"ท่านคิดว่าคนตายที่ฟื้นขึ้นมาด้วยความแค้น... จะยอมปล่อยให้มือที่ผลักเขาลงเหวได้นอนหลับสบายหรือคะ?"
ศิลาเอ่ยถามขณะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขีดเขียนแผนผังความสัมพันธ์ของเหล่าขุนนางลงบนแผ่นกระดาษสา เสียงตวัดพู่กันนั้นเบาหวิว ทว่าหนักแน่นดุจเสียงพิพากษา น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงที่มอดไหม้อยู่ภายใน
องค์หญิงรินลดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนางเพียงแค่ขยับพัดในมือเบาๆ จังหวะการเคลื่อนไหวนั้นบ่งบอกถึงความครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนที่นางจะวางพัดลงบนโต๊ะไม้กฤษณา เสียงกระแทกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องลับใต้ดิน
"เจ้าไม่ได้เพียงแค่ต้องการแก้แค้น อคินไม่ใช่แค่แม่ทัพที่ไร้หัวใจ แต่มันคือสุนัขรับใช้ที่ขย้ำคอหอยเจ้าในชาติก่อน หากเจ้าจะเล่นงานมัน เจ้าต้องรื้อถอนรากเหง้าของมันออกมาก่อน ศิลา... ความแค้นที่ไร้สมองก็ไม่ต่างจากคมดาบที่ทื่อสนิทหรอกนะคะ"
ศิลาหยุดพู่กัน เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวตรงหน้า แววตาของเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที—จากความเยือกเย็นกลายเป็นความชื่นชมที่ซ่อนอยู่ในเงามืด เขาตระหนักได้ว่ารินลดาไม่ใช่เพียงแค่พันธมิตร นางคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เขาขาดหายไปในชาติก่อน
"เพราะเหตุนี้ไงคะ หม่อมฉันถึงต้องพึ่งพาพระองค์ กลุ่มลับที่เรากำลังจะก่อตั้งขึ้นนี้ จะไม่ใช่แค่หูตาของวังหลวง แต่มันจะเป็นรอยร้าวที่จะกัดกินบัลลังก์ของอคินจากภายใน"
ศิลาหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา กรีดลงบนปลายนิ้วจนหยาดเลือดสีสดหยดลงบนแก้วเงินที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะ รินลดาไม่ลังเล นางกรีดนิ้วตนเองตามลงไป เลือดของทั้งสองหยดรวมกัน กลิ่นคาวสนิมจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับกลิ่นไอของโชคชะตาที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยพันธสัญญาแห่งเลือด
"ข้าขอสาบาน... ตราบใดที่ลมหายใจยังอยู่ ข้าจะเป็นเงาให้เจ้า และเจ้าจะเป็นดาบให้ข้า" รินลดาเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล
"ในเมื่อเราทำสัญญาแล้ว" ศิลาหยิบเอกสารลับที่รวบรวมรายชื่อสายสืบที่แฝงตัวอยู่ในจวนอคินออกมาวางบนโต๊ะ "เราเริ่มจากจุดที่อ่อนแอที่สุด... บัญชีรายชื่อผู้ค้าอาวุธเถื่อนที่อคินซ่อนไว้ใต้จมูกฝ่าบาท หากเราปล่อยข่าวนี้ออกไปในคืนงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ คืนนั้นจะเป็นคืนที่หัวของเขาต้องหลุดจากบ่า"
ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนการที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุมอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องลับ เสียงฝีเท้านั้นไม่ได้เร่งรีบ แต่กลับจงใจเหยียบลงบนพื้นไม้ให้เกิดเสียงดังที่สุดราวกับต้องการประกาศว่า 'ข้ามาถึงแล้ว'
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความมุ่งมั่นกลายเป็นความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก รินลดาขมวดคิ้วแน่น มือของนางแตะที่ด้ามกริชที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อทันที ศิลาไม่ได้ขยับตัว แต่เขากลับผุดรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้เห็นต้องรู้สึกหนาวสั่นถึงกระดูกสันหลัง
ประตูลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออก... เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงคบเพลิงที่วูบไหว มันคือ 'ขุนพลฉาง' มือขวาของอคินที่ควรจะอยู่ที่ชายแดนในเวลานี้ ทว่าเขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่มุมปากที่ถือซองจดหมายตราประทับสีเลือดเอาไว้
"แม่ทัพอคินฝากบอกมาว่า... ในเมื่อพวกเจ้าอยากทำพันธสัญญากันนัก เขาก็ขอร่วมเป็นสักขีพยานด้วยอีกคน" ขุนพลฉางหัวเราะร่า ก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลับลงอย่างสนิท ทิ้งให้ศิลาและรินลดาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับ 'ปีศาจ' ที่โผล่มาเร็วกว่ากำหนดอย่างเหนือความคาดหมาย
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมห้องอีกครั้ง ศิลาจ้องมองขุนพลฉางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง แต่มันจะมีอะไรซ่อนอยู่หลังจดหมายฉบับนั้นที่ทำให้แม้แต่รินลดายังต้องหน้าถอดสี? แผนการที่วางไว้เป็นสิบก้าว พังทลายลงในชั่วพริบตาหรือว่าเป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ศิลาจงใจสร้างขึ้นเพื่อล่อสุนัขเข้าถ้ำกันแน่?
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นและอยากติดตามแผนการล้างแค้นของศิลาในตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" ค่ะ
บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ•ตอนที่ 6
พันธสัญญาแห่งเลือด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!