"เงียบ..."
ศิลาเอื้อมมือหนาไปปิดปากรินรดาไว้ทันท่วงทีก่อนที่เสียงลมหายใจของอีกฝ่ายจะดังแข่งกับเสียงฝนกระหน่ำด้านนอก สัมผัสจากปลายนิ้วที่กดลงบนเรียวปากอิ่มนั้นร้อนผ่าว แม้ในสถานการณ์ที่ความตายหรืออย่างน้อยที่สุด—การถูกจับได้ว่าแอบใช้พื้นที่—กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ฝ่ามือเรียวปัดป้องสัญชาตญาณก่อนจะเปลี่ยนเป็นคว้าข้อมือแกร่งนั้นไว้แน่น ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเอาเรื่องและคำถามระคนหวาดหวั่น แต่นาทีนี้ไม่มีเวลามาเถียงกันเรื่องระยะห่างทางกายภาพ เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ บนบันไดเหล็กวนจากชั้นบนกำลังบดบังทุกตรรกะเหตุผล
*กริ๊ก... ตึก... ตึก...*
เสียงรองเท้าหนังกระทบขั้นบันไดดังสะท้อนก้องในความมืดทึบของชั้นใต้ดินเซฟเฮาส์ไร้ชื่อแห่งนี้ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงของเจ้าของสถานที่ แต่เป็นเสียงย่างก้าวที่เร่งรีบ หงุดหงิด และเต็มไปด้วยพิรุธ ชัดเจนว่าผู้มาเยือนยามวิกาลท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำนี้ไม่ได้มาดี และที่สำคัญ... เขามีกุญแจสำรองที่ควรจะมีแค่คนไม่กี่คนเท่านั้นที่ถือครอง
ศิลาขยับตัวดึงรินรดาให้ถอยร่นเข้าไปหลบหลังชั้นวางแบบแปลนสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ กลิ่นน้ำหอมเจือจางบนตัวดีไซเนอร์ปากเก่งลอยปะปนกับกลิ่นฝนและความอับชื้นของห้องใต้ดิน ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาเพื่อบังตัวอีกฝ่ายไว้มิดชิด ไออุ่นจากร่างกายของคนทั้งคู่แนบชิดจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วดั่งกลองเพล ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อบุคคลปริศนาอย่างเดียว แต่มันคือความอึดอัดจากระยะห่างที่ใกล้เกินความจำเป็น
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มในความสลัว แสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำไว้บนโต๊ะทำงานส่องกระทบใบหน้าคมคายที่กำลังขมวดมولแน่นจนเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว สายตาของศิลาไม่ได้มองมาที่เธอ เขากำลังเพ่งสมาธิไปยังทิศทางของประตูทางเข้า ร่างกายเกร็งเครียดดั่งเสือชีตาร์ที่พร้อมกระโจนเข้าใส่เหยื่อหากมีความจำเป็น
"ปล่อยได้แล้วมั้ง..." รินรดาขยับปากพูดไร้เสียง ส่งกระแสจิตด่าทอผ่านแววตาพยศ แม้สถานการณ์จะคับขันแค่ไหน เธอก็ยังไม่วายส่งค้อนวงใหญ่ให้คนตัวโตที่ถือโอกาสฉวยเนื้อตัวเธอเป็นเกราะกำบัง
ศิลาเหลือบสายตาคมกริบลงมามองคนที่ยังกล้าทำหน้าดึงดันในสถานการณ์เป็นตายเท่ากัน มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะจางๆ อย่างนึกหมั่นไส้ เข้มงวดกับความปากดีของอีกฝ่ายเสียจริง ทั้งที่เอวบางยังถูกมือเขาโอบรัดไว้ไม่ให้ขยับไปไหนด้วยซ้ำ
"ถ้าไม่อยากโดนลากไปยิงทิ้งข้างนอก ก็หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ ครับ คุณรินรดา" ศิลาขยับริมฝีปากกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำเอาดีไซเนอร์หนุ่มถึงกับขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความหนาวจากพายุฝนด้านนอก แต่เป็นเพราะกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วแผ่นหลังต่างหาก
ภายนอกอาคาร เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวตามด้วยสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าถوى แรงลมพายุซัดกระแทกบานกระจกชั้นบนจนเกิดเสียงดังโครมคราม กลบเกลื่อนเสียงฝีเท้าของบุคคลปริศนาไปชั่วขณะ แต่ไม่นานนัก เสียงกุญแจไขเข้าล็อกที่ประตูด้านในก็ดังขึ้นชัดเจน
*แกร๊ก... แอ๊ด...*
บานประตูเหล็กนิรภัยเปิดออก แสงไฟนีออนสลัวจากโถงทางเดินสาดส่องเข้ามาภายในห้องใต้ดิน เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงสบถเบาๆ อย่างหัวเสีย ร่างนั้นสะบัดเสื้อแจ็คเก็ตเปียกโชกโยนลงบนโซฟาใกล้ประตู ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอาร์ด
ศิลาหรี่ตาลงพยายามเพ่งมองผ่านความมืดและมุมอับของชั้นวางของ แสงสลัวจากหลอดไฟทางเดินช่วยให้เห็นเค้าโครงของแขกยามวิกาลได้ถนัดตาขึ้น ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็น "คุณกรณ์" หุ้นส่วนโครงการรีโนเวทตึกนี้ ผู้ซึ่งควรจะอยู่ที่ต่างจังหวัดตามกำหนดการเดินทางที่เคยแจ้งไว้
*ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่? และที่สำคัญกว่านั้น... เขามีรหัสผ่านประตูนิรภัยนี้ได้อย่างไร?*
คำถามนับร้อยผุดขึ้นในหัวของสถาปนิกหนุ่ม ศิลาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความลับของเซฟเฮาส์หลังนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงสร้างตึกและดีลธุรกิจสีเทาทั้งหมดถูกเก็บไว้ที่นี่ การที่กรณ์ปรากฏตัวขึ้นกลางดึกในคืนพายุเข้า พร้อมกับท่าทีลุกลี้ลุกลนคว,านหากระเป๋าเอกสารบางอย่างในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
รินรดาที่แอบมองอยู่ด้านหลังเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ สีหน้าของศิลาเคร่งเครียดจนน่ากลัว มือหนาที่เคยโอบเอวเธอเปลี่ยนเป็นกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดีไซเนอร์หนุ่มตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งนั้นเบาๆ เป็นเชิงถามไถ่
ศิลาหันมามองหน้าเธอ สายตาคู่นั้นสื่อความหมายบางอย่างที่รินรดาอ่านไม่ออก มันมีความกังวล ความโกรธ และ... ความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น
ก่อนที่ใครจะได้ทันขยับตัวทำอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของกรณ์ก็แผดเสียงดังลั่นทำลายความเงียบงัดในห้องใต้ดิน
*กริ๊งงงง!*
กรณ์สะดุ้งสุดตัว รีบควักโทรศัพท์ขึ้นมารับด้วยท่าทางลนลาน ปลายสายเปิดเสียงดังเล็ดลอดออกมาท่ามกลางเสียงฝน แม้จะไม่ชัดเจนทุกถ้อยคำ แต่ประโยคหนึ่งที่ลอยเข้าหูคนแอบฟังทั้งสองคนอย่างชัดเจนก็ทำให้เลือดในกายของศิลาเย็นเฉียบลงทันที
*"...จัดการเรื่องเอกสารบีจีให้เรียบร้อย อย่าให้ไอ้ศิลามันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด ถ้ามันขุดเจอหลักฐานเรื่องเงินทอนเมื่อไหร่ พวกเราฉิบหายกันหมดแน่!"*
สิ้นเสียงปลายสาย กรณ์กดตัดสายทิ้งด้วยความหัวเสีย ก่อนจะสบถคำหยาบออกมาเสียงดังลั่นห้อง แล้วพุ่งตรงไปยังคอมพิวเตอร์หลักที่เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของบริษัททันที
รินรดาเบิกตากว้าง หันขวับมามองหน้าสถาปนิกหนุ่มข้างกายทันที เรื่องเงินทอน? โครงการที่ศิลารับผิดชอบกำลังถูกเล่นตลกเบื้องหลังโดยหุ้นส่วนที่ไว้ใจที่สุดอย่างนั้นหรือ? และไอ้เอกสารบีจีที่ว่านั่น... มันคือหลักฐานการทุจริตมูลค่าหลายสิบล้านที่กำลังจะถูกทำลายในคืนนี้!
ศิลาหลับตาลงชั่วเสี้ยววินาทีเพื่อระงับอารมณ์เดือดดาลที่กำลังแผดเผาอก ความล้มเหลวในอดีตที่เขาเคยเกลียดชังนักหนา กำลังถูกหยิบยกมาทำซ้ำโดยคนที่เขาเคยเรียกว่าพี่น้องร่วมงาน รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงจนรินรดารู้สึกได้ถึงความกดอากาศรอบตัวที่ลดฮวบลง
"คุณจะทำอะไร?" รินรดาเอ่ยกระซิบถามเสียงสั่นเมื่อเห็นศิลาเริ่มขยับตัวออกจากที่ซ่อน สายตาของสถาปนิกหนุ่มคู่นั้นดุดันและเฉียบคมดั่งคมดาบที่เพิ่งออกจากเตาหลอม
"จัดการขยะ" ศิลาตอบสั้นๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่ากลัว เขาก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดทีละก้าวอย่างมั่นคง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุฝนด้านนอก
กรณ์ที่กำลังงละลนงลานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าสะท้อน ชายวัยกลางคนหันขวับกลับมามองตามต้นเสียง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดทันทีเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของศิลาก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับสายตาเชือดเฉือนที่จ้องมองมาดั่งจะกินเลือดกินเนื้อ
"ศิลา! นาย... นายมาทำอะไรที่นี่เวลานี้?" เสียงของกรณ์สั่นพร่า ละล่ำละลักด้วยความตกใจกลัว
สถาปนิกหนุ่มหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงไม่กี่ก้าว แสงไฟสลัวขับเน้นใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้รอยยิ้ม รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม
"ผมควรเป็นคนถามคำถามนั้นมากกว่านะครับ... คุณกรณ์" ศิลาเอ่ยเสียงนิ่งสนิท ทว่ากดดันจนอีกฝ่ายแทบหายใจไม่ออก "แล้วก็... เอกสารที่คุณกำลังพยายามจะลบในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ผมเกรงว่าคุณคงไม่มีสิทธิ์แตะต้องมันอีกต่อไปแล้ว"
บรรยากาศในห้องใต้ดินตึงเครียดถึงขีดสุด พายุฝนด้านนอกยังคงโหมกระหน่ำอย่างไร้ความปราณี ราวกับเป็นฉากหลังที่ถูกเซ็ตอัพมาเพื่อรองรับการเผชิญหน้าที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ศิลาเตรียมจะก้าวเข้าไปประชิดตัวทรชนคนสนิท สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาเคลื่อนไหวผิดปกติที่สะท้อนผ่านกระจกเงาบานใหญ่ด้านหลังของกรณ์
ไม่ใช่แค่กรณ์คนเดียว...
ยังมีใครอีกคน... กำลังยืนดักรออยู่ที่ปากทางเข้าบันไดชั้นบน พร้อมกับประกายแสงเย็นเยียบของวัตถุโลหะในมือที่สะท้อนกับแสงไฟ!
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความระอุจากเตาหลอมนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 8
พายุเข้า
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!