บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ•ตอนที่ 39

ชัยชนะบนกองซากปรักหักพัง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“เจ้าเป็นใคร” น้ำเสียงของศิลาแหบพร่าและสั่นไหวอย่างหาได้ยากยิ่ง ในมือเขายังคงกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า—เงาของเขาเองในอนาคตที่บิดเบี้ยวด้วยรอยแผลและรอยยิ้มหยัน—ไม่ได้ขยับเขยื้อน มันเพียงแค่จ้องมองกลับมาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง รินลดาก้าวออกมาเบื้องหน้าศิลาช้าๆ นางไม่ถามคำถามโง่เขลาว่าคนตรงหน้าคือใคร นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอน หากแต่เป็นรอยร้าวของห้วงเวลาที่ศิลาเองก็หวาดกลัวที่สุด นางใช้ปลายนิ้วสัมผัสที่แขนของศิลาเบาๆ เพื่อส่งผ่านความมั่นคง ทว่าสายตาของนางยังคงจ้องเขม็งไปยัง ‘ตัวเขา’ อีกคนอย่างไม่วางตา “คนตายไม่ควรเดินเหินในยามวิกาลเช่นนี้ หากเจ้าคือความทรงจำที่แตกสลาย ก็จงกลับไปอยู่ในที่ของเจ้าเสีย” รินลดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบ ร่างนั้นไม่ตอบ แต่มันค่อยๆ ยกมือขึ้นชี้ไปยังกองซากปรักหักพังของพระราชวังเก่าที่เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมมาหมาดๆ กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางในอากาศเริ่มเข้มข้นขึ้นจนน่าเวียนหัว ทันใดนั้น ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลก็นิ่งค้าง ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองสีเทาดุจเถ้าถ่าน ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหัวของศิลาเพียงผู้เดียว *‘ชัยชนะครั้งนี้... เจ้าแลกมาด้วยอะไรบ้าง ศิลา?’* ศิลาทรุดเข่าลงชั่วขณะ ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดด้วยมือที่มองไม่เห็น รินลดาประคองเขาไว้แน่น “อย่าฟังมัน ศิลา เจ้าคือคนปัจจุบัน เจ้าคือศิลาที่ข้าเลือกจะเชื่อมั่น ไม่ใช่ซากศพจากอดีตที่เจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกหลอนตัวเอง” บรรยากาศรอบข้างที่เคยบีบคั้นเริ่มผ่อนคลายลงช้าๆ เมื่อแสงจันทร์เคลื่อนผ่านพ้นเมฆหมอก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันหลังสงคราม ซากปรักหักพังของวังหลวงที่เคยรุ่งโรจน์บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษหินที่เปื้อนคราบเลือดและหยาดน้ำตา อคินถูกคุมตัวไปแล้ว และอำนาจที่เคยสั่นคลอนก็ดูเหมือนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ทว่าความสงบสุขนี้กลับให้ความรู้สึกเปราะบางจนน่าขนลุก ศิลาเงยหน้าขึ้น สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้มีร่องรอยของความอ่อนล้า “ข้าไม่ได้ฆ่าอคินเพียงคนเดียว รินลดา... ข้าฆ่าตัวตนเก่าของข้าทิ้งไปพร้อมกับเขาด้วย แต่ดูเหมือนว่าอดีตจะไม่ยอมปล่อยให้ข้าไปง่ายๆ” “เราไม่ได้ฆ่าตัวตนเก่าเพื่อความสะใจ” รินลดาแย้งพลางมองไปรอบๆ กองซากศพของทหารที่ภักดีต่อกบฏ “เราฆ่ามันเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่ต้องมีใครต้องตายอีก เพราะฉะนั้น จงเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่เจ้าสร้างเถิด นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่นี่คือชัยชนะ” ท่ามกลางความเงียบนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินที่ยังคงภักดีดังก้องเข้ามาใกล้ พวกเขาคุกเข่าลงต่อหน้าศิลาและรินลดา ความเงียบงันที่น่ากระอักกระอ่วนถูกทำลายลงด้วยการถวายความเคารพ ศิลาลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนให้เข้าที่ เขาสวมหน้ากากแห่งความสุขุมกลับคืนมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย” ศิลาออกคำสั่ง เสียงของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจที่ปราศจากความลังเล “อย่าให้เหลือแม้แต่ซากของความแค้นในวันนี้” พวกเขาเดินผ่านซากหินที่เคยเป็นห้องโถงใหญ่ รินลดาสังเกตเห็นมือของศิลาที่ยังคงสั่นเล็กน้อย นางทำเพียงแค่เดินข้างเขาอย่างเงียบๆ เป็นแรงสนับสนุนที่ศิลาต้องการโดยไม่ต้องร้องขอ การก้าวเดินผ่านกองปรักหักพังคือบททดสอบความอดทน พวกเขากำลังเหยียบย่ำบนความพินาศของผู้อื่นเพื่อยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของบัลลังก์ที่กำลังจะสร้างใหม่ “ท่านคิดว่า อคินจะยอมตายง่ายดายเพียงนั้นหรือ?” รินลดาถามขึ้นเมื่อพวกเขามาถึงระเบียงส่วนตัว ศิลาหยุดฝีเท้า สายตามองออกไปสู่ความมืดมิดของเมืองหลวงที่กำลังค่อยๆ ฟื้นคืน “อคินเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หมากที่ถูกวางไว้เพื่อปูทางให้ใครบางคนที่ฉลาดกว่า... และน่ากลัวยิ่งกว่า” “ท่านหมายถึงใคร?” ศิลาหันกลับมา แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าของเขา สร้างเงาที่ดูเคร่งขรึม “คนที่รู้ว่าข้าจะย้อนกลับมา และคนที่เตรียมหมากกระดานนี้ไว้รอข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้าลืมตาตื่นในอดีต” เขายื่นมือไปสัมผัสกับเศษกำแพงที่ยังหลงเหลืออยู่ และในเสี้ยววินาทีนั้น ศิลาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากก้อนหิน มันไม่ใช่หินธรรมดา แต่มีอักขระโบราณที่สลักไว้ด้วยเลือดสดๆ เพิ่งผ่านการทำพิธีมาไม่นานนัก รินลดาหน้าซีดเผือด “ศิลา... อักขระนั่นมัน...” “ถูกแล้ว” ศิลาแค่นยิ้มที่มุมปาก “สงครามนี้ไม่ได้จบลงเพราะเราชนะ แต่มันจบลงเพราะมีคนตั้งใจให้เราชนะ เพื่อที่จะดึงเราเข้าสู่กับดักที่แท้จริง” ทันใดนั้นเอง เสียงปรบมือที่ดังแผ่วเบาจากเงามืดหลังเสาหินทำให้ทั้งสองชะงัก ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด เป็นชายชราในชุดคลุมนักบวชที่พวกเขาคิดว่าเสียชีวิตไปนานแล้วในสงครามครั้งก่อน “ยินดีด้วยกับการทวงบัลลังก์นะองค์รัชทายาท” ชายชรากล่าวพลางโค้งตัว “แต่เสียใจด้วย... เพราะเลือดที่อาบอยู่บนมือท่านตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะปลุกมังกรที่หลับใหลขึ้นมาอีกครั้ง” ก่อนที่ศิลาจะทันได้ชักดาบ ร่างของชายชราก็สลายกลายเป็นควันดำพุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของศิลาและรินลดาพร้อมๆ กัน ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งสองทรุดลงกับพื้นพร้อมกันในขณะที่เสียงหัวเราะของชายชราดังก้องไปทั่วซากปรักหักพัง ศิลาพยายามดึงสติกลับมา สายตาของเขาพร่าเลือน ทว่าเขากลับเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หัวใจต้องหยุดเต้น... รอยสักรูปดวงตาที่ปรากฏขึ้นบนข้อมือของรินลดา มันค่อยๆ ส่องแสงสีเลือดออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันโหดร้ายนี้มาจนถึงตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%