"ฉันไม่ได้จ่ายเงินให้พวกคุณมานั่งเล่นเกมประสาทตรรกะในห้องปิดตายนะคะ รินรดา"
น้ำเสียงเรียบเฉยแต่เจือรังสีความกดดันของเมฆา ลอยละลิ่วผ่านความมืดของโถงทางเดินที่ถูกกั้นด้วยม่านกำมะหยี่สีเลือดหมู ประตูบานที่กวินทร์มั่นใจนักหนาว่าเขาลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา บัดนี้เปิดกว้างเผยให้เห็นร่างสูงโปรดของหัวหน้าโครงการผู้กุมชะตากรรมงบประมาณทั้งหมดของนิทรรศการนี้ เขายืนกอดอก แววตาภายใต้กรอบแว่นโลหะราคาแพงกวาดมองผ่านช่องว่างระหว่างรินรดากับกวินทร์ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
รินรดารีบดึงข้อมือของตัวเองกลับจากการเกาะกุมของกวินทร์อย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความตกใจกลัวต่อการปรากฏตัวของเมฆา แต่เป็นเพราะอุณหภูมิที่หลงเหลือจากฝ่ามือของชายหนุ่มข้างกายต่างหาก ที่ยังคงแผดเผาผิวเนื้อบริเวณนั้นจนเธอต้องซ่อนมันไว้ใต้ชายเสื้อสูท
"เราไม่ได้เล่นเกมค่ะ คุณเมฆา" รินรดาปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเป็นมืออาชีพมากที่สุด เธอจัดปกเสื้อสูทของตนเองให้เข้าที่เพื่อเรียกสติ "เรากำลังถกเถียงถึงความเป็นไปได้ทางโครงสร้างของงานติดตั้งชิ้นนี้ ซึ่งตัวแปรเรื่องน้ำหนักและทิศทางของแสงมันส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้เข้าชม"
กวินทร์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบของศิลปินหนุ่มเหลือบมองเมฆาก่อนจะเสมองมาที่รินรดาด้วยแววตาระคนขบขัน เขาไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยห่างจากพื้นที่ส่วนตัวของเธอ "เธอกำลังพยายามบอกว่า ตัวเลขในสเปรดชีตสำคัญกว่าลมหายใจของงานศิลปะต่างหากล่ะครับ คุณเมฆา... จริงไหมครับ คุณนักวิเคราะห์"
เมฆาถอนหายใจยาวนานราวกับเด็กๆ กำลังเถียงกันเรื่องไร้สาระ เขาเดินผ่านบานประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก "ผมไม่สนใจหรอกนะว่าพวกคุณจะเอาตรรกะบ้าๆ หรือความรู้สึกเพ้อฝันอะไรมาหักล้างกัน สิ่งเดียวที่ผมสนใจตอนนี้คือเส้นตายของบอร์ดบริหาร"
เขากวาดสายตามองไปรอบสตูดิโอ ที่ซึ่งชิ้นงานศิลปะจัดวางครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างสถิติทางคณิตศาสตร์และความดิบเถื่อนทางอารมณ์ตั้งวางระเกะระกะ
"ความอดทนของเบื้องบนมันมีขีดจำกัดค่ะ รินรดา" เมฆาหันมาจ้องมองเธอตรงๆ น้ำเสียงจริงจังขึ้นจนน่ากลัว "โปรเจกต์ 'เส้นขนานสีเทา' นี้ มีปัญหาเรื่องงบประมาณบานปลายมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว และบอร์ดบริหารเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องจ้างศิลปินหัวรั้นที่ใช้งบอย่างไร้ทิศทาง และทำไมเราต้องให้นักวิเคราะห์ข้อมูลมาคอยขัดขาในทุกขั้นตอนการสร้างสรรค์"
กวินทร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ถ้าพวกเขากลัวเปลืองงบ ทำไมไม่เอาหุ่นยนต์มาเคาะแป้นพิมพ์แล้วให้ AI วาดรูปแทนผมกับเธอล่ะครับ น่าจะประหยัดงบไปได้โขเลยนะ"
"กวินทร์!" รินรดาปรามเสียงต่ำ เธอส่งสายตาเตือนสติชายหนุ่มว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เอื้อให้เขาใช้ความกวนประสาทเป็นเกราะป้องกันเลยแม้แต่น้อย
"ผมพูดความจริงนี่ครับรินรดา" กวินทร์หันมาสบตาเธอ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงชั่วขณะแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น "เขากำลังจะบอกให้เราเลือก... เธอเองก็รู้"
เมฆายกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าศิลปินหนุ่มอ่านเกมขาด "ฉลาดมากครับคุณกวินทร์ ผมชอบคนพูดตรงประเด็น" เมฆายกมือขึ้นกอดอกอีกครั้ง สายตาคมกริบมองสลับระหว่างคนทั้งสอง "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะตัดงบส่วนหนึ่งทิ้ง และมันหมายความว่า... งานชิ้นนี้จะดำเนินต่อไปด้วยแนวทางเดียวเท่านั้น"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมสตูดิโอกว้างทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ แข่งกับเสียงหัวใจของรินรดาที่เต้นเร็วจนน่าเจ็บแปลบ
"คุณหมายความว่ายังไงคะ" รินรดาถาม น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นน้อยๆ แม้จะพยายามควบคุมมันอย่างดีที่สุด
"ผมให้เวลาพวกคุณถึงเที่ยงคืนนี้..." เมฆากล่าวคำขาด น้ำเสียงเฉียบขาดไร้ซึ่งความปรานี "เลือกเอาว่าจะให้งานนี้เป็น 'งานศิลปะเชิงนามธรรม' ตามอุดมการณ์เพ้อฝันของกวินทร์ โดยตัดฟังก์ชันการวิเคราะห์ข้อมูลและการันตีความปลอดภัยทางสถิติทิ้งไปทั้งหมด... หรือ..."
เขาเว้นจังหวะ ปรายตามองรินรดา
"...ให้มันเป็น 'โครงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่' ของคุณรินรดา โดยลบตัวตนและชิ้นงานติดตั้งทางอารมณ์ทั้งหมดของกวินทร์ออกไปซะ"
เพดานห้องราวกับกำลังถล่มลงมาทับร่างของรินรดา ข้อมูลดิบ สถิติ และความปลอดภัย... คือชีวิตการทำงานของเธอ การตัดมันทิ้งเท่ากับการยอมรับความเสี่ยงที่เธอเกลียดชังที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน... การตัดงานศิลปะของกวินทร์ทิ้งไป ก็เปรียบเสมือนการฆ่าตัวตนทางจิตวิญญาณของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอคนนี้เช่นกัน
เธอมองหน้ากวินทร์โดยอัตโนมัติ ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีตกใจ เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง
"คุณกำลังบอกให้เราเลือกฆ่าลูกตัวเองสินะครับ" กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้เมฆา ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ รังสีคุกคามจากตัวตนของศิลปินหนุ่มทำให้เมฆาต้องขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "คุณคิดว่างานของผมกับตัวเลขของเธอ เป็นแค่กระดาษสองแผ่นที่หยิบแผ่นไหนทิ้งก็ได้งั้นเหรอ?"
"มันคือธุรกิจค่ะคุณกวินทร์ โลกนี้ไม่มีที่ยืนให้ความโรแมนติกที่กินไม่ได้หรอกนะ" เมฆาตอบกลับเสียงแข็ง ไม่ยอมแพ้เช่นกัน "ผมให้เวลาพวกคุณตัดสินใจ... ถ้าพรุ่งนี้เช้ายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ผมจะยกเลิกสัญญาของทั้งคู่ และริบเงินมัดจำทั้งหมด"
สิ้นคำพูด เมฆาก็หันหลังกลับและก้าวเดินออกไปจากห้องอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงความกดดันมหาศาลที่เกาะกุมบรรยากาศรอบตัวจนแทบหายใจไม่ออก
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงล็อกกลอนจากด้านนอก—คราวนี้เป็นเสียงที่ดังชัดเจนและไร้ซึ่งช่องว่างให้ใครแอบมองเข้ามาได้อีก
รินรดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของเธอ มือเรียวบางยกขึ้นกุมขมับ สมองอันปราดเปรื่องของนักวิเคราะห์ข้อมูลกำลังประมวลผลตัวเลขมหาศาล งบประมาณ ค่าปรับ และความเสียหายที่ตามมา แต่สิ่งที่กวนใจเธอมากกว่าตัวเลขเหล่านั้น กลับเป็นแผ่นหลังที่กำลังยืนหันหน้าเข้าหากำแพงของกวินทร์
"คุณจะเอายังไง..." รินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "คุณรู้ว่าตรรกะของเมฆาถูกต้องในแง่ของธุรกิจ ถ้าเราดันทุรังทำต่อทั้งคู่ เราจะพังกันหมด"
กวินทร์ไม่ตอบ เขาหยิบแท่งถ่านสำหรับวาดเขียนขึ้นมาจากโต๊ะทำงานอย่างใจเย็น ก่อนจะหันกลับมามองเธอ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแสงที่เธอคาดเดาไม่ได้ มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นความท้าทายที่อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
"ตรรกะบอกให้เธอเลือกตัดผมทิ้งใช่ไหมล่ะ รินรดา" กวินทร์ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอโน้มตัวลงใช้มือทั้งสองข้างค้ำพนักพิงเก้าอี้ของเธอไว้ กักตัวเธอให้อยู่ในอาณาเขตของเขา
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้เธอได้กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ผสมกับความเย็นชาของอากาศยามค่ำคืน
"มันไม่ใช่เรื่องของฉันคนเดียว..." เธอพยายามเบี่ยงสายตาหนี แต่กวินทร์กลับใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางเธอให้กลับมาสบตาเขาอีกครั้ง
"มองหน้าผมสิ รินรดา" เสียงของเขาพร่าต่ำและลึกล้ำ "เธอกล้าพูดไหม... ว่าข้อมูลดิบในหัวของเธอตอนนี้ มันสั่งให้เธอตัดผมทิ้งจริงๆ?"
รินรดาอ้าปากจะเถียง แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อเธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลคู่นั้น เธอกลับพบคำตอบที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด—แม้สมองของเธอจะร่ำร้องหาความสมเหตุสมผล แต่หัวใจของเธอกลับไม่เคยต้องการเลือกทางที่ปลอดภัยเลยแม้แต่นิดเดียว
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยคำใดออกมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
มันไม่ใช่เสียงเคาะจากเมฆา และไม่ใช่เสียงจากภารโรงประจำตึก เพราะจังหวะการเคาะนั้นหนักแน่น รัวเร็ว และเต็มไปด้วยความเร่งร้อนราวกับมีสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง
กวินทร์ผละออกจากเธอช้าๆ เขายืดตัวตรงและหันไปมองที่ประตูบานนั้นด้วยความระแวดระวัง รินรดาลุกขึ้นยืนตาม หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด
รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตู แต่กวินทร์กลับคว้าข้อมือเธอไว้เสียก่อน เขาเป็นคนดึงบานประตูให้เปิดออกด้วยตัวเอง...
และสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังบานประตูนั้น... ไม่ใช่คนของเมฆา แต่เป็นกล่องพัสดุกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลเข้มใบหนึ่ง วางอยู่บนพื้นหน้าห้องอย่างไร้ที่มา พร้อมกับซองเอกสารสีขาวสนิทที่แปะเทปกาวปิดตายไว้ ด้านหน้าซองมีตัวอักษรพิมพ์ดีดสีดำสนิทจารึกข้อความสั้นๆ เอาไว้ว่า—
*“หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะพลิกเกม... ก่อนที่พวกคุณจะเลือกฆ่ากันเอง”*
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองหน้ากวินทร์ที่กำลังขมวดคิ้วแน่น มือหนาเอื้อมไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ฉีกมันออกเพื่อดูว่าข้างในซ่อนความลับอะไรไว้...
และเมื่อกระดาษแผ่นแรกหลุดออกมาจากซอง ดวงตาของกวินทร์ก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่ทำให้รินรด้ารู้ทันทีว่า... เกมนี้กำลังจะเปลี่ยนทิศทางไปตลอดกาล
—————————————————————————
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเส้นขนานนี้ไปพร้อมกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - แสงดาวพร่างพราว)
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 11
ความกดดันจากเบื้องบน
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!