ตัวเลขยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบนหน้าจอแท็บเล็ต สะท้อนความจริงอันเย็นชาในห้องประชุมสีขาวสะอาดตาของบริษัท เมฆา โกลบอล จำกัด ตัวเลขอัตราการใช้งานลดลงร้อยละสิบสี่จุดเจ็ดในรอบไตรมาส เป็นความผิดพลาดที่เมฆาโยนมาให้รินรดาจัดการในฐานะหัวหน้านักวิเคราะห์ข้อมูลประจำโปรเจกต์ "เมืองจำลองเสมือนจริง"
รินรดานั่งหลังตรง ดวงตาคู่คมกวาดมองกราฟแท่งสีแดงที่ดิ่งลงเหวอย่างไม่สะทกสะท้าน นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะกระจกเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามระบบระเบียบที่เธอฝึกฝนมาทั้งชีวิต ทุกปัญหาในโลกนี้มีชุดข้อมูลรองรับ และทุกความเสียหายย่อมมีสมการคณิตศาสตร์อธิบายได้เสมอ ยกเว้นก็แต่ตัวแปรอิสระที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม
กวินทร์สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นรอยสักหมึกสีเข้มที่ข้อพับแขน ดวงตาคมปลาบมองเธอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังสนุกสนานกับการชมภาพยนตร์สารคดีที่เขารู้ตอนจบอยู่แล้ว
"ข้อมูลดิบจากสัปดาห์ก่อนบอกว่า ผู้ใช้งานร้อยละหวดใหญ่ใช้เวลาในโซนแกลเลอรีศิลปะน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานสามนาที" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัด "นั่นหมายความว่า งานศิลปะจัดวางของคุณไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล เราต้องปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมการแสดงผลงาน ให้ระบบแนะนำภาพวาดหรือประติมากรรมที่เข้าใจง่ายและดึงดูดสายตามากกว่านี้"
กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเจือความเย้ยหยันจางๆ ที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองเธอราวกับกำลังสำรวจสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจแต่แปลกแยก
"คุณรินรดาครับ... อ้อ ขออภัย ฉันลืมไปว่าคุณไม่ชอบคำนำหน้าแบบนั้น" กวินทร์จงใจเว้นจังหวะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "คุณเชื่อมั่นในอัลกอริทึมและฐานข้อมูลขนาดใหญ่เสียจนหลงลืมไปแล้วกระมัง ว่ามนุษย์ไม่ใช่แค่ตัวเลข 0 กับ 1 บนหน้าจอ"
"โลกธุรกิจขับเคลื่อนด้วยสถิติและความน่าจะเป็นค่ะ กวินทร์" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่ซ่อนแรงปะทะทางความคิดไว้เต็มพิกัด "ความรู้สึกของคุณมันวัดผลไม่ได้ และสิ่งที่วัดผลไม่ได้ ก็ไม่มีค่าพอที่จะลงทุน"
กวินทร์ไม่ตอบทันที เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงโปร่งและท่าทีที่คาดเดาไม่ได้ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมแคบลงถนัดตา ชายหนุ่มเดินอ้อมโต๊ะกระจกมาหยุดยืนอยู่ด้านข้างเก้าอี้ของเธอ โน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนกลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นไม้กฤษณาโชยแตะจมูก รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เธอนั่งนิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงบางอย่างที่มองไม่เห็น
"ถ้าอย่างนั้น... คุณกล้าพิสูจน์ไหมล่ะครับ" กวินทร์กระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าท้าทายในคราวเดียวกัน "คุณมั่นใจนักไม่ใช่หรือว่าข้อมูลไม่มีวันโกหก งั้นตามผมมานี่สิ... ผมจะพาไปดูสิ่งที่ข้อมูลต๊อกต๋อยของคุณไม่มีวันบันทึกไว้ได้"
ก่อนที่รินรดาจะทันได้ปฏิเสธ กวินทร์ก็ยื่นมือมาคว้าข้อมือเธอด้วยความเร็วที่เธอไม่ทันตั้งตัว ความอุ่นจากฝ่ามือของเขาซึมผ่านผิวเนื้อเข้ามาจนเธอนึกอยากจะสะบัดหนี แต่แรงดึงดูดบางอย่างในสายตาของศิลปินหนุ่มกลับทำให้เียรวเรี่ยวแรงที่จะขัดขืนละลายหายไป เธอจำต้องลุกขึ้นยืนตามแรงดึงนั้น โดยมีสายตาของเมฆาที่ยืนกอดอกมองมาจากมุมห้องด้วยรอยยิ้มเย็นชาเป็นพยาน
กวินทร์พารินรดาเดินออกจากตึกสำนักงานใหญ่ลัดเลาะลงมายังชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์และโกดังร้างสำหรับเตรียมงานนิทรรศการ แสงไฟนีออนกระพริบติดๆ ดับๆ สร้างเงาทอดยาวน่ากลัว กลิ่นอับชื้นของปูนเก่าและฝุ่นละอองลอยอบอวลในอากาศ
ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ทำงานที่เธอคุ้นเคย ไม่มีจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีกราฟแสดงผล และไม่มีตัวเลขสถิติใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความมืดสลัวและความเงียบงันที่กดทับลงบนโสตประสาท
"คุณจะพาฉันมาดูอะไร ที่นี่ไม่มีอะไรนอกจากความรกเรื้อ" รินรดารemindตัวเองให้รักษาท่าทีเยือกเย็น แม้เสียงฝีเท้าของพวกเขาจะก้องสะท้อนไปตามผนังคอนกรีตจนน่าขนลุก
กวินทร์หยุดเดินกะทันหัน ร่างสูงใหญ่บังทางออกจนมิด เขาดึงเธอก้าวเข้ามาในห้องโถงกว้างที่ปราศจากแสงไฟ มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ด้านบนตกลงมาทาบทับพื้นที่ว่างเปล่ากลางห้อง
"หลับตาลงสิครับ" กวินทร์เอ่ยเบาๆ อยู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านข้างแก้ม
"คุณบ้าไปแล้วหรือไง ให้ฉันปิดตาทำไม" รินรดาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบ
"ถ้าคุณลืมตา คุณจะใช้สมองวิเคราะห์... แต่ถ้าคุณปิดตา คุณจะได้ใช้ 'ความรู้สึก' ที่คุณพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิต" กวินทร์ขยับเข้ามาประชิดยิ่งขึ้น เสียงของเขาต่ำพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย "ลองดูสิครับรินรดา... มองด้วยหัวใจที่คุณขังมันไว้ในห้องใต้หลังคามานานนับปี"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านพังทลายลงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของคนในครอบครัวผุดวาบขึ้นมาในหัว นั่นคือเหตุผลที่เธอสร้างกำแพงตรรกะขึ้นมาปกป้องตัวเอง แต่ในวินาทีนี้... สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของกวินทร์ที่แตะลงบนเปลือกตาของเธอเบาๆ กลับทำลายกำแพงนั้นลงอย่างราบคาบ
เขากำลังปิดตาเธอ... และความมืดมิดรอบตัวก็ทำให้ประสาทสัมผัสด้านอื่นตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง
กลิ่นกายของเขา เสียงลมหายใจที่สอดประสาน และความอบอุ่นจากฝ่ามือที่แนบอยู่บนใบหน้า ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ไร้การคำนวณทางคณิตศาสตร์
ในความมืดสนิทนั้นเอง เสียงก๊อกแก๊กแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดลึกเข้าไปในโกดัง ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ไม่ได้มีแค่เธอก and กวินทร์ รินรดาสะดุ้งเฮือก มือเรียวคว้าแขนกวินทร์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
"นั่น... เสียงอะไร?" เธอถามเสียงสั่น ลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด
กวินทร์ไม่ได้ตอบคำถามทันที ใบหน้าคมคายของเขาขยับเข้าใกล้จนริมฝีปากแทบชิดใบหู ดวงตาในเงาสลัวฉายแววคมกริบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"นั่นคือสิ่งที่ข้อมูลในรายงานของคุณไม่มีทางบอกได้... ว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
แสงดาวพร่างพราว
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 5
ความหมายของสิ่งที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!