"คุณกำลังใช้ตรรกะแบบไหนมาตัดสินงานศิลปะชิ้นนี้คะ... ตรรกะของนักบัญชีที่มองเห็นแต่ตัวเลขขาดทุน หรือตรรกะของคนที่ไม่เคยเข้าใจว่ามนุษย์เราเปราะบางแค่ไหน"
เสียงของรินรดาดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการร้าง รอยยิ้มบางเฉียบที่มุมปากของเธอบ่งบอกถึงความไม่ยอมจำนน แม้ว่าเอกสารในมือของกวินทร์เมื่อครู่จะสั่นคลอนความมั่นใจของเธอไปไม่น้อยแล้วก็ตาม กระดาษแผ่นแรกที่หลุดออกมาจากซองสีน้ำตาลลับคมพรางตาของเมฆา ไม่ได้เป็นเพียงแค่รายงานการเงิน แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่า โครงการศิลปะจัดวางมูลค่าหลายสิบล้านชิ้นนี้ กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินโดยที่กวินทร์เองก็อาจจะเป็นเหยื่อ หรือ... ผู้สมรู้ร่วมคิด
ดวงตาคมกริบของกวินทร์เงยขึ้นจากเอกสารในมือ แสงไฟนีออนดวงสุดท้ายที่กะพริบติดๆ ดับๆ เหนือศีรษะของพวกเขา ทอดเงายาวทับซ้อนกันบนพื้นคอนกรีตเปลือยเปล่า ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้รินรด้ารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกละเอียดได้ทุกเมื่อ
"บางครั้ง... ความจริงก็ไม่ได้น่าดูเท่ากับภาพลวงตาหรอกนะคะ รินรดา" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มันกลับแฝงความเยียบเย็นไว้อย่างแนบเนียน เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธออีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างนักวิเคราะห์ข้อมูลผู้เคร่งครัดในระเบียบกับศิลปินผู้แหกทุกกฎเกณฑ์ลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย "คุณเชื่อในตัวเลขดิบๆ บนกระดาษพวกนั้น แต่คุณเคยลองใช้หัวใจสัมผืสมันดูสักครั้งไหมว่า... ทำไมผมถึงต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อโครงการนี้"
ก่อนที่รินรดาจะทันได้โต้แย้ง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา ตามมาด้วยเสียงสายฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำซัดเข้าใส่กระจกใสบานยักษ์ของอาคารเก่าอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นเอง แสงไฟทั่วทั้งอาคารก็ดับวูบลงอย่างไร้สัญญาณเตือน ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเหลือไว้เพียงเงาสลัวและเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดของคนทั้งคู่
"เกิดอะไรขึ้น..." รินรดาพึมพำกับตัวเองโดยสัญชาตญาณ มือเรียวบางเอื้อมไปควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างรวดเร็วเพื่อใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง แต่ทว่า หน้าจอกลับขึ้นเตือนสัญญาณเครือข่ายหายวับไปกับตา พายุฤดูร้อนครั้งใหญ่ได้ตัดขาดพวกเขากับโลกภายนอกไปเสียแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกวินทร์ขยับเข้ามาใกล้ในความมืด ก่อนที่แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของเขาจะส่องสว่างขึ้น ใบหน้าคมคายฉายแวววิตกกังวลเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นจ้องมองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก "ถนนรอบนอกน่าจะถูกน้ำท่วมสูงแล้ว ระบบระบายอากาศของอาคารนี้ก็พังเพราะไฟตก เราออกไปไม่ได้หรอกคืนนี้... เราติดอยู่ที่นี่ด้วยกันแล้วค่ะ, คุณนักวิเคราะห์"
คำว่า 'ติดอยู่ที่นี่ด้วยกัน' สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองสำรวจไปรอบตัว โถงจัดแสดงร้างแห่งนี้กว้างใหญ่และเย็นยะเยือก มีเพียงโครงสร้างเหล็กและเศษวัสดุศิลปะจัดวางที่ถูกทิ้งไว้กระจัดกระจาย การต้องติดอยู่กับชายหนุ่มที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งกันสุดขั้ว และเป็นผู้ต้องสงสัยในแฟ้มลับของเมฆา ลำพังแค่สองต่อสองในค่ำคืนที่ยาวนานเช่นนี้ คือสถานการณ์ที่อันตรายต่อความนิ่งสงบในจิตใจของเธอเสียยิ่งกว่าพายุฝนข้างนอกเสียอีก
"ฉันจะลองติดต่อทีมงานข้างนอกอีกครั้ง" รินรดาพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้หัวใจจะเต้นรัวเร็วจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธอเดินเลี่ยงไปที่มุมห้องเพื่อสร้างระยะห่าง แต่กวินทร์กลับเดินตามมาเงียบๆ พร้อมกับวางเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวของเขาลงบนไหล่บอบบางของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
สัมผัสอุ่นจัดจากเนื้อผ้าที่ยังคงหลงเหลือไออุ่นจากร่างกายของเขาทำให้รินรดาต้องสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันขวับไปมองด้วยสายตาตำหนิ "ฉันไม่ได้ขอความกรุณานะคะ คุณกวินทร์"
"ผมไม่ได้ให้คุณเพราะความกรุณาหรอกค่ะ" กวินทร์ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้น เพื่อให้ระดับสายตาของเขาอยู่ในระนาบเดียวกับเธอ แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบดวงตาคู่นั้น ทำให้รินรดาเห็นความลึกซึ้งบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความหยิ่งผยอง "แต่เพราะผมไม่อยากเห็นนักวิเคราะห์มือหนึ่งของโปรเจกต์นี้ เป็นปอดบวมตายคาชิ้นงานศิลปะของผมเสียก่อน... มันเสียชื่อเสียงหมด"
บทสนทนาคมคายที่เจือความเย้าแหย่เล็กน้อย ช่วยลดทอนความตึงเครียดในบรรยากาศลงได้บ้าง แม้ว่าความหวาดระแวงในใจจะยังคงทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ รินรดานั่งลงบนลังไม้ใกล้ๆ กอดอกแน่นเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเอง ขณะที่กวินทร์เดินไปจัดการหาวัสดุกันลมบริเวณช่องหน้าต่างที่แตก เพื่อบรรเทาความหนาวเย็นที่เริ่มคืบคลานเข้ามา
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เสียงฝนด้านนอกยังคงซัดสาดอย่างต่อเนื่อง ความเงียบสงบในยามวิกาลทำให้กำแพงป้องกันตัวของทั้งคู่เริ่มสึกกร่อนลงทีละน้อย รินรดาเผลอมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมพื้นที่พักผ่อนชั่วคราว เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"ทำไมคุณถึงเลือกทำงานศิลปะแนวนี้คะ... แนวที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความพังทลาย และความลับที่ซ่อนอยู่" น้ำเสียงของเธออ่อนลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
กวินทร์หยุดมือลง เขาหันกลับมามองเธอนิ่งๆ ก่อนจะเดินมานั่งลงห่างออกไปไม่ถึงช่วงแขน ดวงตาของเขาฉายแววเศร้าสร้อยที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน "เพราะความจริงที่สวยงามเกินไป... มักจะโกหกเราเสมอค่ะ รินรดา เหมือนกับครอบครัวของคุณ... หรือเหมือนกับตัวเลขในบัญชีที่สะอาดสะอ้านพวกนั้น ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดความเน่าเฟะเบื้องหลัง"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้รินรดาชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบ เธอไม่เคยบอกเรื่องครอบครัวให้ใครฟังแม้แต่เมฆา แล้วกวินทร์รู้ได้อย่างไร?
"คุณ... รู้เรื่องนั้นได้ยังไง" น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย ความระแวงพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
กวินทร์ไม่ตอบคำถามในทันที เขายื่นมือหยิบเอกสารแผ่นที่สองที่ยังคงอยู่ในซองสีน้ำตาลขึ้นมา—แผ่นที่รินรดายังไม่มีโอกาสได้เปิดดู—แล้วค่อยๆคลี่มันออกช้าๆ เผยให้เห็นภาพถ่ายใบหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาบนตักของเธอ
รินรดาก้มลงมองภาพถ่ายในความสลัว และวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของเธอก็แทบจะหยุดชะงักลงทันที ภาพถ่ายเก่าคร่ำคร่าใบนั้น คือภาพของบิดาเธอกำลังยืนอยู่เคียงข้างกับบุคคลปริศนาในเงามืด หน้าตึกจัดแสดงนิทรรศการแห่งนี้ เมื่อสิบปีก่อน—ในคืนก่อนหน้าที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ซึ่งพรากชีวิตทุกคนในครอบครัวเธอไป
แสงไฟฉายดับวูบลงกะทันหันเนื่องจากแบตเตอรี่หมด เหลือเพียงความมืดมิดสนิท ท่ามกลางเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังอยู่ข้างหูของรินรดา พร้อมกับความจริงที่พลิกผันชะตากรรมของเธอไปตลอดกาล
"ยินดีต้อนรับสู่ความจริงนะคะ... คู่หู"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 12
เมื่อเส้นขนานขยับเข้าใกล้
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!