“ถ้าคุณคิดว่ารอยเลือดบนผนังนั่นคือลายเซ็นของฆาตกร คุณกำลังดูถูกสติปัญญาของตัวเองอยู่ครับ สารวัตร”
รวินทร์วางแฟ้มเอกสารสีซีดลงบนโต๊ะโลหะเย็นเฉียบ เสียงของมันกระทบพื้นผิวจนเกิดเสียงก้องกังวานไปทั่วห้องใต้ดินที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องเก็บหลักฐานชั่วคราว เขามองไปยังรอยเปื้อนสีน้ำตาลคล้ำบนรูปถ่ายที่อยู่ตรงหน้า สายตาของเขาไม่ได้สั่นไหว แม้ในใจจะกำลังประมวลผลความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นก็ตาม
สารวัตรศิลาที่ยืนพิงกำแพงอยู่ห่างออกไป ขยี้บุหรี่ที่เหลือเพียงครึ่งมวนลงในถาดเถ้าอย่างหงุดหงิด “ผมไม่ใช่ไอ้โง่ที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยนะรวินทร์ ผมเห็นมันมาสิบปี ไอ้การฆ่าเพื่อประกาศศักดาแบบนี้มันมีแต่พวกโรคจิตที่อยากเด่น... แต่นี่มันต่างออกไป รอยพวกนี้มันเหมือน 'แผนผัง' มากกว่าจะเป็นการระบายอารมณ์”
รวินทร์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปยังตำแหน่งของรอยเลือดที่เรียงตัวกันเป็นเส้นเรขาคณิต “มันคือแผนผังครับ... แต่มันไม่ใช่แผนผังที่ฆาตกรสร้างขึ้นเอง แต่มันคือแผนผังที่ถูก 'ฝัง' ลงในสมองของเขาตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้จักคำว่าความกลัว”
เขาสไลด์หน้าจอแท็บเล็ตส่วนตัว เผยให้เห็นเอกสารที่ได้มาจากห้องลับของสถานสงเคราะห์ร้างนอกเมือง มันเป็นบันทึกที่ถูกลบไปแล้วเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่รวินทร์ใช้ทักษะการถอดรหัสจิตวิทยาแกะมันออกมาได้สำเร็จ
“โครงการ 'Tabula Rasa'” รวินทร์เอ่ยชื่อโครงการขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความเย็นเยียบจนสารวัตรศิลาต้องขมวดคิ้ว “มันคือการทดลองปรับแต่งพฤติกรรมมนุษย์โดยใช้ความเจ็บปวดเป็นตัวแปรต้น เป้าหมายไม่ใช่การทำให้คนเป็นฆาตกร แต่เป็นการทำให้มนุษย์กลายเป็น 'เครื่องมือ' ที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี”
ศิลาเดินเข้ามาใกล้ สังเกตเห็นรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ ชื่อของเหยื่อรายล่าสุดถูกโยงเข้ากับรหัสตัวเลขชุดหนึ่ง “นี่มัน... รายชื่อเด็กที่สูญหายเมื่อยี่สิบปีก่อนทั้งหมดเลยนี่? รวมถึง... รวมถึงเหยื่อรายแรกที่เราพบด้วย!”
“ถูกแล้วครับ” รวินทร์กล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด “ฆาตกรที่เราไล่ล่าไม่ใช่ปีศาจที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความต้องการฆ่าฟัน แต่มันคือผลผลิตที่ถูกปลูกฝัง 'อัลกอริทึม' ของการทำลายล้างผ่านการทารุณกรรมเชิงจิตวิทยาอย่างเป็นระบบ เขาถูกล้างสมองให้มองว่าความตายคือการรีเซ็ตค่าสถานะของสังคม”
“แล้ว X ล่ะ? รหัสลับนั่นคือใครในบรรดาเด็กพวกนี้?” ศิลาถามพลางกำหมัดแน่น
รวินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง เสียงเข็มนาฬิกาในห้องเงียบเชียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เขากดซูมภาพไปยังเอกสารฉบับสุดท้ายที่ถูกลงนามด้วยลายเซ็นที่คุ้นตา มันเป็นลายเซ็นเดียวกับที่ปรากฏในที่เกิดเหตุทุกครั้ง
“X ไม่ได้เป็นแค่หนูทดลองคนหนึ่งครับสารวัตร...” รวินทร์เว้นจังหวะ สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบ “แต่เขาคือ 'ตัวควบคุม' ของการทดลองนี้มาตั้งแต่ต้น เขาคือผลงานชิ้นเอกที่หลุดจากการควบคุม และตอนนี้... เขากำลังพิสูจน์ให้ผู้สร้างของเขาเห็นว่า เครื่องมือที่พวกคุณสร้างขึ้นมาน่ะ มันสามารถทำลายผู้สร้างได้มากแค่ไหน”
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนจากคอมพิวเตอร์ในห้องก็ดังขึ้นรัวๆ หน้าจอแสดงตำแหน่งพิกัด GPS ที่พุ่งตรงมายังห้องที่พวกเขาอยู่ ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังรอให้พวกเขาค้นพบความจริงนี้ แล้วจึงเปิดเผยตัวตนออกมา
“รวินทร์ ดูนั่น!” ศิลาชี้ไปที่หน้าจอ
จุดสีแดงบนแผนที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเหลือระยะเพียงไม่กี่สิบเมตร เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่จังหวะสม่ำเสมอเริ่มดังก้องขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ไม่ใช่เสียงของตำรวจ ไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ แต่มันเป็นเสียงฝีเท้าของคนที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นเจ้าของสถานที่นี้
รวินทร์ชักปืนออกมาจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว สัมผัสถึงความเย็นของเหล็กกล้าในมือ เขาหันไปมองศิลาที่เตรียมพร้อมรับมือเช่นกัน ประตูเหล็กหน้าห้องถูกเคาะสามครั้งเป็นจังหวะที่คุ้นเคย—จังหวะเดียวกับที่เขาเคยใช้คุยกับ 'พี่ชาย' ที่สาบสูญไปเมื่อหลายปีก่อน
ประตูค่อยๆ เลื่อนเปิดออก พร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่สวมชุดกันฝนสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวก แต่ดวงตาที่จ้องมองมานั้น รวินทร์จำได้แม่นยำ... มันคือดวงตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นในกระจกทุกเช้า
“รวินทร์...” เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทาย “เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ... น้องชาย”
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมไขปมปริศนาไปกับผมนะครับ
รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร•ตอนที่ 23
เบื้องหลังองค์กรลับ
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!