บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ•ตอนที่ 11

ลมหายใจที่สงบ

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
“เลือดเปื้อนมือเจ้า... ล้างออกได้ง่ายดายกว่าที่ข้าคิดนะ” ศิลาไม่ตอบ เขายังคงนั่งจิบชาในจอกกระเบื้องเคลือบราคาถูก รสชาติขมปร่าของใบชาเกรดต่ำช่างแตกต่างจากรสชาติแห่งอำนาจที่เขาเคยดื่มด่ำในชาติภพก่อนอย่างสิ้นเชิง ตรงหน้าเขาคือจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกเสียบไว้ด้วยกริชเงินเล่มเล็กบนโต๊ะไม้เก่าๆ ของโรงเตี๊ยมชายแดน ข้อความเย้ยหยันนั้นสั่นประสาทคนทั่วไปได้ แต่สำหรับศิลา มันคือเสียงกระซิบของศัตรูที่กำลังดิ้นรนอยู่ในบ่วงที่เขาเป็นคนถักทอขึ้นเอง “ของขวัญที่ข้าส่งไปให้... ยังไม่สาสมกับที่มันเคยทำกับข้าหรอก” ศิลาพึมพำ น้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจผิวน้ำนิ่ง แต่แววตาที่สะท้อนกับแสงตะเกียงกลับคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งอาบยาพิษ “ท่านหมายถึงแม่ทัพอคิน?” องค์หญิงรินลดาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้น เธอไม่ได้ดูตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวบางของนางขยับแผ่นยันต์สื่อสารบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา “มันเริ่มขยับตัวแล้วค่ะ ข่าวจากเมืองหลวงแจ้งว่า อคินสั่งปิดตายประตูเมืองทิศตะวันตก อ้างเรื่องการกวาดล้างสายลับ... แต่นั่นคือการประกาศสงครามเย็นกับเรา” ศิลาวางจอกชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนทั้งคู่ “อคินเป็นคนประเภทที่เห็นคนอื่นเป็นเพียงหมากบนกระดาน ยิ่งเราตัดมือซ้ายของมันทิ้ง มันก็ยิ่งจะหันไปใช้มือขวาที่แข็งแกร่งกว่าเดิม... แต่สิ่งที่มันลืมไปคือ กรงขังที่มันสร้างขึ้นเพื่อกักขังเรา จะกลายเป็นโลงศพที่ปิดตายตัวมันเองเมื่อถึงเวลา” เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่แสงสีส้มสลัวจากเมืองหลวงสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ถึงเวลาที่เขาต้องเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้ถูกล่า’ ในเงามืด ให้กลายเป็น ‘ผู้ล่า’ ที่ยืนหยัดอยู่บนยอดหอคอยทองคำ “เราจะเข้าเมืองหลวงคืนนี้” ศิลาหันกลับมา แววตานิ่งลึก “เตรียมคนให้พร้อม อย่าให้ใครรู้ว่าเราไปถึงไหน แค่ทำให้พวกมันรู้ว่า ‘หมาป่า’ ได้หลุดออกมาจากป่าลึกแล้วก็พอ” รินลดายิ้มบางๆ สายตาของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมระคนหวาดหวั่น “ท่านมั่นใจหรือคะว่าในเมืองหลวงนั่น... จะไม่มีกับดักที่ร้ายแรงกว่าที่นี่?” “ความมั่นใจคือสิ่งที่คนโง่มี แต่สิ่งที่ข้ามีคือ ‘ความจริงที่ถูกลืม’” ศิลาเดินเข้าไปใกล้รินลดา โน้มตัวลงจนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกับใบหน้านวล “สิ่งที่อคินกลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพของข้า แต่เป็นตัวตนของข้า... ตัวตนที่มันคิดว่าฆ่าไปแล้วเมื่อชาติภพก่อน” ... ขบวนรถม้าธรรมดาเคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองหลวงในยามวิกาล ท่ามกลางความเงียบงันที่ผิดปกติ ศิลานั่งนิ่งอยู่ภายในรถม้า มือประสานกันไว้ที่หน้าตัก เขากำลังคำนวณหมากแต่ละตัวบนกระดานอำนาจที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและคำลวง ทุกจังหวะการควบของม้าคือการก้าวเข้าสู่รอยแยกของประวัติศาสตร์ที่เขาเป็นคนแก้ไขเองกับมือ ‘เจ้าคิดว่าจะตลบหลังข้าได้งั้นรึ... อคิน?’ ศิลาคิดในใจ ความแค้นที่เคยแผดเผาจิตวิญญาณในชาติก่อนบัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งที่เคลือบความเฉลียวฉลาดไว้แน่น ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหัน แรงเหวี่ยงทำให้รินลดาเซถลาเข้ามาในอ้อมแขนของศิลา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารหลายสิบนายดังล้อมรอบรถม้า เสียงดาบที่ชักออกจากฝักดังกังวานเป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว “เกวียนคันนี้มีตราประทับของราชสำนักไม่ครบถ้วน... ลงมา!” เสียงคำสั่งดังสนั่นจากข้างนอก ศิลาเลิกม่านหน้าต่างขึ้นเพียงนิด สายตาสบเข้ากับทหารยามที่มีใบหน้าคุ้นเคย... ชายผู้นี้คือหนึ่งในองครักษ์ส่วนตัวของอคินที่เคยสังหารเขาในชาติก่อน เขายิ้ม... รอยยิ้มที่ทำให้รินลดาถึงกับขนลุกชัน “ดูเหมือนศัตรูเก่าจะต้อนรับเราอย่างอบอุ่นนะ” ศิลากระซิบพลางหยิบตราประจำตัวที่ควรจะไม่มีใครรู้จักออกมาจากอกเสื้อ “เตรียมใจไว้ให้ดี วันนี้เราจะไม่ได้แค่เข้ามาในเมืองหลวง แต่เราจะเข้ามาเพื่อทวงคืนทุกอย่าง... แม้แต่ชีวิตของพวกมัน” ศิลาเปิดประตูรถม้าก้าวลงไปอย่างมั่นคง ทหารเหล่านั้นต่างชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของเขา ภายใต้แสงคบเพลิงที่วูบไหว ศิลาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มทหารด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่กดทับคนเบื้องหน้าจนแทบหยุดหายใจ “พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... ใครกันแน่ที่เป็นคนถือบัญชีรายชื่อผู้ทรยศตัวจริง?” ทหารยามนิ่งอึ้ง มือที่ถือดาบเริ่มสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัวต่ออาวุธ แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อรัศมีที่แผ่ออกมาจากชายที่ดูเหมือนจะตายไปแล้ว แต่กลับยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบขาดผึง ทหารยามคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวถอยหลัง แต่ทว่า... เสียงฝีเท้าที่สองที่ดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มทหารกลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่เสียงของทหาร แต่เป็นเสียงรองเท้าบูทที่กระทบพื้นหินอย่างเป็นจังหวะเชื่องช้าและมั่นคง ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดของกำแพงเมือง ใบหน้าที่คุ้นตาจนแทบจะกลายเป็นฝันร้ายของศิลาปรากฏขึ้นภายใต้แสงคบเพลิง อคิน... แม่ทัพผู้เหี้ยมโหดแย้มยิ้มออกมาจนเห็นไรฟัน “ข้าก็นึกว่าคนตายจะนอนจมโคลนอยู่ในป่าช้า... ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะกล้าพาตัวเองกลับมาให้ข้าเชือดถึงหน้าประตูเมืองแบบนี้ ศิลา” อคินชักดาบเล่มยาวออกมา ปลายดาบชี้ตรงมาที่ลำคอของศิลา ขณะที่รินลดาที่ก้าวตามลงมาหยุดนิ่งอยู่ข้างหลังศิลาด้วยแววตาที่เย็นเยียบเหมือนพร้อมจะสับเปลี่ยนหมากทุกเมื่อ แต่ทว่า... ศิลากลับหัวเราะเบาๆ ออกมากลางวงล้อมนั้น “เชือดข้าหรือ?” ศิลาเอียงคอเล็กน้อย มองดาบที่จ่อคอด้วยแววตาดูแคลน “อคิน... เจ้าลองหันไปดูข้างหลังเจ้าให้ดีๆ สิ ว่าคนที่เจ้าสั่งให้มาจับข้า... พวกเขากำลังจ่อดาบไปที่ใครกันแน่” อคินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหันกลับไปมองลูกน้องของตน หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าทหารองครักษ์นับร้อยที่เขาพามาด้วย บัดนี้ทุกคนกำลังหันปลายดาบเข้าหาเขาเพียงคนเดียว... ด้วยดวงตาที่เลื่อนลอยและเป็นสีเทาขุ่นมัวราวกับถูกสะกดจิต ศิลาก้าวเดินเข้าไปหาอคินที่กำลังตะลึงงัน เขาหยิบตรายันต์สีดำสนิทออกมาโชว์ต่อหน้าอคิน “ความจริงที่ถูกลืม... คือทหารของเจ้า... ข้าเป็นคนเลือกมากับมือตั้งแต่วันที่เจ้าคิดว่าข้าตายไปแล้ว” ความตายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรเริ่มฉายชัดอยู่ในแววตาที่เบิกกว้างของอคิน ในขณะที่เขากำลังจะตะโกนสั่งให้คนลงมือ ศิลากลับกระซิบประโยคสุดท้ายข้างหูเขาที่ทำให้โลกทั้งใบของอคินต้องพังทลายลง “และคนที่เจ้าเห็นยืนอยู่ข้างหลังข้า... ไม่ใช่เพื่อนร่วมทางหรอกนะ... แต่คือคนที่จะมาปิดบัญชีแค้นแทนคนตระกูลข้าทุกคนที่เจ้าเคยฆ่าทิ้งในชาติภพนั้น” เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นออกมาจากด้านหลังของรินลดา... เขาคือชายที่อคินควรจะกลัวที่สุด เพราะเขาคือคนคนเดียวที่รู้จุดอ่อนของแม่ทัพผู้นี้ดีกว่าใคร... และเขาก็คือคนที่อคินเคยสั่งประหารชีวิตด้วยมือตนเอง ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของศิลาจนถึงตอนนี้ แล้วพบกันในตอนต่อไปค่ะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%