เสียงกุญแจกระทบกรอบประตูโลหะดังขึ้นครั้งเดียว ก่อนที่สลักเหล็กหนาจะถูกหมุนล็อกด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์อันคุกกรุ่นของเจ้าของห้อง
"ล็อกห้องนี้ไว้... แล้วอย่าออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา"
คำสั่งนั้นทิ้งไว้พร้อมแรงกระแทกเบาๆ ที่กรอบประตู รินรดาแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ ดวงตากลมโตคมกริบกวาดมองไปรอบห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่อัดแน่นไปด้วยกระดาษไข โมเดลสถาปัตยกรรม และกองกาแฟกระป๋องที่ยังไม่ได้ทิ้ง เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกกักบริเวณ แต่รู้สึกเหมือนถูกท้าทายด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ต่างหาก
ดีไซเนอร์หนุ่มสบถเบาๆ มือเรียวหยิบปากกาเคมีสีดำขึ้นมาขีดฆ่าเส้นร่างแบบแปลนชิ้นที่สามที่เพิ่งถูกวิจารณ์ว่า 'ใช้ไม่ได้เรื่อง' จากปากของสถาปนิกหนุ่มผู้เจ้าระเบียบคนนั้น ศิลาเป็นผู้ชายประเภทที่มองโลกเป็นตารางเมตรและมุมฉาก เขาเกลียดความฟุ่มเฟือยในงานออกแบบ ขณะที่รินรดาคือนักสร้างสรรค์ที่มองว่าศิลปะต้องมีชีวิต มีรอยหยัก และความบิดเบี้ยวที่งดงามในความไม่สมบูรณ์แบบ
เราต่างกันราวกับเหล็กกล้าและคาร์บอนที่ถูกเผาด้วยอุณหภูมิคนละระดับ
แต่กระนั้น บนโต๊ะทำงานกลางห้อง ตอนนี้กลับมีงานชิ้นใหม่วางอยู่—มันเป็นกระดาษร่างที่ผสานลายเส้นเรขาคณิตอันเฉียบคมของศิลาเข้ากับเส้นโค้งพริ้วไหวของลายผ้าที่รินรดาออกแบบไว้เมื่อคืน
แอด...
เสียงบานประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของศิลาในเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอก ใบหน้าคมคายนั้นนิ่งเรียบ ทว่ามีร่องรอยความเหนื่อยล้าฉายชัดที่หางตา มือหนาถือแก้วกาแฟดำสองแก้ว วางลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง
"นึกว่าหนีหายไปสำรวจไซต์งานจนลืมไปแล้วว่าขังผมไว้" รินรดาเอ่ยขึ้นก่อนโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากกระดาษร่าง ดวงตายังคงจดจ่ออยู่กับสเกลงาน
"ผมไม่ได้หนี และผมไม่ได้ขังคุณ ผมแค่สั่งให้คุณปลอดภัยในพื้นที่ที่ควรจะทำงาน" ศิลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบตามสไตล์ผู้ชายปากหนัก "แล้วก็... เลิกแก้เส้นตรงนั้นเสียที เพราะถ้าคุณดึงมุมองศาออกไปอีกสองมิลลิเมตร โครงสร้างรับน้ำหนักด้านบนจะพังทลายลงมาทับหัวคุณเอง"
รินรดายืดตัวตรง หรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ "ถ้าผมไม่ดึงองศานั้นออก งานออกแบบของคุณมันก็จะดูแข็งกระด้างไร้จิตวิญญาณเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้นะครับ คุณศิลา"
ศิลาไม่โต้เถียง ทว่าเขากลับก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ร่างสูงโปร่งทิ้งน้ำหนักลงบนมือทั้งสองข้างที่ยันขอบโต๊ะไว้โน้มตัวลงมาใกล้ จนระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟจางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มของรินรดาโดยไม่ทันตั้งตัว
ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย นิ่งนานจนรินรดาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเสี้ยววินาที
"ผมไม่ได้เกลียดจิตวิญญาณในงานของคุณ" ศิลาเอ่ยด้วยเสียงกระซิบที่ต่ำลง ทว่าทรงพลังและชัดเจนในทุกพยางค์ "แต่ผมเกลียดความดื้อรั้นที่เกือบทำให้งานสามเดือนนี้พังไม่เป็นท่า... รินรดา"
นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายเรียกชื่อเขาตรงๆ โดยไม่มีคำว่า 'คุณดีไซเนอร์ปากแจ๋ว' พ่วงท้าย น้ำเสียงนั้นไม่มีร่องรอยของการประชดประชัน แต่มันเต็มไปด้วยการยอมรับ... การยอมรับในศักยภาพและความบ้าบิ่นที่ถักทออยู่ในงานศิลป์ของคนตรงหน้าอย่างแท้จริง
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับรัวเร็วกว่ากำหนดโดยไม่ทราบสาเหตุ ความโกรธเคืองและการปะทะคารมที่สะสมมาหลายวันละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันที่มีกระแสไฟฟ้าบางเบาสپาร์คเชื่อมระหว่างกัน
มือหนาของศิลาเอื้อมออกมาช้าๆ ปลายนิ้วโป้งอุ่นจัดปัดผ่านรอยเปื้อนหมึกสีดำที่ข้างแก้มของรินรดาแผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับขนนกแต่กลับสร้างความสั่นสะเทือนในอกของคนถูกกระทำได้อย่างน่าประหลาด
"ทำงานต่อให้เสร็จ... แล้วผมจะพาไปเลี้ยงกาแฟแก้วที่ดีที่สุดในเมือง เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ผมปากเสียใส่คุณทั้งวัน" ศิลาถอนตัวออก1ก้าว รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากถูกส่งมาให้เป็นครั้งแรก—รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาท แต่จริงใจจนน่าตกใจ
รินรดานิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่กวนไม่แพ้กัน "ตกลงครับ... แต่บอกไว้ก่อนนะว่าถ้ากาแฟไม่อร่อย ผมจะรีวิวให้คุณเสียหายถึงขั้นปิดบริษัทเลยทีเดียว"
บรรยากาศตึงเครียดในเซฟเฮาส์ถูกแทนที่ด้วยความลงตัวที่แปลกประหลาด ทั้งสองคนกลับมานั่งลงที่โต๊ะตัวเดิม ทว่าครั้งนี้ ปากกาในมือของทั้งคู่ไม่ได้ขีดเขียนเพื่อคัดค้านกันอีกต่อไป หากแต่เป็นการประสานลายเส้น สถาปัตยกรรมและศิลปะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านค่ำคืนที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์
จนกระทั่ง... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก้าวหยุดลงที่หน้าประตูห้อง และเสียงเคาะสามครั้งด้วยรหัสลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ดังขึ้น ทำลายความเงียบทั้งหมดลงในทันที
ศิลาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อจำเสียงเคาะนั้นได้ ขณะที่รินรดาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ
แอด— ประตูบานเหล็กถูกผลักเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างของบุคคลที่ไม่คาดฝันในชุดสูทเปียกชุ่มหยดน้ำฝนก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะช่วงเวลาหวานชื่น... แต่ดูเหมือนพวกคุณจะลืมไปแล้วสินะว่า ใครคือคนจ่ายเงินจ้างพวกคุณมาทำงานนี้"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว•ตอนที่ 13
ก้าวข้ามขีดจำกัด
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ชื่อกับดีไซเนอร์ปากแจ๋ว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!