บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ•ตอนที่ 2

ตื่นขึ้นในอดีต

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“ฝ่าบาท... ข้าแต่พระองค์ เพลิงในท้องพระโรงกำลังโหมกระหน่ำ ท่านจะทรงประทับยืนนิ่งอยู่เช่นนี้ไม่ได้!” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูจนน่าคลื่นไส้ดังขึ้นชิดริมฝีปาก กลิ่นอายจางๆ ของชาสมุนไพรชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายเลือดที่ติดตรึงอยู่ในโสตประสาทมาเนิ่นนาน ศิลายังคงลืมตากว้างอย่างไร้สติ จ้องมองเพดานไม้แกะสลักลายวิจิตรของตำหนักบูรพา—สถานที่ซึ่งควรจะถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว ห้าปี... นี่ไม่ใช่ภาพหลอนก่อนตายอย่างแน่นอน ความเจ็บปวดจากการถูกคมดาบเสียบทะลุกระดูกสันหลังเมื่อครู่ยังคงหลงเหลือความรู้สึกอุ่นวาบของหยาดโลหิต แต่เวลานี้ ผิวเนื้อของเขากลับเรียบเนียน ปราศจากบาดแผลฉกรรจ์ใดๆ ลมหายใจที่สูดเข้าไปลึกๆ เต็มไปด้วยความสดชื่นของกลิ่นไม้จันทน์หอม ไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในวาระสุดท้ายแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ ศิลาก้มมองมือคู่ที่เคยด้านหนาและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้ศึก แต่วันนี้... มันกลับเรียบเนียนและเรียวสวย ผิวพรรณขององค์ชายผู้ตกอับแต่ยังมีศักดิ์ศรีค้ำคอ เขายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าตนเองช้าๆ ความเยือกเย็นแผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจที่กำลังเต้นระส่ำเป็นจังหวะหนักแน่น ไม่ใช่ความตาย แต่เป็นความมีชีวิต... และเป็นการกลับมาเกิดใหม่ในห้วงเวลาที่เขายังโง่เขลาที่สุด “ฝ่าบาท... ท่านเป็นอันใดไป เหตุใดจึงมีสีหน้าเช่นนั้น หรือพิษไข้ยังกุมสติท่านอยู่?” เสียงนั้น... เสียงของคนที่เขามอบความไว้วางใจให้เป็นดั่งแขนขา ศรัทธาและเชิดชูราวกับพี่น้องร่วมสายเลือด แม่ทัพอคิน ผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในชุดเกราะอ่อนสำหรับเข้าเฝ้า ยืนทำสีหน้ากังวลแกมร้อนรน แววตาคู่นั้นทอประกายความภักดีจนน่าขัน... ในสายตาของคนโง่คนเดิมในอดีต แต่วันนี้ ศิลาอ่านความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้นทะลุปรุโปร่งอย่างง่ายดาย ดวงตาคมกริบของศิลาหันขวับไปจ้องมองอคิน นิ่งงันไร้คำพูด ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังประเมินเหยื่อตรงหน้า ความเงียบที่โรยตัวลงในห้องบรรทมทำให้รอยยิ้มจอมปลอมของอคินเริ่มกระตุกเล็กน้อย “เจ้าเรียกข้าว่าอย่างไรนะ… อคิน?” ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแฝงกระแสความกดดันประหลาดที่ทำให้อคินถึงกับผะเผงถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “กระหม่อม… กระหม่อมก็เรียกข้าบาทตามปกติพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีอาการประหลาดอันใดหรือ ให้หมอหลวงมาตรวจดูสักหน่อยดีหรือไม่?” อคินพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม ศิลาไม่ตอบ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ กวาดสายตามองไปรอบห้อง หนังสือตำราพิชัยสงครามที่เขายังอ่านไม่จบเมื่อห้าปีก่อนวางกองอยู่บนโต๊ะทำงาน หยกประจำตัวองค์ชายที่แตกหักในภายหลัง ตอนนี้ยังคงวางอยู่บนแท่นวางอย่างไร้รอยตำหนิ ทุกอย่าง... ถูกรีเซ็ตกลับมาอยู่ในจุดที่อันตรายที่สุด จุดที่เขาเพิ่งจะเริ่มก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอันเชี่ยวกราก และเป็นจุดเริ่มต้นของความหายนะที่ทำให้คนตระกูลศิลาต้องตายตกไปตามกัน ในชาติก่อน เขามอบความไว้วางใจให้อคินเป็นแม่ทัพคุมกำลังพลครึ่งหนึ่งของแคว้น มอบเสบียงและอำนาจเบ็ดเสร็จให้เพื่อหวังจะสร้างผลงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกหักหลังในคืนที่ฝนตกหนัก กองทัพของอคินตลบหลังเข้าตีเมืองหลวง เปิดประตูรับศัตรู และใช้ดาบเล่มเดียวกันนี้ปลิดชีพเขาอย่างไร้ความปราณี *โง่เง่า... ชาติก่อนข้าช่างโง่เขลาเสียจริงที่มองคนไม่ออก* ศิลาคิดในใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนอคินที่ยืนมองอยู่รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ “ไม่ต้องหريك หมอหลวงอะไรกัน ข้าไม่ได้ป่วย” ศิลาเดินเข้าไปหาอคินทีละก้าว ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคง ผิดกับองค์ชายผู้ขี้ขลาดตาขาวที่อคินเคยรู้จัก “ข้าแค่วันนี้... รู้สึกตาสว่างขึ้นมาอย่างกะทันหันเท่านั้นเอง” “ตาสว่าง… หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?” อคินขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นริ้วขึ้นในอก แต่มันถูกกลบด้วยความคิดที่ว่า องค์ชายตรงหน้าคงแค่ฟื้นไข้และสติเลอะเลือน “เจ้าจำจดหมายฉบับนั้นได้หรือไม่… ที่เจ้าเคยบอกให้ข้าลงนามเพื่อส่งมอบอำนาจการควบคุมคลังเสบียงชายแดนให้กับตระกูลของเจ้า?” ศิลาหยุดยืนห่างจากอคินเพียงแค่เอื้อมมือ ดวงตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่ทัพหนุ่มราวกับจะควักเอาความลับทั้งหมดออกมารemจจากอก อคินชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบ จดหมายฉบับนั้น... เป็นแผนการลับที่เขากับพวกพ้องเพิ่งปรึกษากันเมื่อวานนี้ และยังไม่ได้เอ่ยปากขอร้องอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ เหตุใด... เหตุใดศิลากจึงล่วงรู้ได้ หรือมีหนอนกระบองในกลุ่มของเขา? “ฝ่าบาท... เรื่องนั้น กระหม่อมเพียงแค่… คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อราชสำนักในยามศึกสงคราม…” อคินรีบแก้ตัวเสียงสั่น ประหม่าจนเห็นได้ชัด ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน มีแต่ความเหยียดหยันและอำมหิตที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ “ประโยชน์ต่อราชสำนัก หรือประโยชน์ต่อตระกูลอคินของเจ้ากันแน่ อคิน?” ศิลาเอ่ยเสียงเบา แต่กระแทกกระทั้นลงบนโสตประสาทของอีกฝ่ายอย่างจัง “เจ้าคิดว่าข้าอ่านหนังสือมาน้อย จนแยกแยะไม่ออกหรือว่า การมอบคลังเสบียงทั้งหมดให้ตระกูลขุนนางหน้าเลือด มันคือการคานอำนาจหรือเป็นการส่งหางเสือให้โจรกันแน่” อคินหน้าถอดสีทันที รอยยิ้มจอมปลอมหายวับไปจากใบหน้า แววตาของแม่ทัพหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในพริบตา เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โง่เขลาอย่างที่คิด หรือบางที... แผนการของพวกเขาอาจจะรั่วไหลแล้ว “ในเมื่อฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้... แสดงว่าพระองค์ทรงไม่ไว้ใจกระหม่อมแล้วสินะพ่ะย่ะค่ะ” อคินหรี่ตาลง มือหนาเริ่มขยับเข้าใกล้ด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างกาย บรรยากาศในห้องบรรทมตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ศิลาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนกอดอก มองท่าทีคุกคามนั้นด้วยสายตาเย้ยหยันราวกับมองตัวตลกบนเวที “ไว้ใจงั้นหรือ?” ศิลาแค่นเสียงหัวเราะ “คำว่า ‘ไว้ใจ’ ข้าเคยใช้เปลืองไปหมดแล้วในชาติก่อน… และสำหรับเจ้าในชาตินี้ ข้ามีแค่คำว่า ‘พิพากษา’ เท่านั้นที่จะมอบให้” สิ้นเสียงของศิลา อคินตวัดมือหมายจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อสังหารองค์ชายเสียตรงนั้น ตัดสินใจหักดิบก่อนที่เรื่องจะบานปลาย แต่ทว่า... ก่อนที่คมดาบจะพ้นจากฝัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากด้านนอกตำหนัก ตามด้วยเสียงกระแทกประตูห้องโถงพังทลายลงมาอย่างไม่เป็นท่า! “ใครบังอาจ!” อคินคำรามลั่น หันไปมองที่ประตูเตรียมรับมือ ทว่าร่างที่ก้าวเข้ามาท่ามกลางกลุ่มทหารองครักษ์หลวงชุดเกราะดำสนิท กลับไม่ใช่ทหารเลวของอคิน แต่เป็นสตรีในชุดคลุมสีครามเข้ม ใบหน้างดงามคมคายประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทรงพลัง นางถือพัดหยกขาวในมือ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ภายในห้องแวบเดียว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ศิลาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภักดีและแปลกใจระคนกัน องค์หญิงรินลดา... หญิงสาวผู้ที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏร่วมกับเขาในชาติก่อน ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ในมือที่ชูขึ้นสูงจนทุกคนต้องก้มหัวให้ “แม่ทัพอคิน... เจ้ากำลังทำลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่ในตำหนักส่วนตัวขององค์ชายศิลา ท่าทางเหมือนคนมีความผิดเช่นนี้ คิดจะก่อกบฏต่อหน้าพระพักตร์หรืออย่างไร?” รินลดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงใสกังวานแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งบาดผิว อคินหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง ดวงตากรอกกลอกด้วยความตื่นตระหนก เมื่อหันกลับมามองศิลาอีกครั้ง เขาก็พบว่า... องค์ชายผู้ที่เขาเคยคิดว่าควบคุมได้ง่ายดาย กำลังแย้มยิ้มให้เขาอย่างช้าๆ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความตายที่แท้จริง ศิลาขยับเข้าไปกระซิบข้างหูอคินด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน ขณะที่รินลดาเดินเข้ามาประชิดอีกด้าน “ยินดีต้อนรับสู่เกมของข้า... อคิน คืนนี้ เจ้าคงต้องนอนฝันร้ายไปตลอดกาลแล้วล่ะนะ” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%