“สารวัตร... ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะเลิกพยายามหาลายนิ้วมือบนศพพวกนั้นเสียที”
รวินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องชันสูตรที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เขายืนจ้องมองศพหญิงสาวไร้นามบนเตียงโลหะเย็นเฉียบด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทว่ามือขวาของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อยขณะล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงสแล็คตัวที่สวมใส่มาในที่เกิดเหตุเมื่อช่วงหัวค่ำ
สารวัตรศิลาวางแฟ้มเอกสารในมือลงเสียงดัง ‘ปัง’ บนโต๊ะโลหะ เขาเดินเข้ามาประชิดตัวรวินทร์ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะทะลวงเข้าไปในความคิดของอีกฝ่าย “อย่ามาพูดจาประชดประชันในเวลาแบบนี้ รวินทร์ ผมต้องการวิธีแก้เกม ไม่ใช่คำวิจารณ์ไร้สาระจากพวกนักจิตวิทยาที่วันๆ เอาแต่นั่งเดาใจฆาตกร”
“เดาใจ?” รวินทร์แค่นยิ้มที่มุมปาก “ฆาตกรคนนี้ไม่ได้แค่เล่นเกม แต่มันกำลัง ‘สร้าง’ อะไรบางอย่างต่างหาก สารวัตร”
นิ้วเรียวยาวของรวินทร์สัมผัสเข้ากับวัตถุบางอย่างในกระเป๋ากางเกง กระดาษแผ่นเล็กที่พับทบกันหลายชั้นนั่นไม่ได้อยู่ที่นั่นเมื่อเช้า เขาจำได้อย่างแม่นยำว่ากางเกงตัวนี้เพิ่งถูกส่งตรงมาจากร้านซักรีด สัมผัสของกระดาษเนื้อหยาบที่สอดแทรกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขามันทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
*เลือกเอา รวินทร์ จะเปิดเผยความจริงแล้วตาย หรือจะก้มหัวให้เงาของฉันตลอดไป?*
ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเสียงเพรียกจากนรก รวินทร์ค่อยๆ ดึงแผ่นกระดาษออกมาอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาให้ศิลาเห็น แต่ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด เขาคลี่แผ่นกระดาษนั้นออกภายใต้แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ
*‘ความลับที่ฝังอยู่ใต้ก้นบึ้งของความยุติธรรม มักมีกลิ่นเน่าเหม็นเสมอ... ลองเงยหน้ามองดูแสงที่ถูกบดบังด้วยความโง่เขลาของคุณสิ คุณหมอ’*
ลายมือเขียนหวัดๆ ด้วยหมึกสีแดงสดราวกับสีเลือด ทำให้หัวใจของรวินทร์เต้นรัวเหมือนกลองรบ เขารู้ดีว่าความหมายของมันไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่มันคือการประกาศว่า ‘ฆาตกรอยู่ใกล้มากกว่าที่คิด’
“มีอะไร?” ศิลาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น
รวินทร์รีบพับกระดาษซ่อนไว้ในฝ่ามืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับสารวัตรด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย “ไม่มีอะไรครับ แค่ทบทวนรายละเอียดของคดีในหัวน่ะ”
“โกหก” ศิลาหรี่ตาลง “คุณไม่ใช่คนที่จะมีอาการลุกลี้ลุกลนแบบนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ คุณซ่อนอะไรไว้ในมือ?”
รวินทร์ตัดสินใจก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ระยะห่างนี้คือมาตรการป้องกันตัวขั้นพื้นฐาน “สารวัตรครับ ความจริงบางอย่างถ้าเปิดเผยออกมาตอนนี้ มันอาจจะไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมที่ถูกไข แต่หมายถึงการล่มสลายของระบบที่คุณพยายามปกป้องอยู่ คุณพร้อมจะรับมือกับมันไหม?”
“คุณกำลังขู่ผมรึไง?” ศิลาคว้าคอเสื้อรวินทร์ทันที แรงบีบที่เน้นย้ำความโกรธเกรี้ยวทำให้รวินทร์แทบหายใจไม่ออก แต่ทว่า เขากลับไม่ตอบโต้แต่อย่างใด
“ถ้าผมตายที่นี่ คดีนี้จะไม่มีวันได้รับคำตอบ” รวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบและหนักแน่น “เปิดมือผมดูสิครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงบอกว่าเรากำลังเล่นอยู่บนกระดานที่ถูกกำหนดไว้แล้ว”
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลายมือออกและรับแผ่นกระดาษนั้นไปอ่าน สายตาของสารวัตรไล่เรียงตัวอักษรแต่ละตัวช้าๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาเริ่มเกร็งกระตุก ความมั่นใจที่เขามีมาตลอดชีวิตในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เริ่มสั่นคลอน
“มัน... มันเข้ามาในบ้านของคุณงั้นหรือ?” ศิลาถามเสียงต่ำ พลางเงยหน้าขึ้นมองรวินทร์ด้วยความตระหนก
“มันไม่ได้แค่เข้ามาในบ้านครับ สารวัตร แต่มันหมายความว่ามันรู้แม้กระทั่งว่าผมสวมเสื้อผ้าตัวไหนในวันนี้” รวินทร์เดินผ่านศิลาไปหยุดที่หน้าต่างบานแคบที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพของเมืองยามวิกาล “ความอัจฉริยะของมันไม่ใช่การฆ่า แต่มันคือการทำให้เราตระหนักว่า ทุกย่างก้าวของเราถูกจับจ้องอยู่เสมอ”
บรรยากาศในห้องชันสูตรกดดันขึ้นอีกระดับ เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของทั้งคู่กลายเป็นเสียงเดียวที่ดังสะท้อนอยู่ในความว่างเปล่า รวินทร์หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันแผนที่ เขากดปุ่มเรียกดูประวัติการเคลื่อนที่ของตัวเองย้อนหลังตามสัญชาตญาณ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเส้นทางที่ถูกลบไปในช่วงเวลา 02.00 น. ถึง 03.00 น. ของเมื่อคืน
มีคนแฮ็กเข้าสู่ระบบระบุตำแหน่งของเขา!
“สารวัตรครับ... เราต้องออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้” รวินทร์หันกลับมาสั่งเสียงเข้ม
“ทำไม? คุณเห็นอะไร?”
“สัญญาณไฟที่ตึกฝั่งตรงข้ามครับ” รวินทร์ชี้มือไปที่ตึกร้างที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ห่างออกไปราวสองร้อยเมตร แสงไฟจากหน้าต่างบานหนึ่งกะพริบเป็นจังหวะมอร์สโค้ดที่เขาจำได้ดีจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน... เหตุการณ์ที่พรากครอบครัวเขาไป
*‘ร-วิ-น-ท-ร์’*
แสงนั้นไม่ได้แค่เรียกชื่อเขา แต่มันกำลังเตือนว่าการเดิมพันครั้งนี้สูงเกินกว่าที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ทันใดนั้น เสียงกระสุนปืนนัดหนึ่งก็ดังแว่วมาจากทิศทางของตึกร้าง กระจกบานหน้าต่างข้างตัวรวินทร์แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วกระเด็นบาดเข้าที่แก้มของเขาจนเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา
“หมอบลง!” ศิลาตะโกนลั่นพร้อมชักปืนประจำกายออกมา
แต่ในจังหวะที่ความโกลาหลกำลังเข้าครอบงำ เสียงโทรศัพท์ของรวินทร์ก็สั่นขึ้นพร้อมกับข้อความใหม่ที่ส่งเข้ามาในแชทที่ไร้ชื่อผู้ส่ง
*‘ดูที่พื้นห้องชันสูตรสิครับ... ใต้เตียงศพที่สาม เพื่อนเก่าของคุณกำลังรอต้อนรับอยู่’*
รวินทร์ก้มลงมองพื้นใต้เตียงโลหะตามคำสั่งของมันอย่างลืมตัว และภาพที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นจัดจนถึงขั้วหัวใจ ภายใต้เงาของเตียง มีโทรศัพท์เครื่องหนึ่งวางทิ้งไว้ หน้าจอเปิดกล้องถ่ายทอดสดที่แสดงภาพของเขาและสารวัตรศิลาแบบเรียลไทม์ และที่มุมล่างของจอ... มันปรากฏใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอดสิบปี!
“นั่นมัน...” ศิลาอุทานเสียงหลงเมื่อเห็นภาพบนหน้าจอ “น้องสาวของคุณ? เป็นไปไม่ได้! เธอเสียชีวิตไปตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้นแล้ว!”
รวินทร์กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงที่เขาเชื่อมาตลอดสิบปีถูกบิดเบือนด้วยเงาที่ไร้ตัวตน หากเธอยังมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่าทุกอย่างที่เขาทำ ทุกงานวิจัยที่เขาอุทิศให้ตำรวจ คือการเต้นระบำบนกองเพลิงที่ฆาตกรคนนี้จุดขึ้นมาตั้งแต่ต้น
รวินทร์เงยหน้าขึ้นมองสารวัตรศิลา แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากความเยือกเย็นเป็นความบ้าคลั่งที่ซ่อนเร้น “สารวัตร... ถ้าวันนี้เราไม่จับมันได้ ผมจะเผาเมืองนี้ให้ราบ เพื่อเอาตัวเธอกลับมา”
และในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องชันสูตรจากด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ... จังหวะเดียวกับรหัสที่ระบุในบันทึกของฆาตกรเงา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของรวินทร์ไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แฟ้มคดีลับ007
รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร•ตอนที่ 4
จดหมายจากเงามืด
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!