ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 13

บทสนทนาใต้แสงดาว

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
“ยินดีต้อนรับสู่ความจริงนะคะ... คู่หู” ประโยคสุดท้ายจากปากกวินทร์เมื่อคืนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำลึกที่ไม่มีวันจางหาย หน้าจอแล็ปท็อปบนโต๊ะทำงานสว่างวาบด้วยแสงสีฟ้าสาดกระทบใบหน้าที่เหนื่อยล้า ข้อมูลดิบหลายร้อยแถวในสเปรดชีตถูกจัดเรียงอย่างเป็นระบบระเบียบ แต่มันกลับไม่สามารถอธิบายความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นใต้ซี่โครงซ้ายของเธอได้เลยในเวลานี้ นี่คือตอนที่ 13 ของ “ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว” และแสงดาวพร่างพราวก็ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ค่ำคืนที่ความลับและอดีตอันดำมืดกำลังจะถูกเปิดเปลือยค่ะ สตูดิโอชั่วคราวของกวินทร์ในยามวิกาลเงียบสงบจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศ ผืนผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ถูกวางตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มันว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยของสีสัน ทว่ากลับเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่กดดันให้คนมองรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง รินรดายืนกอดอกอยู่มุมห้อง แผ่นหลังแนบชิดกับผนังปูนเปลือย เย็นเฉียบ ดวงตาสีเข้มจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังใช้พู่กันจุ่มลงไปในถาดสีดำสนิท ท่าทางของเขาไม่ได้ดูเหมือนศิลปินผู้กำลังสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่เหมือนฆาตกรที่กำลังเตรียมอำพรางหลักฐานมากกว่า “คุณกำลังใช้ตรรกะข้อไหนวิเคราะห์ความเงียบของฉันอยู่ล่ะคะ, รินรดา?” กวินทร์เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่มันแฝงความเย้าแหย่ที่เธอเกลียดชัง—หรือบางที อาจเป็นความจริงใจที่เธอหวาดกลัวที่สุด “ฉันไม่ได้กำลังวิเคราะห์งานศิลปะของคุณค่ะ กวินทร์” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท พยายามรักษาเกราะป้องกันทางอารมณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น “ฉันกำลังคำนวณความเสี่ยงต่างหาก เมฆาเริ่มสงสัยในความล่าช้าของโครงการแล้ว ถ้าเรายังมัวแต่เล่นเกมจิตวิทยาใส่กันแบบนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่เราพยายามรวบรวมมาจะพังไม่เป็นท่า” กวินทร์วางพู่กันลงช้าๆ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาคมกริบภายใต้แสงไฟสลัวคู่นั้นราวกับจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงซอกหลืบความทรงจำที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ลึกที่สุด “ข้อมูลเหรอ?” กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน “คุณใช้คำว่าข้อมูลเพื่อหลบซ่อนความรู้สึกทุกครั้งที่จนมุมสินะคะ รินรดา คุณกลัวตัวเลขที่คาดเดาไม่ได้ กลัวว่าชีวิตจริงมันจะไม่ลงล็อกเป๊ะๆ เหมือนสมการที่คุณเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากความพังทลาย” คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ราวกับลูกศรที่อาบยาพิษ รินรดากลั้นหายใจ มือเรียวที่กอดอกอยู่เผลอจิกเข้าที่ต้นแขนตัวเองโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในวัยเด็ก ภาพของเศษกระจกที่แตกกระจาย เสียงตะโกนกรีดร้อง และคราบน้ำตาบนใบหน้าของมารดาผุดขึ้นมาในหัว สมองของเธอสั่งให้ปิดกั้นมัน แต่หัวใจกลับเจ็บแปลบจนแทบยืนไม่อยู่ “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฉัน...” เสียงของเธอสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ เป็นครั้งแรกที่ความเข้มแข็งของนักวิเคราะห์สาวพังทลายลงต่อหน้าเขา “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับความพังทลายที่คุณพูดถึงกันแน่!” กวินทร์ก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ ไอร้อนจากร่างกายของเขาปะทะเข้ากับความเย็นเยียบของกำแพงที่เธอยืนพิงอยู่ “ฉันรู้ดีกว่าที่คุณคิดค่ะ” กวินทร์กระซิบเสียงแผ่ว ดวงตาของเขาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความเย่อหยิ่งทระนงเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก “เพราะฉันก็เคยยืนอยู่บนจุดที่ทุกอย่างพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเหมือนกัน... ในวันที่พ่อของฉันเลือกที่จะเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองเลยสักครั้ง เพียงเพราะท่านบอกว่า ‘ทฤษฎีความรัก’ ของท่านมันใช้ไม่ได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง” รินรดานิ่งงึดไป ดวงตาสั่นระริกเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่เคยเป็นกำแพงกั้นระหว่างพวกเขา บัดนี้กลับกลายเป็นสะพานเชื่อมโยงจิตวิญญาณทั้งสองดวงเข้าด้วยกันอย่างประหลาด เธอกับเขาไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นขนาน... แต่พวกเขากำลังยืนอยู่บนความเจ็บปวดรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่วิธีรับมือมันต่างกันออกไป เธอก่อร่างสร้างกำแพงด้วยตรรกะและข้อมูล ขณะที่เขาระบายมันออกมาเป็นศิลปะที่บิดเบี้ยวและคาดเดาไม่ได้ “คุณถึงได้เกลียดกฎเกณฑ์นักใช่ไหมคะ...” รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา น้ำตาเอ่อคลอหน่วยแต่ไม่ยอมปล่อยให้มันไหลร่วงลงมา “เพราะคุณคิดว่ากฎเกณฑ์มันรั้งความรู้สึกของคนไว้ไม่ได้” “ใช่ค่ะ” กวินทร์ตอบรับเสียงเบา ปลายจมูกของเขากับเธอแทบจะชิดติดกันในความเงียบงันของค่ำคืนนี้ “แต่จนกระทั่งฉันได้มาเจอคุณ... นักวิเคราะห์ผู้เย็นชาและยึดติดกับตัวเลข ผู้หญิงที่ทำให้ฉันตระหนักว่า บางที... ความต่างระหว่างเรา อาจไม่ใช่เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่อาจเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้โลกใบนี้หมุนต่อไปได้ต่างหาก” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง หัวใจสองดวงเต้นระรัวในจังหวะที่แทบจะไม่ต่างกัน ความตึงเครียดจากภาระหน้าที่ ความกดดันจากเมฆา และอุดมการณ์ที่เคยขัดแย้ง ล้วนถูกหลอมรวมให้ละลายหายไปภายใต้แสงดาวที่สาดส่องผ่านกระจกสตูดิโอ รินรดากำลังจะอ้าปากเอ่ยบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่อันตรายนี้ แต่ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะได้ขยับ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน! *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งสองสะดุ้งผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว กวินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ขณะที่รินรดารีบยกมือขึ้นปาดหางตาเพื่อลบร่องรอยความอ่อนแอเมื่อครู่ออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างสูงของเมฆาก้าวเข้ามาในสตูดิโอโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาต รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าโครงการ สายตาคมกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าจอแล็ปท็อปของรินรดา ซึ่งยังคงเปิดหน้าต่างข้อมูลที่พวกเขากำลังวิเคราะห์ค้างไว้ “โอ้... ทำงานกันดึกดื่นจังเลยนะคะ ทั้งสองคน” เมฆาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าสงสัยชอบกล ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานแล้วหยิบแฟ้มเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาพลิดู “บังเอิญจริงๆ ที่ฉันผ่านมาแถวนี้ แล้วบังเอิญยิ่งกว่า... ที่พบว่าข้อมูลชุดสุดท้ายที่คุณรินรดากำลังวิเคราะห์อยู่ตอนนี้ มันไม่ใช่ข้อมูลดิบของบริษัทเรา... แต่มันคือเอกสารลับทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัทคู่แข่งของเราเองค่ะ” รินรดาสะدุดกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที เธอมองหน้าเมฆาสลับกับหน้าจอแล็ปท็อปด้วยความตกใจขีดสุด เอกสารแผ่นนั้นไม่ควรจะอยู่ในระบบของโปรเจกต์นี้ด้วยซ้ำ! กวินทร์ก้าวเข้ามาขวางหน้าเมฆาไว้ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังหัวหน้าโครงการผู้เจ้าเล่ห์ “คุณเข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เมฆา?” เมฆายิ้มเยาะ ยกแฟ้มในมือขึ้นระดับสายตา “นานพอที่จะรู้ว่า... คู่หูผู้แสนดีคู่นี้ กำลังร่วมมือกันหักหลังบริษัทที่เราทำงานอยู่ค่ะ” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%