กลิ่นอายของกระดาษรีไซเคิลผสมผสานกับกลิ่นฉุนจาง ๆ ของสีอะคริลิกราคาแพง ลอยอบอวลอยู่ในสตูดิโอเพดานสูงย่านชานเมือง พื้นที่ทำงานชั่วคราวที่เมฆาตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สองขั้วตรงข้ามต้องมาขัด2ขาเก้าอี้ชนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ บนโต๊ะไม้ยาวตัวใหญ่ เอกสารจำนวนมหาศาลกองพะเนิน ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตารินรดาในวินาทีนี้ไม่ใช่สถิติหรือกราฟการเติบโตของโครงการ หากแต่เป็นกระดาษแผ่นบางที่ซ่อนอยู่ใต้แฟ้มสีดำ—หลักฐานที่ระบุตัวเลขงบประมาณอันบิดเบี้ยว ซึ่งหากรั่วไหลออกไป บริษัทของเธอมิใช่เพียงแค่ล่มจม แต่มันคือการพังทลายทางจริยธรรมที่เธอไม่อาจให้อภัยตัวเองได้
"คุณคิดว่าตัวเลขพวกนั้นมันโกหก หรือคุณต่างหากที่กลัวความจริงที่มันไม่ลงรอยกับสูตรคณิตศาสตร์ของคุณ"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมห้อง กวินทร์ไม่ได้ก้าวเข้ามาใกล้ เขายังคงยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ แสงไฟนีออนสลัวจากภายนอกทาบทับร่างสูงโปร่งให้กลายเป็นเงาสลัว มือข้างหนึ่งของเขากำลังหมุนพู่กันปลายแหลมเล่นอย่างใจเย็น ราวกับสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้าเป็นเพียงภาพวาดแนวแอ็บสแตรกต์ที่เขาไม่ได้ใส่ใจรายละเอียด
รินรดากลืนก้อนความตื่นตระหนก1ลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งราวกับหน้ากระดาษกราฟที่ไร้รอยขีดข่วน แม้ว่าปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะจะจิกเข้าหากันแน่นจนเจ็บ
"ข้อมูลดิบไม่เคยโกหกใครค่ะ คุณกวินทร์" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนาราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคม "แต่มนุษย์ต่างหากที่มักพยายามบิดเบือนมัน เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องโกหกที่ตัวเองอยากเชื่อ... เหมือนกับงานศิลปะของคุณ ที่มักสร้างภาพลวงตาขึ้นมาเพื่อหลอกลวงสายตาผู้คนว่ามันมีความหมายลึกซึ้ง ทั้งที่ความจริงมันก็แค่เศษขยะราคาแพงที่จัดวางไว้อย่างตั้งใจเท่านั้น"
กวินทร์หยุดมือที่กำลังหมุนพู่กัน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบเงาสลัวหันมามองเธอนิ่งนาน รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างบางเบาราวกับเย้ยหยัน แต่ทว่าแววตากลับมีความวาบไหวแปลกประหลาดที่ยากจะคาดเดา เขาก้าวเท้าช้า ๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ทุกย่างก้าวสร้างแรงกดดันราวกับอากาศในห้องกำลังถูกสูบออกไปทีละนิด
"คุณรินรดา... นักวิเคราะห์ผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบ" เขาทิ้งน้ำเสียงทุ้มต่ำลงคล้ายกระซิบเมื่อหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ โดยมีกองเอกสารลับฉบับนั้นคั่นกลางระหว่างเขากับเธอ "คุณเชื่อมั่นในตัวเลขบนหน้าจอพวกนั้นเสียจนลืมมองไปว่า เบื้องหลังตัวเลขทศนิยมตำแหน่งที่สาม มันคือชีวิตของคนงานหลายชีวิตที่กำลังจะถูกปัดตกจากโครงการนี้ เพราะนโยบาย 'ความคุ้มค่า' จอมปลอมที่คุณกำลังคำนวณอยู่"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อธิบายไม่ถูก "อย่าเอาความเห็นอกเห็นใจมาปะปนกับข้อเท็จจริงทางธุรกิจค่ะ ถ้าเราปล่อยให้ตัวเลขเหล่านี้ถูกแก้โดยใช้ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง บริษัทก็คงล่มจมก่อนที่โครงการจะเริ่มต้นเสียอีก และที่สำคัญ..." เธอกวาดสายตาคมกริบมองไปยังกองเอกสารลับชิ้นนั้น "...คุณเองก็รู้ดีว่าตัวเลขที่ถูกบิดเบือนนี้ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนงาน แต่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องเพื่อผลประโยชน์ของใครบางคน... หรือว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยกันแน่?"
คำถามนั้นทิ้งน้ำหนักลงกลางห้อง บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง กวินทร์ไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือแก้ตัว เขาเพียงแค่หรี่ตามองเธอด้วยความสนใจระคนทึ่ง ราวกับกำลังมองดูสัตว์ป่าตัวเล็ก ๆ ที่พยายามกางกรงเล็บขู่ทั้งที่ตัวสั่นเทา
"คุณฉลาดเกินไป รินรดา" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ฉลาดจนบางครั้งน่ารำคาญ... คุณพยายามสร้างกำแพงตรรกะและเหตุผลขึ้นมาล้อมรอบตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมองเห็นความเปราะบางข้างใน แต่เชื่อเถอะว่า กำแพงที่คุณสร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนานั้น มันไม่ได้ปกป้องคุณจากความจริงหรอก... มันแค่กักขังให้คุณอยู่กับความโดดเดี่ยวต่างหาก"
คำพูดนั้นแทงทะลุเข้ามาในความรู้สึกของรินรดาอย่างแม่นยำ ราวกับเขามีคีมเหล็กที่สามารถงัดแงะปมในใจที่เธอพยายามซ่อนไว้มานานหลายปี ความโกรธผสมผสานกับความวับไหวทางอารมณ์พุ่งพล่านขึ้นมาในอก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะยิ้มเย็นชาตอบกลับไป
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำด้านจิตวิทยาที่ไม่จำเป็นนะคะ คุณกวินทร์" รินรดาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารตรงหน้าขึ้นมาถือไว้ "แต่ฉันคิดว่าเราควรกลับมาโฟกัสกับหน้าที่ของเราดีกว่าค่ะ การสำรวจพื้นที่ในวันนี้จบลงแล้ว และฉันหวังว่าในวันพรุ่งนี้ คุณจะมีคำอธิบายที่ดีพอเกี่ยวกับที่มาของเอกสารลับชิ้นนี้... ไม่เช่นนั้น ฉันคงต้องส่งต่อมันให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทจัดการตามกระบวนการ"
เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินไปยังประตูออก ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านนอกห้องทำงาน ราวกับมีใครบางคนกำลังจงใจเดินตรงเข้ามาทางนี้ด้วยความเร็วที่ผิดปกติ
รินรดาชะงักเท้า กวินทร์ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูมากกว่าขยับตัวเข้าประชิดเธอนัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตูด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่เขาจะคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณ แล้วดึงตัวเธอให้หลบเข้าไปหลังชั้นวางเอกสารขนาดใหญ่ในมุมมืดทันทีโดยไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจของเขารดรินอยู่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ รินรดากำลังจะอ้าปากประท้วง แต่ปลายนิ้วอุ่นของเขากลับแตะลงบนริมฝีปากของเธอเบา ๆ เป็นเชิงห้ามปราม
เสียงกุญแจกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งที่ลูกบิดประตูด้านหน้า ก่อนที่บานประตูสตูดิโอจะค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่กราดส่องเข้ามาสำรวจความผิดปกติภายในห้องมืดทึบ... และเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูของเมฆาที่เอמהขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
"แปลกจริง... ฉันแน่ใจว่าได้ยินเสียงคนคุยกันในนี้" เมฆาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ขณะที่แสงไฟฉายกำลังกวาดเข้ามาใกล้จุดซ่อนตัวของพวกเขาทีละน้อย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 4
หลังกำแพงความเงียบ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!