถอยไปซะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมาไม่ได้สั่นระริกแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน ศิลาไม่ได้ขยับตัวถอยหนีประกายแสงเย็นเยียบของคัตเตอร์ด้ามยาวในมือของบุคคลปริศนาที่ดักรออยู่ตรงมุมอับของบันไดหนีไฟแม้แต่เซนติเมตรเดียว ตรงกันข้าม สถาปนิกหนุ่มกลับก้าวเท้าเข้าประชิดอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคามที่ถูกหลอมขึ้นจากความหงุดหงิดและสัญชาตญาณดิบในการปกป้องเซฟเฮาส์หลังนี้
"โอ๊ะ... ใจเย็นสิครับคุณสถาปนิก ผมแค่จะทักทายแขกยามวิกาล"
เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอไม่ได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลย รินรดาที่ยืนหายใจหอบอยู่ด้านหลังของศิลา ขยับตัวเข้ามาใกล้แผ่นหลังกว้างโดยไม่รู้ตัว มือเรียวเอื้อมไปควชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มของคนตัวโตกว่าไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ แม้ปากจะเก่งและชอบต่อล้อต่อเถียงแค่ไหน แต่ในสถานการณ์ที่ความตายอยู่ห่างแค่เอื้อม ดีไซเนอร์ปากแจ๋วก็ยังเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการที่พึ่งพิง
แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ เผยให้เห็นใบหน้าของคนที่ยืนดักรอ... เป็นแค่เด็กหนุ่มส่งของที่หน้าตาตื่นตระหนกและกำลังเนื้อตัวสั่นเทา ไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตอย่างที่ทั้งคู่จินตนาการไปไกล
"วะ...
วאו... ผมแค่จะเอาเอกสารที่ตกหล่นมาส่งครับ!" เด็กหนุ่มละล่ำละลักละลาน วัตถุโลหะในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นคอนกรีตเสียงดังเคร้ง กล่องพัสดุกันกระแทกถูกยื่นมาข้างหน้าอย่างลนลาน "พี่รินรดาทำหล่นไว้ตอนช่วงหัวค่ำ... ผมเห็นว่ามันสำคัญเลยวิ่งตามขึ้นมา แต่พวกพี่เดินเร็วมากจนผมตามไม่ทัน..."
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ศิลายังคงยืนนิ่ง ดวงตาคมกราบกวาดมองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ความตึงเครียดในกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่ตีรวนขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะโกรธเด็กส่งของ แต่โกรธตัวเองที่เกือบจะควบคุมสัญชาตญาณดิบไม่อยู่ และโกรธความประมาทของคนข้างหลังที่ทำให้ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายแบบนี้
"คราวหลัง... ถ้าไม่อยากตายเร็วก่อนวัยอันควร ก็หัดส่งเสียงก่อนจะโผล่มาจากมุมมืดซะบ้าง" ศิลาพ่นคำพูดเชือดเฉือนใส่เด็กหนุ่มหน้าตาตื่น ก่อนจะก้มลงหยิบกล่องพัสดุขึ้นมาแล้วโยนมันใส่แผงอกของรินรดาที่ยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังอย่างไร้ความนุ่มนวล
"คุณนี่มัน..." รินรดาอ้าปากค้าง รับกล่องพัสดุไว้แทบไม่ทัน ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนคนปากเสียทันที "ใครจะไปรู้ล่ะว่าน้องเขาจะหวังดีประสงค์nเจตนาแบบนี้ นึกว่าโจรภูเขามาดักปล้น ดีนะที่สมองผมยังแล่นทัน ไม่วิ่งหนีเตลิดไปซะก่อน"
"ถ้าสมองคุณแล่นทันจริง ป่านนี้คงจำได้แล้วว่าวางพัสดุไว้ตรงไหน ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กมันต้องวิ่งตามตูดมาจนถึงชั้นนี้" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเยียบเย็นแต่แฝงไปด้วยความรำคาญใจที่เจือความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียนจนคนฟังจับพิรุธไม่ได้ "กลับห้องไปซะ ดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้ยังจะเดินระnเร่ร่อนหาเรื่องใส่ตัวอีกหรือไง"
พูดจบ ศิลาก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวผ่านหน้าทั้งสองคนไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้รินรดายืนกำกล่องพัสดุแน่นด้วยความหมั่นไส้จนอยากจะปาใส่หัวทุยๆ ของสถาปนิกหนุ่มให้รู้แล้วรู้รอด
"อะไรของเขาฟะ... ปากหมาเป็นกิจวัตรหรือไง!" รินรดาพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางส่งย้องกันแห้งๆ ให้เด็กส่งของที่ยังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม "กลับไปพักผ่อนเถอะน้อง พี่ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์เอามาส่งให้ดึกดื่นขนาดนี้"
ลับหลังร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว รินรดาก็ก้าวเท้ากลับมาที่ห้องพักของตัวเองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโล่งใจที่เรื่องร้ายผ่านพ้นไป และ... ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอกย้อนกลับไปนึกถึงวินาทีที่ศิลาเอาร่างกายของตัวเองมาบังไว้ด้านหน้า แม้จะเป็นแค่เสี้ยววินาทีสั้นๆ และตามมาด้วยวาจาถากถาง แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไออุ่นจากแผ่นหลังกว้างและความเด็ดเดี่ยวในแววตานั้น... มันทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด
แต่ความสงบสุขในยามวิกาลมักอยู่ได้ไม่นานนัก
*ก๊อกๆ*
เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ ดังขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้องพักของดีไซเนอร์หนุ่ม รินรดาขมวดคิ้วมุ่น เดินไปแง้มประตูออกดูด้วยความระแวง คิดว่าคงเป็นศิลาที่มาหาเรื่องด่าอะไรเขาอีกรอบ แต่ทว่า... หน้าประตูห้องกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของสถาปนิกปากร้าย
มีเพียง... แก้วกาแฟเซรามิกสีดำสนิท วางอยู่บนพื้นหน้าห้อง พร้อมกับโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลัง
*[ ดื่มซะ หน้าตาคุณดูเหมือนผีดิบอดนอนเข้าไปทุกทีแล้ว ]*
รินรดาก้มลงมองแก้วกาแฟที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาในอากาศ กลิ่นหอมกรุ่นของเอสเพรสโซ่คั่วเข้มแตะจมูกทันทีที่ฝาแก้วถูกขยับ ความอบอุ่นบางเบาแผ่ซ่านเข้ามาในช่องท้องอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นิ้วเรียวหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นขึ้นมาพลิดู พลางเผลอยกยิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัวให้กับความซึนเดระที่พยายามซ่อนความใส่ใจไว้ภายใต้คำพูดขวานผ่าซาก
"ปากแข็งชะมัด..." ดีไซเนอร์หนุ่มพึมพำเบาๆ พร้อมกับส่ายหัวด้วยความเอ็นดู
รินรดาตัดสินใจเดินถือแก้วกาแฟอุ่นๆ นั้นออกจากห้องตรงไปยังโซนสตูดิโอส่วนกลางที่เชื่อมต่อกับห้องทำงานของศิลา เขาตั้งใจจะไปเอ่ยปากขอบคุณเจ้าพ่อความเนี้ยบสักหน่อย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคงพ่นคำพูดกวนประสาทกลับมาตามเคยก็ตามที
แต่ทว่า... เมื่อผลักบานประตูกระจกบานใหญ่เข้าไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ฝีเท้าของรินรดาชะงักกึก แก้วกาแฟในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น
ศิลากำลังนั่งกุมขมับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงไฟสีฟ้าสาดสะท้อนใบหน้าคมคายที่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยเอกสารร่างแบบที่ถูกขยำทิ้งเกลื่อนกลาด แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า... คือกองยาสีขาวหลายเม็ดบนฝ่ามือแกร่งที่กำลังจะถูกยกขึ้นกรอกใส่ปาก โดยไร้เงาของแก้วน้ำดื่มใกล้ตัว!
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความใจร้อนพุ่งทะยานเหนือเหตุผล ดีไซเนอร์หนุ่มพุ่งพรวดเข้าไปปัดมือของศิลาอย่างแรงจนยาเม็ดพวกนั้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น!
"คุณบ้าไปแล้วหรือไง! คิดจะกินยาส่งเดชโดยไม่ดื่มน้ำตามแบบนั้น อยากกระเพาะทะลุตายคาโต๊ะทำงานหรือยังไงกัน!" รินรดาแหวใส่เสียงดังลั่นห้อง ดวงตากลมโตฉายแววเกรี้ยวกราดผสมความตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบตวัดมองคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นทันที ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนรินรดาต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติจากแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมา
"นี่มันเรื่องส่วนตัวของผม... คุณมีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวาย" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรินรดาด้วยความประชดประชัน "รึว่าติดใจ... อยากลองมาเป็นคนดูแลผมใกล้ชิดจริงๆ สักทีล่ะ?"
คำพูดเย้าแหย่ที่เจือกระแสความหงุดหงิดทำให้บรรยากาศในห้องร้อนระอุขึ้นมาในพริบตา รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามด้วยความโกรธ (และบางอย่างที่มากกว่านั้น) เขาก้าวเท้าประชิดตัวสถาปนิกหนุ่มกลับทันทีโดยไม่ยอมถอยให้เหมือนทุกครั้ง
"เหอะ! หลงตัวเองขั้นวิกฤตสินะครับคุณศิลา ผมแค่ไม่อยากเก็บศพคนปากเสียคาโต๊ะทำงานให้มันเป็นเสนียดแก่เซฟเฮาส์ก็เท่านั้น!" รินรดายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด "ถ้าสมองของคุณมันคิดอะไรไม่ออกนอกจากประชดคนอื่น ก็หุบปากแล้วฟังผมให้ดี..."
ศิลาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าเนียนที่อยู่ใกล้แค่คืบ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรัวเร่งด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไดอะล็อกโต้ตอบหยุดชะงักลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ประสานกันในความเงียบงัน
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดและระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่เหลือเพียงแค่เซนติเมตรเดียว—
*กริ๊ก... แอ๊ดดด—!*
เสียงปลดล็อกรหัสประตูหน้าของเซฟเฮาส์ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ และเสียงทุ้มกังวานที่ตะโกนก้องเข้ามาในความมืด...
"ไอ้ศิลา! กูหาหลักฐานคดีเก่าที่มึงต้องการเจอแล้ว... เฮ้ย! พวกมึงสองคนกำลังทำอะไรกันวะเนี่ย?!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความระอุจากเตาหลอมนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 9
มุมที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!