ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 1

ข้อมูลดิบกับความรู้สึกนึกคิด

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
"ความจริงไม่เคยมีความรู้สึกส่วนตัวค่ะ คุณเมฆา แต่งานศิลปะของคุณกวินทร์กำลังใช้งบประมาณของบริษัทไปกับการบำบัดปัญหาส่วนตัวโดยอ้างอิงความสุนทรีย์ ซึ่งในเชิงสถิติแล้ว มันคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนติดลบ" เสียงของรินรดาดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบ ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มเคาะลงบนพื้นโต๊ะกระจกนิรภัยเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังตอกย้ำความแม่นยำของตัวเลขกราฟแท่งบนจอโปรเจกเตอร์ แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงบนใบหน้ารูปไข่ที่เรียบนิ่งและดวงตากลมโตที่ฉายแววเฉียบคมราวกับเครื่องมือวัดความหนาแน่นของสสาร รินรดายืนตัวตรงอย่างสง่างาม เธอไม่เคยปล่อยให้ช่องว่างทางอารมณ์เข้ามาแทรกแซงตรรกะทางธุรกิจได้แม้แต่นินเดียว โดยเฉพาะเมื่อโครงการนี้ถูกฝากไว้บนบ่าของเธอ—นักวิเคราะห์ข้อมูลผู้เชื่อมั่นในชุดข้อมูลดิบมากกว่าคำหวานหูของมนุษย์คนใด เมฆา หัวหน้าโครงการผู้กุมบังเหียนความกดดันทั้งหมด ถอนหายใจยาวนานอย่างเหนื่อยอ่อน เขากวาดสายตามองคนทั้งคู่ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะพิงหลังพนักเก้าอี้หนังแท้ "ผมไม่ได้จ้างคุณมาเพื่อตัดงบทุกอย่างทิ้งนะรินรดา แต่เราต้องการ 'พื้นที่หายใจ' ให้กับโครงการศิลปะจัดวาง (Installation Art) ชุดนี้ ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทในปีนี้ และคุณกวินทร์คือศิลปินแถวหน้าที่เราเชิญมา... ผมอยากให้คุณลองทำความเข้าใจในมุมมองของเขาก่อน" รินรดาแค่น1เสียงในลำคออย่างแผ่วเบา เป็นการแสดงออกถึงความเห็นแย้งที่สุภาพแต่ไร้ซึ่งความประนีประนอม เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากโต้แย้งด้วยชุดข้อมูลชุดใหม่ที่เตรียมไว้ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก็ขยับออก กวินทร์ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะบางเฉียบมองตรงมาที่เธอ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งมิตรภาพ หากแต่มันคือความท้าทายที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความสุภาพแบบปัญญาชน เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนลวกๆ เผยให้เห็นข้อมือที่มีรอยเปื้อนสีอะคริลิกจางๆ—หลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟ้องว่าเขาเพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานที่มีกลิ่นอายความยุ่งเหยิงและไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง "คุณรินรดากำลังบอกว่า... ชีวิตของมนุษย์เราสามารถคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ความคุ้มค่าได้สินะครับ" เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลเอ่ยขึ้น จังหวะการเว้นวรรคของเขาช้าและเต็มไปด้วยความมั่นใจ "ดิฉันไม่ได้พูดถึงชีวิตค่ะคุณกวินทร์ ดิฉันกำลังพูดถึง 'ข้อมูล' และ 'ความเป็นจริง'" รินรดาสบตาเขากลับทันทีอย่างไร้ความเกรงกลัว นัยน์ตาคู่คู่นั้นสะท้อนภาพของเขาอย่างชัดเจน "ตราบใดที่คุณยังใช้เงินทุนของบริษัท ความเป็นจริงย่อมสำคัญกว่าจินตนาการที่ล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง ข้อมูลดิบไม่เคยโกหกใคร แต่ความรู้สึกของคุณกำลังทำให้งบประมาณสามล้านบาทกลายเป็นตัวเลขสูญเปล่าในไตรมาสนี้" บรรยากาศในห้องประชุมอึมครึมลงถนัดตา เมฆานั่งนวดขมับเบาๆ เพราะรู้ดีว่าเสือสองตัวนี้ไม่มีทางยอมลงให้กันง่ายๆ คนหนึ่งมองโลกผ่านสมการและสถิติที่ตายตัว แต่อีกคนกลับมองโลกผ่านความรู้สึก รอยแผลเป็น และความบิดเบี้ยวของจิตใจมนุษย์ กวินทร์ไม่โกรธ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เจือความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ข้อศอกยันกับขอบโต๊ะ ปลายจมูกห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ จนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว "คุณเคยใช้ชีวิตจริงๆ บ้างไหมครับ... หรือว่าตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา คุณแค่นั่งมองโลกผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วปล่อยให้ชุดตัวเลขพวกนั้นบอกว่าคุณควรรู้สึกอย่างไรในแต่ละวัน" กวินทร์กระซิบ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ข้อมูลดิบที่คุณบูชานักหนา มันถูกกลั่นกรองมาจากอคติของคนที่ป้อนมันเข้าไปทั้งนั้น... รินรดา คุณกลัวความคาดเคลื่อน เพราะคุณกลัวว่าถ้าชีวิตมันควบคุมไม่ได้ ทุกอย่างมันจะพังทลายลงมาเหมือนครอบครัวของคุณในอดีตใช่ไหมล่ะครับ" เพล้ง! ประโยคนั้นทำเอารินรดารู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบเข้าที่กลางหน้าอก มือข้างที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยความโกรธกริ้ว ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ใต้กองเอกสารและตรรกะอันแน่นหนา กลับถูกชายแปลกหน้าผู้ใช้แต่อารมณ์ขุดคุ้ยขึ้นมาพูดหน้าตาเฉยได้อย่างไร้ความเกรงใจ นี่ไม่ใช่แค่การถกเถียงเรื่องงานอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสงครามจิตวิทยาที่กวินทร์จงใจเหยียบลงมาบนเส้นความอดทนของเธอ รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งกลับเย็นชาขึ้นจนติดจะน่ากลัว เธอยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง "คุณกวินทร์คงคิดว่าตัวเองฉลาดมากสินะคะที่ขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของคนอื่นมาใช้เป็นข้อต่อรองทางธุรกิจ น่าเสียดายที่ศิลปะของคุณไม่ได้ลึกซึ้งเหมือนปากที่คุณใช้พูดเลยสักนิด... ถ้าไม่มีอะไรจะโต้แย้งด้วยตรรกะและเหตุผลแล้ว การโจมตีบุคคลอื่นก็เป็นทางออกเดียวของคนที่ไม่เหลือความสามารถแล้วค่ะ" เธอสะบัดหน้าหนีจากการสบตา เลื่อนแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเข้าหาตัวด้วยท่าทางเด็ดขาด "คุณเมฆาคะ ดิฉันขอเวลาอีกสามวันในการทำรายงานวิเคราะห์ความคุ้มค่ารอบสุดท้าย หากโครงการนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขได้ ดิฉันจะใช้สิทธิ์ในฐานะหัวหน้าทีมวิเคราะห์เพื่อระงับงบประมาณของโครงการนี้ทันทีค่ะ" พูดจบ รินรดาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เข้ารูปอย่างไม่รีบร้อน แม้ภายในใจจะร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม เธอก้าวเดินออกจากห้องประชุมด้วยท่าทีที่สง่างามและมั่นคง ทิ้งให้กวินทร์นั่งมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยรอยยิ้มที่ยังคงค้างอยู่บนใบหน้า—รอยยิ้มที่ผสมผสานระหว่างความท้าทายและความสนใจอย่างลึกซึ้ง หลายชั่วโมงผ่านไป บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของรินรดามีเพียงแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างวาบ เธอนั่งทบทวนข้อมูลดิบทั้งหมดของโครงการศิลปะจัดวางชุดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อหาช่องโหว่ที่จะใช้ล้มล้างแนวคิดของกวินทร์ให้ราบคาบในวันพรุ่งนี้ ไม่มีทางที่เธอจะแพ้ศิลปินอารมณ์ศิลป์คนนั้นเด็ดขาด รินรดากดคลิกเมาส์เปิดไฟล์เอกสารดิบชุดสุดท้ายที่เพิ่งถูกอัปโหลดเข้ามาในระบบส่วนกลางของบริษัท เป็นโฟลเดอร์ลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้รหัสผ่านหลายชั้น ซึ่งโดยปกติแล้วแม้แต่หัวหน้าโครงการอย่างเมฆาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เธอนิ่วหน้าเมื่อเห็นชื่อไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสไว้: *'Project_Mirror_Draft_0.0'* นิ้วเรียวสวยกดพิมพ์รหัสผ่านเพื่อเปิดดูข้อมูลข้างใน แต่ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอกลับไม่ใช่กราฟสถิติหรือตัวเลขงบประมาณอย่างที่เธอคาดคิด มันคือภาพถ่ายเก่าๆ หลายสิบใบ และไฟล์เสียงบันทึกการประชุมลับเมื่อสามปีก่อน—การประชุมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตงบประมาณครั้งใหญ่ในบริษัทเดิมของกวินทร์... และมีชื่อของ "บิดา" เธอเข้าไปพัวพันด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดวงตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้น หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เมื่อเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังลอดมาจากลำโพงคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานที่เงียบสงัด... เป็นเสียงของกวินทร์ที่กำลังกระซิบประโยคบางประโยคออกมาจากไฟล์เสียงนั้น ..."เราเจอกันเร็วกว่าที่คิดนะ... รินรดา"... ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับทักษะการขับเคลื่อนตรรกะและอารมณ์ในบทแรกนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%