กลิ่นอายของกระดาษสาเก่าเก็บและหมึกซึมราคาแพงไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันกลับส่งกลิ่นอายอบอวลอยู่ในความทรงจำของสารวัตรปกรณ์ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ปลายนิ้วหยาบกร้านของนายตำรวจมือหนึ่งแห่งกองปราบกำลังลูบไล้ซองจดหมายสีครีมหนาพิเศษ ซึ่งวางอยู่บนเบาะหน้ารถยนต์ส่วนตัว ข้อมูลบนตราประทับไปรษณีย์ระบุชัดเจนว่าถูกส่งมาจากอำเภอชายทะเลทางตอนเหนือ—สถานที่ซึ่งถูกลบออกไปจากแผนที่สืบสวนอย่างเป็นทางการเมื่อห้าปีก่อน
"สารวัตรครับ ทีมสนับสนุนสี่นายเตรียมพร้อมที่จุดนัดพบแล้วครับ สัญญาณดาวเทียมจากโทรศัพท์เครื่องเก่าของโรมยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่พิกัดเดิม ไม่มีท่าทีเคลื่อนย้าย"
เสียงของหมวดมินตราดังผ่านวิทยุสื่อสาร น้ำเสียงของเื้อือผู้กองสาวเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด แม้เธอจะพยายามควบคุมโทนเสียงให้ราบเรียบที่สุดก็ตาม ปกรณ์เหลือบมองหน้าจอแท็บเล็ตบนคอนโซลรถ แผนผังจำลองสามมิติของบ้านพักริมทะเลสาบร้างกำลังกะพริบแสงสีแดงเตือนภัย
"ถอนกำลังออกไปให้ห่างจากรัศมีหนึ่งกิโลเมตรครับ มินตรา" ปกรณ์กรอกเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนทนา แต่หนักแน่นจนอีกฝ่ายชะงักไปครู่ใหญ่
"แต่สารวัตรครับ! นั่นมันกับดักชัดๆ โรมกำลังต้อนคุณเข้าไปในมุมอับ!"
"ถ้าผมไม่เดินเข้าไปในมุมอับนั้น เราก็ไม่มีวันได้เห็นหน้าฆาตกรที่ฆ่าน้องสาวผมจริงๆ สักทีนะครับ มินตรา... เชื่อใจผมสิครับ"
ปกรณ์กดตัดสัญญาณวิทยุทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ท้วงติง เขาหยิบกระดาษจดหมายแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ตัวอักษรลายมือหวัดแต่สวยงามบรรจงด้วยหมึกสีดำสนิทปรากฏแก่สายตา:
*“ถึง สารวัตรปกรณ์... ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมที่มักมาถึงช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ จุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดทั้งหมดอยู่ที่ไหน จุดจบของเรื่องราวก็ควรจะจบลงที่นั่น บ้านหลังเล็กริมทะเลสาบที่คราบน้ำตาของคุยังไม่เคยแห้งเหือด ผมรอต้อนรับคุณอยู่นะครับ... เพื่อนเก่า”*
เครื่องยนต์ถูกดับลง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโดยสาร มีเพียงเสียงหัวใจของปกรณ์เองที่เต้นระส่ำด้วยจังหวะที่ผสมผสานระหว่างความแค้น ความโหยหา และสัญชาตญาณนักล่าที่ถูกปลุกเร้า เขาเปิดประตูรถก้าวลงสู่ผืนทรายชื้นแฉะ ลมทะเลพัดพาเอาละอองเค็มปะทะเข้ากับใบหน้าคมคายที่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
เบื้องหน้าคือบ้านพักตากอากาศชั้นเดียวโครงสร้างไม้สักทองที่เริ่มผุพังตามสภาพอากาศ หน้าต่างบานเกล็ดถูกปิดตายด้วยไม้กระดานตีทับ แต่ช่องว่างระหว่างรอยต่อยังคงลอดแสงไฟสีส้มสลัวออกมา ราวกับมีใครบางคนกำลังจุดเทียนรอต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างใจจดใจจ่อ
ปกรณ์ชักอาวุธประจำกายขนาด 9 มม. ออกจากซองพกข้างลำตัว นิ้วชี้ทาบพาดโครงปืนอย่างระมัดระวัง เขาก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดทุกครั้งที่น้ำหนักกดทับ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดจนได้ยินเสียงคลื่นซัดฝั่งกระทบโขดหินดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเข็มนาฬิกานับถอยหลังสู่บทสรุปที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
แอด...
เสียงบานประตูไม้เก่าแก่ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงผลักเบาๆ ของปกรณ์ กลิ่นอัปของฝุ่นละอองผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าบางชนิดลอยเข้าแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาเคยพบในที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมเมื่อห้าปีก่อน—กลิ่นที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของโรม
ภายในห้องโถงกว้างของบ้านพัก ถูกจัดเตรียมไว้อย่างผิดคาด ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางอยู่ บนโต๊ะมีเทียนไขไขปลาวาฬเล่มใหญ่ที่กำลังเผาไหม้เหลือเพียงครึ่งแท่ง และเก้าอี้สองตัวตั้งหันหน้าเข้าหากัน บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมีร่างเงาดำสวมหน้ากากโลหะเงาวับนั่งไขว่ห้างรออยู่ก่อนแล้ว
"คุณมาช้าไปสามนาทีนะครับ สารวัตรปกรณ์" น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแต่แฝงความเย้ยหยันดังลอดออกมาจากใต้หน้ากากเงา
ปกรณ์ไม่ตอบคำถาม เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้อง ปิดประตูไม้ด้านหลังลงอย่างเงียบเชียบ ปลายกระบอกปืนในมือมั่นคงเล็งตรงไปที่ศีรษะของบุคคลปริศนาตรงหน้า
"ถอดหน้ากากออกซะ โรม เกมมันจบแล้ว" ปกรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สายตาสอดส่องมองหาความผิดปกติรอบตัว จิตวิทยาอาชกรบอกเขาว่าคนตรงหน้าไม่ได้มีความกลัวต่อความตายแม้แต่น้อย
โรมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก มันค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดล็อกสายรัดหน้ากากด้านหลังอย่างใจเย็น ราวกับชายหนุ่มกำลังเตรียมตัวถ่ายรูปในสตูดิโอ มากกว่าจะเผชิญหน้ากับปลายกระบอกปืนมรณะ
หน้ากากโลหะถูกวางลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบ แสงเทียนสาดส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่ปรากฏแก่สายตา ปกรณ์ถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงจนเกือบควบคุมไม่อยู่
ใบหน้านั้น... ไม่ใช่คนแปลกหน้า
"แปลกใจมากสินะครับ ที่ได้เห็นว่าใต้หน้ากากนี้... คือคนที่คุณไว้ใจมากที่สุด" รอยยิ้มละมุนละไมปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของชายผู้เป็นเงามาตลอดคดี
ปกรณ์ลดปลายกระบอกปืนลงทีละน้อย สมองประมวลผลย้อนกลับไปยังทุกเบาะแส ทุกคำพูด และทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างรวดเร็วดั่งภาพยนตร์สโลว์โมชั่น ความจริงอันโหดร้ายกำลังกระชากหน้ากากความยุติธรรมที่เขาถือ
ทว่า ในวินาทีที่ปกรณ์กำลังจะเอ่ยชื่อบุคคลเบื้องหน้า ทันใดนั้น... เสียงกระสุนแหวกอากาศก็ดังขึ้นจากหน้าต่างด้านหลัง!
ปัง!
กระสุนปืนนัดปริศนาพุ่งทะลุกระจกเข้ามาเจาะเข้าที่หัวไหล่ของโรมอย่างแม่นยำ ร่างของฆาตกรอัจฉริยะฟุบลงไปกองกับพื้นทันที เลือดสีแดงสดไหลนองทับแผ่นไม้เก่าๆ
ปกรณ์หันขวับกลับไปมองทางหน้าต่างด้วยความตกใจ ทว่าสิ่งที่เขาเห็นผ่านรอยแตกของกระจกกลับไม่ใช่หน่วยสนับสนุนของตำรวจ แต่เป็นเงาของใครบางคนกำลังวิ่งหายลับไปในความมืดของป่าสนริมทะเลสาบ พร้อมกับโทรศัพท์มือถือในมือของปกรณ์ที่ส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าพอดิบพอดี
นิ้วที่สั่นเทาของสารวัตรเปิดหน้าจออ่านข้อความล่าสุดที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ—ข้อความที่ส่งตรงมาจากเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของ "หมวดมินตรา"
*“เกมเพิ่งเริ่มต้นต่างหากล่ะคะ สารวัตร... หันกลับมามองข้างหลังสิคะ คนทรยศไม่ได้มีแค่คนเดียวนะคะ”*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสืบสวนและเผชิญหน้ากับความมืดมิดไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
แฟ้มคดีลับ007
รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร•ตอนที่ 44
ข้อความสุดท้าย
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับทายาทมรณะ: 55 ชั่วโมงล่าวิญญาณบาตร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!