เสียงคีย์บอร์ดกลไกสวิตช์สีแดงถูกกดทับด้วยจังหวะที่หนักหน่วงและแม่นยำ ทุกปลายนิ้วของรินรดาเปรียบเสมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินหน้าอย่างไม่ปรานีปราณี แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงสะท้อนลงบนกรอบแว่นสายตาไร้กรอบของเธอ ฉายแววความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ บนโต๊ะทำงานรกเรื้อไปด้วยกระดาษกราฟฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์และเอกสารสัญญาจากเมฆาที่ย้ำเตือนว่า โปรดัก션을นี้ไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด
แต่แล้ว ปลายนิ้วที่กำลังรัวข้อความรายงานผลวิเคราะห์ก็ชะงักกริบ
ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นหรี่ลงเล็กจังหวะหนึ่ง เมาส์ในมือขวาเลื่อนคลิกย้อนกลับไปมาระหว่างไฟล์ฐานข้อมูลสถิติประชากรของเขตเมืองเก่า กับภาพถ่ายร่างโครงสร้างชิ้นงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) ที่กวินทร์เพิ่งส่งเข้ามาอัปเดตเมื่อช่วงดึกวานนี้
ตัวเลขคลาดเคลื่อนไปแปดเปอร์เซ็นต์... ไม่ใช่สิ มากกว่านั้น
รินรดากัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างใช้ความคิด สมองส่วนตรรกะประมวลผลอย่างรวดเร็ว กวินทร์อ้างอิงข้อมูลสถิติการย้ายถิ่นฐานของคนในชุมชนแออัดเพื่อใช้เป็นแกนกลางในการกำหนดความสูงและองศาของแท่งเหล็กสนิมในชิ้นงานชื่อ *“The Weight of Memory”* เขายืนยันหนักแน่นในวันประชุมใหญ่ว่า ตัวเลขเหล่านี้คือเสียงสะท้อนที่แท้จริงของมนุษย์ที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ แต่ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ตรวจสอบฐานข้อมูลดิบระดับมหภาค เธอรู้ดีว่าตัวเลขชุดนั้นถูกปัดเศษขึ้นอย่างจงใจเพื่อสร้างความดრาม่าทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินจริง
มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นความจงใจบิดเบือนสถิติเพื่อสนองสุนทรียศาสตร์ของศิลปิน
ประตูกระจกห้องทำงานเปิดออกพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วเข้ม กวินทร์ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ สวมเสื้อเชิ้ตลินินพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นรอยสักหมึกสีเข้มรูปเส้นขนานที่บิดเบี้ยวบนท่อนแขน เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงานของเธออย่างถือวิสาสะ โดยไม่สนใจว่าพื้นที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยกราฟสถิติที่เธอกำลังตรวจสอบ
"คุณดูเครียดนะ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น รอยยิ้มมุมปากของเขามีความเย้าแหย่ตามนิสัยที่เธอรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่เสมอ "หรือว่าอัลกอริทึมความรักของคุณกำลังรวน เพราะค้นพบว่ามนุษย์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยตรรกะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์"
รินรดาไม่เงยหน้าขึ้นมองเขา เธอยังคงจดจ้องตัวเลขบนหน้าจอ ก่อนจะกดEnterเพื่อแสดงผลลัพธ์กราฟเปรียบเทียบที่ถูกแก้ไขแล้วให้ปรากฏขึ้นเด่นชัด
"ฉันไม่ได้สนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคุณหامนะคะ กวินทร์" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม ปรายตามองแก้วกาแฟที่เขานำมาวาง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นสบตากับเขาตรงๆ "แต่ฉันสนใจความถูกต้องของข้อมูลที่คุณนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างงานศิลปะชิ้นนี้มากกว่า"
กวินทร์เลิกคิ้วเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงไปครึ่งส่วน แต่ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับประกายความท้าทายขึ้นมาแทน เขาดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ ท่าทางสบายๆ ของเขาตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องอย่างสิ้นเชิง
"คุณหมายถึงอะไร" เขาลากเสียงยาวอย่างใจเย็น
รินรดาหมุนจอภาพมาทางเขา ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนจุดที่เกิดความผิดพลาด "ข้อมูลสถิติการย้ายถิ่นฐานที่คุณใช้คำนวณองศาการเอียงของแท่งเหล็กในโซน C มันไม่ใช่ข้อมูลจริง คุณเพิ่มอัตราการขับไล่ประชากรขึ้นสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้โครงสร้างมันดู 'ดาร์ก' และ 'บีบคั้นหัวใจ' มากขึ้นตามที่คุณต้องการใช่ไหมคะ"
ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ กวินทร์มองหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือลนลานอย่างที่เธอคาดคิด กลับกัน เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้รินรดาคิ้วขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ
"คุณมองโลกเป็นตัวเลขมากเกินไป ริน" กวินทร์โน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นอายความเป็นผู้ชายและกลิ่นกาแฟเจือจางลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัสของเธอ "ศิลปะไม่ใช่รายงานทางบัญชีนะ คุณหญิงนักวิเคราะห์ ตัวเลขดิบๆ มันไร้ชีวิตชีวา ถ้าผมใช้ตัวเลขจริงตามที่คุณว่า งานของผมก็เป็นแค่กราฟแท่งในห้องเรียนสถิติ ไม่มีใครอินกับมันหรอก"
"แต่มันคือความจริง!" รินรดาโต้กลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความอึดอัดใจ อุดมการณ์ในอดีตแวบเข้ามาในหัว ภาพเหตุการณ์วันที่ครอบครัวของเธอต้องพังทลายลงเพียงเพราะ 'ความรู้สึก' และ 'การตัดสินใจตามอารมณ์' ของพ่อที่ปฏิเสธจะยอมรับความจริงจากตัวเลขทางธุรกิจ "ความจริงมันอาจจะน่าเบื่อ แต่มันคือความจริงค่ะ! ถ้าคุณสร้างงานศิลปะบนความเท็จ แล้วมันจะต่างอะไรกับการโกหกคนดู"
กวินทร์นิ่งเงียบไป ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสหลังกรอบแว่นของเธอ ราวกับพยายามอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านตานั้น บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความกดดันที่แปลกประหลาด ความต่างทางความคิดระหว่างพวกเขาชัดเจนราวกับเส้นขนานที่ไม่เคยบรรจบ แต่แรงดึงดูดบางอย่างกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่แคบๆ นี้
"บางครั้ง... ความจริงที่สวยงาม ก็สร้างความเจ็บปวดได้น้อยกว่าความจริงที่แท้จริงนะ รินรดา" กวินทร์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าใจหาย "คุณกลัวตัวเลขที่บิดเบือน... หรือคุณแค่กลัวความจริงที่ว่า มนุษย์เราถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผลกันแน่"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ามากระทบจิตใจของเธออย่างจัง รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบราวกับถูกล่วง ̉ล้ำเข้ามาในอาณาเขตที่เธอพยายามสร้างกำแพงป้องกันไว้อย่างแน่นหนา ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากโต้แย้ง เสียงเคาะประตูก็กรีดแทรกบรรยากาศอันเปราะบางนี้ลง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ประตูกระจกเปิดผางออกโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาต เมฆา หัวหน้าโครงการก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือถือแท็บเล็ตในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด สายตาของเขาคมกริบกวาดมองทั้งสองคนที่นั่งประจันหน้ากันอย่างใกล้ชิด
"ริน กวินทร์... พวกคุณต้องดูนี่" เมฆายื่นแท็บเล็ตมาวางคั่นกลางโต๊ะ หน้าจอแสดงพาดหัวข่าวจากสำนักข่าวท้องถิ่นชื่อดัง พร้อมภาพถ่ายเอกสารลับของโครงการที่ถูกปล่อยออกมาบนโลกออนไลน์
รินรดาก้มมองหน้าจอ หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อตัวเลขสถิติที่ถูกบิดเบือนในงานของกวินทร์... ปรากฏหราอยู่บนเอกสารลับชิ้นนั้น ในฐานะ 'ข้อมูลวงใน' ที่กำลังจะถูกใช้ฟ้องร้องบริษัทของพวกเขาในข้อหาทุจริตโครงการสาธารณะ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับความซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 3
ความคาดเคลื่อนที่สวยงาม
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!