กลิ่นคาวสนิมเหล็กและฝุ่นปูนเก่าครุกรุ่นคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูกจนแสบขื่น สารวัตรปกรณ์คุกเข่าลงข้างกองซากปรักหักพังของอาคารร้างริมท่าเรือ ปลายนิ้วสัมผัสคราบสีแดงเข้มข้นที่ซึมลึกหายเข้าไปในเนื้อคอนกรีต มันยังสดใหม่... สดเสียจนความร้อนจางๆ ของชีวิตที่เพิ่งถูกพรากไปดูเหมือนจะยังคงระอุอยู่บนพื้นผิว
รอยเลือดนี้ไม่ได้กระเด็น แต่มันเปื้อนเป็นทางยาวลากผ่านเศษอิฐและเหล็กเส้น บ่งบอกถึงความพยายามในการดึงรั้งสังขารที่ใกล้แตกสลายหนีตายไปให้พ้นจากเงื้อมมือของความตาย ทว่า... ไม่มีร่าง ไม่มีลมหายใจ และไม่มีแม้แต่เงาของเป้าหมายที่พวกเขาไล่ล่ามาตลอดสัปดาห์
"สารวัตรครับ ทีมพิสูจน์หลักฐานเก็บตัวอย่างDNAจากหยดเลือดบนพื้นและตามเศษเหล็กเรียบร้อยแล้วครับ ผลเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกับโรม... ไม่มีทางผิดเพี้ยน" นายตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่งเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง พร้อมกับยื่นซองพลาสติกบรรจุเศษผ้าเปื้อนเลือดให้
ปกรณ์รับมาโดยไม่พูดอะไร สายตาคมกริบใต้รอยย่นบนหน้าผากกวาดมองไปรอบซากตึกถล่ม การคำนวณมุมและการระเบิดทำลายล้างในหัวของเขาทำงานอย่างรวดเร็ว โรมตั้งใจระเบิดตึกนี้เพื่ออำพรางการหลบหนี หรือนี่คือแผนการสละเรือเพื่อสร้างภาพลวงตาว่า "ฆาตกรหน้ากากเงา" ได้จบชีวิตลงแล้วในกองเพลิง?
ร.ต.อ.หญิง มินตรา ก้าวฉับๆ เข้ามาในที่เกิดเหตุ ใบหน้าของเธอเคร่งเครียด ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน เธอกวาดตามองรอบตัวก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่กองเลือดตรงหน้าปกรณ์
"มันฉลาดเกินไปค่ะสารวัตร" มินตราเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยจากความกดดัน "ระเบิดเวลาถูกตั้งเวลาไว้พอดีกับที่เราบุกเข้ามา แรงปะทะทำให้ตึกถล่มลงมาทับเส้นทางหนี โรมบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนของเราเมื่อคืนก่อน... เขาเสียเลือดมากขนาดนี้ ไม่มีทางเดินไกลเกินร้อยเมตรแน่นอน แต่เรากลับไม่พบศพ"
ปกรณ์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขายืดตัวตรงแล้วปัดฝุ่นตามเสื้อสูทสายตรวจสีเข้ม สายตาของเขายังคงจดจ้องไปยังท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่เปิดอ้าอยู่เบื้องหน้า ซึ่งทอดยาวออกไปสู่ทะเลสาบมืดมิดนอกเขตอุตสาหกรรม
"โรมไม่ได้หนีเพราะกลัวความตายครับมินตรา" ปกรณ์พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและลุ่มลึก ราวกับกำลังวิเคราะห์จิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายออกมาดังๆ "เขาหนีเพื่อที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง... ฆาตกรแบบโรมมีความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ การตายในซากตึกเก่าๆ แบบนี้มันจืดชืดยิ่งกว่าการถูกลืมเสียอีก เขายอมตัดเนื้อร้าย ทิ้งร่องรอยเลือดไว้ให้เราตายใจ เพื่อแลกกับการได้เล่นเกมนี้ต่อในที่มืด"
"แต่สารวัตรคะ บาดแผลจากกระสุนนัดนั้นเข้าที่จุดสำคัญ ถ้าเขาไม่ได้รับการรักษาภายในไม่กี่ชั่วโมงนี้ เขาจะช็อกและตายก่อนที่จะได้เริ่มเกมใหม่ด้วยซ้ำ!" มินตราแย้งขึ้นอย่างร้อนรน เธอพยายามมองหาความเป็นไปได้เชิงตรรกะในสถานการณ์ที่ไร้ทางออก
ปกรณ์หันกลับมาสบตากับผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิท แววตาของเขาฉายประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึก
"คุณลืมไปแล้วหรือครับมินตรา... ว่าน้องสาวผมเสียชีวิตอย่างไรเมื่อห้าปีก่อน" ปกรณ์เอ่ยชื่อแผลเป็นในใจขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำไมมินตราถึงสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงนั้น "ฆาตกรต่อเนื่องไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวดแบบคนปกติครับ ความเจ็บปวดทางกายสำหรับโรมมันเป็นแค่สัญญาณเตือนระดับต่ำ เหมือนเสียงเพลงประกอบฉากในละครฆาตกรรมที่เขากำลังกำกับอยู่ เขารู้ดีว่ายิ่งเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมากเท่าไหร่ ความหวาดระแวงก็จะยิ่งกัดกินจิตใจของพวกเรามากเท่านั้น"
บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงทันที เสียงคลื่นซัดฝั่งและเสียงลมทะเลพัดผ่านซากปรักหักพังดังสะท้อนเข้ามาในโสตประสาท ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่าพวกเขากำลังไล่ตามเงาที่ไม่มีวันจับต้องได้จริง
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำแท็บเล็ตในมือจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "ถ้าอย่างนั้น... รอยเลือดนี่ก็คือการท้าทายสินะคะ เขากำลังบอกเราว่า *'พวกคุณตามผมไม่ทันหรอก'* อยู่"
ปกรณ์ไม่ตอบรับ แต่เขาเดินไปหยุดอยู่ที่ปากท่อระบายน้ำมืดทึบ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเน่าเสียลอยขึ้นมาแตะจมูก เขาก้มลงส่องไฟฉายแรงสูงเข้าไปข้างใน แสงสีขาวนวลสาดส่องผ่านความมืด เผยให้เห็นรอยรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ ลากยาวลึกเข้าไปในอุโมงค์ระบายน้ำ
รอยเท้านั้นมีเพียงข้างเดียว... ข้างซ้าย
ข้างที่โรมได้รับบาดเจ็บและต้องใช้ขาอีกข้างพยุงน้ำหนักตัวเอาไว้
ปกรณ์นิ่งงันไปชั่วขณะ สมองของเขาประมวลผลภาพในหัวอย่างรวดเร็ว จิตวิทยาอาชญากรบอกเขาว่า คนที่บาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมากจนเดินไม่ไหว จะต้องลากขาและทิ้งน้ำหนักลงบนพื้นผิวอย่างไม่เป็นระเบียบ แตบรอยคู่นี้... มันมีความตั้งใจที่จะก้าวเดิน มันจงใจทิ้งระยะห่างอย่างสม่ำเสมอ ราวกับต้องการลวงตาให้ผู้ตามคิดว่าเขากำลังอ่อนแรง
นี่ไม่ใช่ร่องรอยของคนหนีตาย... แต่มันคือ "กับดัก"
"ถอยออกมาครับมินตรา! ทุกคนถอยจากแนวท่อระบายน้ำเดี๋ยวนี้!" ปกรณ์ตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนร้อยตำรวจเอกสาวแล้วกระชากถอยหลังสุดแรง
ตูมมมมมมม!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวพ่นประกายไฟสีส้มฉานออกมาจากปากท่อระบายน้ำ แรงอัดมหาศาลเป่ากระเด็นฝุ่นปูนและเศษเหล็กกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของปกรณ์และมินตรากลิ้งไปตามพื้นคอนกรีตท่ามกลางกลุ่มควันทึบและเสียงกรีดร้องของเจ้าหน้าที่รอบข้าง ความร้อนแผดเผาจนผิวหนังแสบร้อน
เมื่อควันจางลง ปกรณ์รีบพยุงตัวเองลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเล เขากวาดสายตามองไปที่ปากท่อระบายน้ำที่บัดนี้พังทลายลงมาปิดตายโดยสมบูรณ์ ไม่มีรอด ไม่มีทางหนี และไม่มีแม้แต่เศษซากของโรมหลงเหลือให้อยดูต่างหน้าอีกต่อไป
มินตราไอโขลกออกมาสองสามครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองความพินาศตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง "มัน... มันระเบิดตัวเองจากข้างในเหรอคะ? หรือว่าเขาไม่ได้อยู่ในนั้นตั้งแต่แรก?"
ปกรณ์ยืนนิ่งสนิท มือข้างที่ถือไฟฉายสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปั่นหัวจนมุมอับ สายตาของเขาจดจ้องไปยังเศษซากคอนกรีตที่ถูกแรงระเบิดเป่ากระเด็นมาตกแทบเท้า
ท่ามกลางเศษปูนสีเทา มีวัตถุชิ้นหนึ่งถูกวางไว้อย่างจงใจ มันคือกระดาษโน้ตสีขาวเปื้อนคราบเขม่าควัน ปกรณ์ก้มลงหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง
บนกระดาษมีลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยปากกาหมึกสีแดงสด ซึ่งไม่ใช่หมึก... แต่มันคือ "เลือด"
ข้อความสั้นๆ สามบรรทัดปรากฏแก่สายตาของสารวัตรปกรณ์:
*“เกมซ่อนหาจบลงแล้ว สารวัตรปกรณ์*
*แต่เกมล่าชีวิตจริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นที่ห้องทำงานของคุณเอง*
*ลองหันกลับไปมองนาฬิกาดูสิครับว่า... ตอนนี้มันกี่โมงแล้ว”*
หัวใจของปกรณ์กระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ สัญชาตญาณนักสืบเตือนภัยขั้นวิกฤตพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เขารีบควักโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท กดโทรหาเบอร์สายด่วนของกองบังคับการทันทีด้วยมือที่ชื้นเหงื่อ
เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้น... *ตู๊ด... ตู๊ด...*
แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย มีเพียงเสียงสัญญานเตือนภัยอัตโนมัติจากระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่ดังแทรกเข้ามาในหัวของเขาแทน ภาพกล้องวงจรปิดในห้องทำงานส่วนตัวที่กองบัญชาการปรากฏขึ้นในหน้าจอแท็บเล็ตของมินตราที่ถือค้างไว้
หน้าจอแสดงภาพห้องทำงานของปกรณ์ที่ว่างเปล่า... ยกเว้นเก้าอี้หนังสีดำที่ค่อยๆ หมุนกลับมาด้านหน้าช้าๆ ตามแรงลมจากหน้าต่างที่เปิดอ้างว้าง และบนโต๊ะทำงาน... มีกล่องพัสดุปริศนาสีดำผูกโบว์สีแดงวางอยู่เด่นเป็นสง่า พร้อมกับนาฬิกาแขวนผนังที่เข็มยาวกำลังเดินขยับเข้าใกล้ตัวเลข 12 พอดีเป๊ะ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสืบสวนและเผชิญหน้ากับความมืดมิดไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
แฟ้มคดีลับ007
รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร•ตอนที่ 42
การสูญหายของโรม
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!