บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ•ตอนที่ 27

ข่าวลือร้ายแรง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
"หลักฐานชิ้นนี้... ท่านแม่ทัพคิดว่ามันเพียงพอจะส่งคนไปลานประหารได้หรือยังคะ?" น้ำเสียงของอคินราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางของเขา เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องโถงลับ ศิลาขยับตัวเพียงเล็กน้อย นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาคมกริบคู่เดิมจ้องมองม้วนกระดาษประทับตราลับที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า—ตราประทับที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มกบฏเงาทมิฬ ซึ่งในชาติก่อน อคินคือผู้ที่ใช้มันเป็นอาวุธสังหารเขาโดยตรง "ท่านกำลังเล่นกับไฟนะคะอคิน" ศิลาเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขามีร่องรอยของความขบขันเจืออยู่เล็กน้อย "การยัดเยียดข้อหากบฏให้ขุนนางระดับสูงโดยไม่มีพยานรู้เห็นชัดเจน... ท่านคิดว่าองค์จักรพรรดิจะเชื่อถือคนอย่างท่าน หรือเชื่อใจข้าที่เพิ่งจะถวายงานในแคมเปญชายแดนสำเร็จมาหมาดๆ กันแน่คะ?" อคินเหยียดยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ดูราวกับอสรพิษ เขาเดินอ้อมมาข้างหลังศิลาช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนลมหายใจเย็นเฉียบรดลงที่ข้างหู "จักรพรรดิหรือคะ? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าอำนาจที่แท้จริงในวังหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับใจของคนเพียงคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ความกลัว’ ที่ถูกกระจายออกไปต่างหาก" อคินวางจดหมายฉบับหนึ่งทับลงบนตราประทับนั้น มันเป็นลายมือที่ปลอมแปลงได้อย่างแนบเนียนจนแม้แต่ศิลาเองยังต้องยอมรับในความพยายาม "คนในเมืองหลวงเริ่มพูดถึงเรื่องนี้กันแล้วค่ะท่านศิลา ข่าวลือเรื่องที่ท่านแอบติดต่อกับแคว้นศัตรูเพื่อแลกเปลี่ยนความลับทางทหาร... ยิ่งมีจดหมายฉบับนี้เป็นเครื่องยืนยันด้วยแล้ว ท่านคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีที่ยืนให้ท่านในท้องพระโรงเหลืออยู่เท่าไหร่กันคะ?" ศิลาไม่ได้โต้ตอบในทันที เขานิ่งเงียบ หัวสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่แค่การใส่ร้ายธรรมดา แต่มันคือการสร้าง ‘กระแสสังคม’ เพื่อบีบให้จักรพรรดิต้องตัดสินใจ แม้จะรู้ว่าหลักฐานเป็นของปลอม แต่หากปล่อยให้ข่าวลือนี้แพร่สะพัดออกไปจนเกินควบคุม ต่อให้เขาบริสุทธิ์ใจเพียงใด ก็จะกลายเป็นกบฏในสายตาประชาชนไปเสียก่อน "ท่านเก่งขึ้นมากนะคะ" ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ หันไปเผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจ "รู้จักใช้ความหวาดระแวงของราษฎรมาเป็นดาบ แต่ท่านคงลืมไปว่า... ดาบที่ไม่มีคนถืออย่างมั่นคง มักจะบาดมือผู้ใช้เสมอ" "ข้าไม่จำเป็นต้องถือดาบเล่มนั้นนานนักหรอกค่ะ" อคินหัวเราะร่วน "แค่รอให้ท่านล้มลง แล้วเหยียบร่างของท่านข้ามไปสู่บัลลังก์ที่ข้าสมควรได้รับก็พอ" ในขณะที่สถานการณ์กำลังบีบคั้น ร่างบางระหงขององค์หญิงรินลดาพลันก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ดวงตาคู่สวยดุจกวางของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัด นางถือม้วนกระดาษอีกฉบับหนึ่งไว้ในมือแน่น "อคิน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงสร้างข่าวลือต่ำช้าเช่นนี้!" รินลดากล่าวเสียงสั่นด้วยความโกรธแค้น "เจ้าคิดหรือว่าสิ่งที่เจ้าทำ จะรอดพ้นสายตาของราชองครักษ์ไปได้?" "ฝ่าบาท..." อคินคำนับอย่างเสียมารยาท รอยยิ้มเย็นเยียบยังคงประดับอยู่บนใบหน้า "ข้าเพียงแค่ทำหน้าที่ของผู้จงรักภักดีที่ห่วงใยความมั่นคงของแผ่นดิน หากท่านศิลาบริสุทธิ์จริง ข้าก็ยินดีจะยอมรับโทษทัณฑ์... แต่ถ้าไม่..." ศิลาเหลือบมองรินลดา สายตาของเขาสื่อสารบางอย่างที่ทำให้นางชะงัก นี่คือแผนที่เขาวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าอคินจะเริ่มเคลื่อนไหว เขาไม่ได้แค่เตรียมตัวรับมือ แต่เขากำลัง ‘ล่อ’ ให้อคินทิ้งไพ่ใบสุดท้ายออกมาท่ามกลางสักขีพยานที่ทรงอำนาจที่สุด "ท่านรินลดาคะ" ศิลาเรียกเสียงเรียบ "ปล่อยให้เขาทำตามใจไปเถอะค่ะ ยิ่งเขาดิ้นรนมากเท่าไหร่ หลุมที่เขาขุดไว้ ก็จะยิ่งลึกจนเขาปีนกลับขึ้นมาไม่ได้เท่านั้น" อคินขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแล่นเข้าสู่หัวใจ แต่ทว่าเสียงฝีเท้าจำนวนมากกลับดังขึ้นที่หน้าประตูห้องโถงพร้อมกับเสียงตะโกนของเหล่าขุนนางที่ถูกอคินปลุกปั่นให้มาเพื่อ ‘กดดัน’ ให้มีการจับกุมศิลา ณ ที่แห่งนี้ ทว่าเมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนกลับไม่ใช่ทหารที่มาเพื่อจับกุมศิลา แต่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ที่ควรจะประจำการอยู่ชายแดน และราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่มาพร้อมกับราชโองการที่ไม่มีใครคาดคิด อคินหน้าถอดสีเมื่อเห็นขุนนางผู้ใหญ่ที่เขาส่งไปโน้มน้าวให้เห็นด้วยกับแผนการกบฏ เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เปลี่ยนไป... รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ยเขาอย่างถึงที่สุด "ท่านอคินคะ..." เสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจขององค์หญิงรินลดาดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ "ท่านบอกว่าท่านมีพยานหลักฐานที่จะมัดตัวศิลาเรื่องกบฏใช่ไหมคะ? ดีเลยค่ะ เพราะข้าเองก็มี ‘พยานปากเอก’ ที่จะยืนยันว่าหลักฐานเหล่านั้น... ถูกสร้างขึ้นโดยใคร" เมื่อนั้นเอง บานประตูอีกด้านก็เปิดออก เผยให้เห็นบุคคลที่อคินไม่มีวันคิดว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้—เขาคือสายลับคนสนิทที่อคินไว้ใจที่สุด ในมือของเขาถือ ‘ต้นฉบับ’ ของจดหมายปลอมที่ยังมีรอยหมึกเปื้อนนิ้วมือของอคินอยู่บนนั้นชัดเจน อคินถอยหลังกรูด หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบที่กำลังแตกพ่าย เขาหันไปมองศิลาที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น เยือกเย็นและมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ล่วงรู้ทุกอย่างมาตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาก้าวเท้าเข้าห้องนี้มา "แปลกใจหรือคะอคิน?" ศิลาเดินเข้าไปใกล้ กระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่บาดลึก "ข่าวลือร้ายแรงน่ะ... มักจะเปลี่ยนเจ้าของได้เสมอ ยิ่งเป็นข่าวลือที่เกี่ยวกับกบฏ... ท่านคิดว่าใครจะถูกแขวนคอประจานในฐานะกบฏตัวจริงกันแน่คะ?" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของราชองครักษ์ก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมกับคำสั่งเด็ดขาดจากแม่ทัพใหญ่ที่ก้าวเข้ามาขวางหน้าอคินไว้ ก่อนที่อคินจะทันได้ชักดาบออกมา องครักษ์สองนายก็เข้าล็อกตัวเขาไว้แน่น ขณะที่แม่ทัพใหญ่ชูราชโองการขึ้นเหนือหัวท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง "อคิน! เจ้ามีความผิดฐานซ่องสุมกำลังและใส่ร้ายขุนนางชั้นสูงด้วยหลักฐานเท็จ โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต!" คำพิพากษาดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดในความเงียบ แต่อคินกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองศิลาด้วยความอาฆาตแค้น "เจ้าคิดว่าเจ้าชนะแล้วหรือศิลา? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าไม่ได้มาที่นี่คนเดียว... คนที่อยู่เบื้องหลังข้ายังไม่จบเพียงแค่นี้!" เขาสะบัดตัวออกจากองครักษ์อย่างแรงพร้อมกับขว้างวัตถุบางอย่างลงพื้นจนเกิดควันสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถง เมื่อควันจางลง ร่างของอคินก็หายไป แต่สิ่งที่ทิ้งไว้บนพื้นคือจดหมายอีกฉบับที่ประทับตรา ‘เลือด’ ของราชวงศ์ที่หายสาบสูญไปนานหลายสิบปี ศิลาก้มลงหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมา ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นเนื้อหาภายใน... เพราะนี่ไม่ใช่แผนการของอคินเพียงลำพัง แต่มันคือแผนการที่จะทำลายบัลลังก์นี้ให้ย่อยยับจากภายใน! ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่รักทุกคนนะคะ ที่คอยสนับสนุนและติดตามความแค้นครั้งนี้ไปด้วยกันค่ะ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัลลังก์เลือดหวนคืน: แผนล่าทรยศข้ามภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%