เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะทำงานไม้สักทองในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท สะท้อนก้องกังวานจนกลบเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอย่างเงียบเชียบ รินรดาไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเอง—ผู้หญิงที่เชื่อมั่นในอำนาจของอัลกอริทึมและฐานข้อมูลดิบมาตลอดชีวิตการทำงาน—จะสูญเสียการควบคุมอารมณ์ได้ง่ายดายเพียงนี้ เพียงเพราะตัวเลขคาดการณ์งบประมาณในไตรมาสหน้าถูกบิดเบือนด้วยฝีมือของเมฆา
“ฉันไม่สนใจว่ารายงานฉบับนี้จะผ่านการอนุมัติจากบอร์ดบริหารมาแล้วกี่รอบนะคะคุณเมฆา แต่ถ้าตัวเลขความเสี่ยงด้านสภาพคล่องถูกปัดเศษทิ้งอย่างไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ มันก็เป็นแค่ขยะที่พิมพ์ลงบนกระดาษราคาแพงเท่านั้น”
น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ แต่กลับคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาดำสนิทจ้องมองตรงไปยังคู่กรณีด้วยประกายไฟแห่งความโกรธกรำ เธอกำลังใช้อารมณ์ตัดสินใจเรื่องงานอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเคยตั้งกฎเหล็กกับตัวเองไว้ว่าจะไม่มีวันทำเด็ดขาด นับตั้งแต่ความพังทลายของครอบครัวในอดีตได้สอนเธอว่า การใช้อารมณ์ชั่ววูบนั้นทำลายล้างทุกสิ่งได้รวดเร็วเพียงใด
เมฆาเพียงแต่ยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า เขารู้ดีว่าจุดอ่อนที่สุดของนักวิเคราะห์ผู้ไร้ที่ติคนนี้คือความสมบูรณ์แบบ “ริน... คุณกำลังใช้อารมณ์ตัดสินงานนะคะ ความจริงแล้วตัวเลขพวกนั้นมันยืดหยุ่นได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันจากมุมไหน บางที... การที่คุณหัวเสียขนาดนี้ อาจไม่ได้เป็นเพราะตัวเลขในเอกสารหรอกมั้งคะ”
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนซีดขาว เธอกำลังจะสวนกลับด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เตรียมมาอย่างดี ทว่าประตูห้องประชุมกลับถูกผลักเปิดออกอย่างนุ่มนวล แต่กลับดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมองได้ทันที
กวินทร์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสบายๆ ตามแบบฉบับของศิลปินผู้ไม่เคยยี่หสอต่อระเบียบองค์กรใดๆ เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยสักลายเส้นเรขาคณิตที่ปลายแขน แววตาของเขาไม่ได้มองเมฆาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพุ่งตรงมาที่รินรดา—ผู้หญิงที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความโกรธอยู่หลังกองเอกสาร
“ผมได้ยินเสียงคุณทะเลาะกับกระดาษพวกนี้มาถึงลานจอดรถแน่ะครับ... เอ่อ หมายถึง ฉันได้ยินมาน่ะค่ะ” กวินทร์แกล้งแซวด้วยน้ำเสียงติดตลก เพื่อพยายามลดบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้เขาจะรู้ดีว่าสรรพนามที่เผลอหลุดปากออกมาจะทำให้รินรดาขัดใจแค่ไหนก็ตาม
“คุณเข้ามาทำไมคะกวินทร์ นี่ไม่ใช่พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของคุณนะ” รินรดาหันไปพ่นพิษใส่เขาแทน เพื่อระบายความอึดอัดที่สุมอก
“แต่ผมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ และผมก็คิดว่า... งานศิลปะชิ้นต่อไปของผม อาจจะกำลังเริ่มต้นจากความยุ่งเหยิงบนโต๊ะของคุณนี่แหละครับ” กวินทร์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้เธอเสียจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนและสีน้ำมันผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัว ระยะห่างที่ใกล้เกินความจำเป็นนี้ทำ-ให้รินรดาต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ หัวใจของเธอกลับเต้นผิดจังหวะอย่างไม่รักดี ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันที่สุดในชีวิตการทำงาน
บรรยากาศในห้องประชุมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมฆาหรี่ตามองคนทั้งสองด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะรวบเก็บเอกสารของตนเองแล้วเดินกระแทកเท้าออกจากห้องไปอย่างไร้คำลา ทิ้งให้รินรดากับกวินทร์ยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบที่หนาแน่น
“คุณกำลังทำตัวไร้เหตุผลนะคะกวินทร์ การเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย” รินรดาผ่อนลมหายใจยาวเหยียด พยายามดึงสติและกำแพงตรรกะของตัวเองให้กลับมาตั้งตรงอีกครั้ง เธอเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่พยายามอ่านทะลุปรุโปร่งของเขา
“ผมแค่ไม่อยากเห็นคุณพังทลายลงไปพร้อมกับกราฟเส้นตรงพวกนั้น” กวินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นในแววตาของเขามันขัดแย้งกับความเป็นจริงอันโหดร้ายรอบตัวอย่างสิ้นเชิง “บางครั้ง... การที่คุณพยายามควบคุมทุกอย่างด้วยเหตุผล มันก็ทำให้คุณมองไม่เห็นว่า ตัวเองกำลังถูกความกดดันกลืนกินเข้าไปทีละน้อยนะริน”
รินรดาหันขวับกลับมามองเขา ดวงตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บใจ และลึกๆ แล้ว... เธอกลัวว่าสิ่งที่เขากำลังพูดมันจะเป็นความจริง เธอเริ่มใช้อารมณ์ตัดสินใจเรื่องงานอย่างที่เมฆาว่าจริงๆ เธอกำลังสูญเสียความเป็นมืออาชีพที่สั่งสมมานานหลายปี เพียงเพราะแรงดึงดูดประหลาดที่เธอมีต่อผู้ชายตรงหน้า—ผู้ชายที่อยู่คนละขั้วกับเธอกับทุกๆ เรื่อง
“คุณไม่เข้าใจหรอก...” เสียงของเธอบาดเครือลงเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด “โลกของฉันไม่มีที่ว่างให้ความรู้สึกเพ้อฝันแบบที่คุณมี ถ้าฉันพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ทุกอย่างมันจะพัง... เหมือนกับ... เหมือนกับอดีตที่ฉันแก้ไขอะไรไม่ได้”
กวินทร์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาไม่ได้พูดปลอบใจด้วยคำพูดสวยหรูตามแบบฉบับพระเอกนิยายทั่วไป แต่เขากลับเอื้อมมือหนาออกมาช้าๆ ปล่อยให้นิ้วหัวแม่มือสัมผัสเบาๆ ที่หลังมืออันเย็นเฉียบของเธอที่กำลังกำแฟงเอกสารไว้แน่น รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ชักมือกลับ แรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดความมั่นคงบางอย่างเข้ามาสู่จิตใจที่กำลังเคว้งคว้างของเธออย่างประหลาด
“งั้นก็ลองปล่อยให้ผมเป็นคนถือตรรกะแทนคุณดูสักครั้งสิครับริน... ในเมื่อตอนนี้ คุณกำลังใช้หัวใจทำงานแทนสมองอยู่ชัดๆ” คำพูดของกวินทร์รากับค้อนที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจเธอจนร้าวราน
ก่อนที่รินรดาจะได้หาคำพูดใดมาโต้แย้ง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากแฟ้มเอกสารของเมฆาที่เพิ่งเดินออกไป เอกสารแผ่นนั้นซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทำงาน และมันถูกพับครึ่งไว้อย่างลวกๆ
ด้วยสัญชาตญาณ รินรดาก้มลงหยิบมันขึ้นมา กางออกดูด้วยมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ทันทีที่กวาดสายตาผ่านบรรทัดแรก ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุน
นั่นไม่ใช่เอกสารการเงินธรรมดา... แต่มันคือบันทึกข้อตกลงลับระหว่างเมฆากับบริษัทคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด ที่เซ็นชื่ออนุมัติโครงการตัดงบประมาณของเธอโดยเจตนา เพื่อบีบให้บริษัทล้มละลายจากภายใน และหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวเมฆาอย่างดิ้นไม่หลุด ก็คือลายเซ็นกำกับในหน้าสุดท้าย... ซึ่งเป็นลายมือของคนที่เธอเพิ่งจะมีปากเสียงด้วยเมื่อครู่
แต่ทว่า... ด้านล่างสุดของเอกสารแผ่นนั้น กลับมีโน้ตแผ่นเล็กๆ แปะทับไว้อีกทีด้วยลายมือที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี—ลายมือหวัดๆ ของกวินทร์
“ผมบอกคุณแล้วใช่ไหมครับ... ว่าบางที ความจริงมันไม่ได้ซ่อนอยู่ในกราฟ แต่ซ่อนอยู่หลังฉากต่างหาก” กวินทร์กระซิบเบาๆ ข้างใบหูของเธอในจังหวะที่ก้มลงมามองเอกสารในมือด้วยกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดริน1ผิวแก้มจนขนลุกซู่ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอหันขวับไปมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะที่รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของศิลปินหนุ่มผู้กุมความลับทั้งหมดไว้ในกำมือ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับตัวละครของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 15
อิทธิพลที่ไม่รู้ตัว
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!