เสียงขีดเขียนของปลายปากกาเคมีสีดำบนกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ดังขึ้นเป็นจังหวะ มันเป็นเสียงที่เฉียบคมและทรงพลังพอที่จะกลบเสียงรอบข้างทั้งหมดในห้องประชุมกระจกใสของสำนักงานโครงการ เมฆายืนกอดอกมองชาร์ตตัวเลขที่ถูกโยงเส้นด้วยความแม่นยำระดับวิศวกร ก่อนที่ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นโลหะจะตวัดกลับมามองคนทั้งคู่ที่นั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะประชุมยาว
"เราเจอกันเร็วกว่าที่คิดนะ... รินรดา"
ประโยคทักทายที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่กวินทร์ก้าวเข้ามาในห้องนี้ ไม่ได้ทำให้รินรดาลดการโฟกัสจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือลงแม้แต่น้อย เธอนั่งหลังตรง ไหล่ตั้งตรงสง่าตามแบบฉบับของนักวิเคราะห์ข้อมูลมืออาชีพ เสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบกริบตัดกับสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนถึงความเด็ดขาดที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากประสบการณ์การทำงานอันเข้มงวด
รินรดากวาดสายตาผ่านกราฟแสดงสถิตินักท่องเที่ยวและอัตราการหมุนเวียนของเงินทุนในย่านเมืองเก่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับศิลปินหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่อีกฝั่งอย่างไม่เกรงกลัว กวินทร์ไม่ได้สวมสูททางการเหมือนคนอื่นๆ เขาเลือกสวมเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์เซอร์ๆ ทับเสื้อยืดสีดำสนิท เส้นผมหยักศกยุ่งเหยิงเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นนอน แต่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความท้าทายที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา
"ข้อมูลดิบหน้าจอแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณนำเสนอในเล่มโปรเจกต์อย่างสิ้นเชิงค่ะ คุณกวินทร์" รินรดาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เย็นเยือกและเต็มไปด้วยตรรกะ "อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของย่านนี้ตกลงติดต่อกันสามไตรมาส การปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์สมัยใหม่ที่มีโครงสร้างเหล็กและกระจกใส คือทางรอดเดียวที่จะดึงดูดกำลังซื้อกลุ่ม Gen Z เข้ามา ไม่ใช่การปล่อยให้ตึกเก่าพวกนั้นผุพังไปตามกาลเวลาในนามของ 'ศิลปะ' ที่จับต้องไม่ได้"
กวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุบทำลายความตึงเครียดในห้องลงเสี้ยววินาที เขายื่นมือไปหยิบปากกาไวท์บอร์ดมาจากมือของเมฆาอย่างไร้พิธีรีตอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินตรงไปยังกระดานสีขาว
"คุณกำลังมองโลกผ่านรูเข็มของตัวเลขนะ รินรดา" กวินทร์พูดพร้อมกับลากเส้นโค้งทับลงบนกราฟสถิติที่รินรดาเพิ่งอ้างถึง เส้นของเขาบิดเบี้ยว ไม่เป็นระเบียบ แต่มันทรงพลัง "คุณบอกว่าตึกพวกนั้นกำลังผุพัง แต่คุณเคยลองเดินเข้าไปสัมผัสรอยแยกของปูนปั้นโบราณเหล่านั้นจริงๆ สักครั้งไหมคะ? หรือคุณเอาแต่ก้มหน้ามองตัว 0 กับ 1 บนหน้าจอ แล้วคิดว่ามนุษย์ทุกคนเป็นแค่จุดพิกัดใน Excel Sheet"
รินรดากัดริมฝีปากล่างเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอกเมื่อได้ยินคำพูดนั้น มันไม่ใช่เพราะเธอกลัวการถูกวิจารณ์ แต่เป็นเพราะน้ำเสียงและแววตาของเขาชarปราวกับกำลังขุดคุ้ยลงไปในปมในใจที่เธอพยายามฝังกลบมันมาตลอด—ปมความพังทลายที่เกิดจากความอารมณ์ชั่ววูบของคนรอบตัวที่ไม่ยอมใช้เหตุผล
"โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกโรแมนติกที่กินไม่ได้หรอกนะคะ คุณกวินทร์" รินรดาตอกกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความถือดี เธอลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขาโดยมีความกว้างของโต๊ะประชุมคั่นกลาง "ถ้าโปรเจกต์นี้ขาดทุน เมฆาและบริษัทจะต้องรับผิดชอบความเสียหายมหาศาล และฉัน... ในฐานะหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูล จะไม่ยอมปล่อยให้งานศิลปะนามธรรมบ้าบอของคุณมาทำลายเสถียรภาพทางการเงินของคนนับร้อยในย่านนี้เด็ดขาด"
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบลงทันที เมฆายืนมองคู่ปรับทั้งสองด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังสนุกกับการดูเสือสองตัวขยะเขยื้อนเข้าหากันบนสังเวียนเดียวกัน
กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมมากขึ้น ระยะห่างที่ลดลงทำให้รินรดาได้กลิ่นจางๆ ของกาแฟดำและกลิ่นอายเฉพาะตัวที่สะอาดแต่ดิบเถื่อนของเขา ศิลปินหนุ่มโน้มตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งวางทราบลงบนพื้นโต๊ะ ขณะที่ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาของเธอ
"งั้นเรามาลองเดิมพันกันดูไหมล่ะคะ..." กวินทร์กระซิบเสียงต่ำ ทว่าชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ "ถ้าข้อมูลตัวเลขของคุณแม่นยำจริงตามที่คุณกางออกมา... ฉันยอมให้คุณทุบตึกประวัติศาสตร์กลางย่านนั้นทิ้งเพื่อสร้างลานจอดรถได้เลย"
รินรดาชะงักไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความท้าทายที่พุ่งชนขีดจำกัด "แล้วถ้าผลลัพธ์มันพิสูจน์ว่าจิตวิญญาณของพื้นที่นั้นมีค่ามากกว่าตัวเลขงบประมาณที่คุณพยายามจะตัดทอนล่ะคะ?"
"ถ้าเป็นอย่างนั้น..." กวินทร์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเลศนัยและความมั่นใจที่ชวนให้รู้สึกหงุดหงิดที่สุดในโลก "คุณต้องยอมลาออกจากตำแหน่งนักวิเคราะห์ข้อมูล แล้วมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวให้ฉัน... ในโปรเจกต์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าโดยไร้กรอบตัวเลขใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม"
เสียงลมหายใจของรินรดาสะดุดกึก เธอนิ่งงังไปชั่ววินาที สมองประมวลผลความเสี่ยงอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณของนักวิเคราะห์ แต่ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากปฏิเสธหรือตอบรับข้อเสนอที่บ้าบอนั้น เมฆากลับปรบมือเบาๆ สองครั้งเพื่อยุติการเผชิญหน้า
"ข้อเสนอน่าสนใจนี่" เมฆาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "ถือว่าเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างสองฝ่าย... และเพื่อให้การพิสูจน์นี้มีความยุติธรรมที่สุด ฉันมี 'หลักฐานชิ้นใหม่' ที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากสำนักงานเขตเมื่อสิบนาทีที่แล้ว"
เมฆาดึงซองเอกสารสีน้ำตาลออกAจากแฟ้มสะสมงาน แล้วโยนมันลงบนโต๊ะกลางระหว่างรินรดาและกวินทร์ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวดังทึบ แต่มันกลับทำให้ทั้งคู่หันขวับไปมองพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
รินรดารemวาดสายตาอ่านหัวข้อเอกสารแผ่นบนสุด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อพบว่ามันคือโฉนดที่ดินผืนประวัติศาสตร์และแผนผังโครงสร้างใต้ดินที่ถูกซ่อนเร้นมานานกว่าห้าสิบปี—เอกสารที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ใต้ตึกโบราณที่กวินทร์กำลังพยายามปกป้องด้วยชีวิตนั้น มีระบบท่อระบายน้ำและโครงสร้างรากฐานที่เชื่อมโยงกับระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของเมือง ซึ่งหากมีการขุดเจาะหรือปรับเปลี่ยนแม้แต่น้อย จะทำให้ย่านเมืองเก่าทั้งย่านจมดิ่งลงสู่ภาวะวิกฤตทางการเงินและธรณีวิทยาในชั่วข้ามคืน
และที่มุมล่างสุดของเอกสารแผ่นนั้น มีลายเซ็นกำกับด้วยปากกาหมึกซึมสีน้ำเงิน... ซึ่งเป็นลายเซ็นของบุคคลที่รินรดาคิดว่าไม่มีทางเกี่ยวข้องกับโครงการนี้เด็ดขาด
...พ่อของเธอเอง
แสงดาวพร่างพราวขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ด้วยกันนะคะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 2
จังหวะของพื้นที่และตัวเลข
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!