ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 16

สัญญะที่กวินทร์ทิ้งไว้

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
แสงไฟนีออนสีขาวโพลนจากแกลเลอรีใจกลางเมืองสะท้อนลงบนพื้นปูนขัดมัน จนเกิดเป็นเงายาวไหวระริกคล้ายเส้นกราฟความผันผวนของตลาดหุ้นที่รินรดาคุ้นเคย แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่มีตัวเลขสักตัว มีเพียงโครงสร้างเหล็กกล้าและสายเคเบิลระโยงระยางที่ถูกจัดวางอย่างจงใจให้ดูไร้ระเบียบ ทว่ากลับซ่อนโครงสร้างทางเรขาคณิตที่แม่นยำไว้อย่างน่าประหลาด รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้องจัดแสดงนิทรรศการที่ไร้ผู้คน ในมือของเธอกำแท็บเล็ตเครื่องโปรดแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ข้อมูลดิบและสถิติการใช้งานระบบที่เธอใช้เวลาวิเคราะห์มาสามวันเต็มกำลังบอกเธอว่า งานศิลปะชิ้นนี้ไม่ใช่แค่ผลงานจัดวางทั่วไป แต่เป็น "อัลกอริทึม" เชิงพฤติกรรมที่ถอดรหัสมาจากตัวตนของเธอเอง—ทุกย่างก้าว ทุกจังหวะการหยุดหายใจ และแม้กระทั่งความลังเลใจยามที่เธอต้องตัดสินใจเลือกเส้นทาง "คุณคิดว่าข้อมูลดิบพวกนั้นมันซื่อสัตย์พอจะบอกความรู้สึกจริง ๆ ของคุณได้ไหมล่ะ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของเสาปูนเปลือย กวินทร์ก้าวออกมาจากเงาสลัว เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นรอยสักรูปเส้นขนานที่บิดเบี้ยวบนท่อนแขน ดวงตาคมกريบพินิจมองเธอราวกับกำลังประเมินตัวแปรสำคัญในสมการที่เขาเป็นคนตั้งโจทย์ขึ้นมาเอง รินรดาไม่สะดุ้งโหยก เธอนิ่ง ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยตามวิสัยของนักวิเคราะห์ผู้ยึดมั่นในตรรกะ ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนประชิดหน้าชิ้นงานศิลปะชิ้นกลาง ซึ่งเป็นตู้กระจกใสภายในบรรจุเอกสารรายงานทางการเงินฉบับที่เธอเคยทำลายทิ้งเมื่อปีก่อน เอกสารที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำมาประกอบใหม่เป็นรูปหัวใจที่บิดเบี้ยว "คุณล้ำเส้นเกินไปแล้วนะคะ กวินทร์" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยความนุ่มนวล "การนำข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้โดยปราศจากความยินยอม ไม่เพียงแต่ผิดจรรยาบรรณ แต่ในทางกฎหมาย มันคือการละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างชัดเจน" กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มและแหบพร่าเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมจาง ๆ ของสนและบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูก "กฎหมายมีไว้เพื่อจัดระเบียบความสัมพันธ์ของมนุษย์ให้คาดเดาได้... แต่ศิลปะและความรู้สึกต่างหาก รินรดา ที่ทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ คุณใช้ชีวิตอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์และตัวเลขสถิติมานานเกินไป จนลืมไปแล้วใช่ไหมว่าความผิดพลาดบางอย่างมันสวยงามกว่าความสมบูรณ์แบบในสเปรดชีตของคุณเสียอีก" "ความผิดพลาดในสเปรดชีตของฉันหมายถึงความเสียหายทางธุรกิจนับล้านค่ะ" รินรดาหันขวับมาสบตาเขา แววตาของเธอดุดันขึ้นเล็กน้อย ความอัดอั้นจากแรงกดดันของเมฆาและภาระงานที่ถาโถมเข้ามาถูกปลดปล่อยผ่านนัยน์ตาคู่นั้น "คุณไม่เข้าใจหรอก... คนที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปล่อยให้ความรู้สึกชั่ววูบทำลายทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรเลยอย่างฉัน ไม่มีที่ว่างให้คำว่า 'ความสวยงามในความผิดพลาด' หรอกนะคะ" บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนนิ่งงงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงฮัมเบา ๆ ของระบบปรับอากาศในแกลเลอรีที่ช่วยตอกย้ำความเงียบอันน่าอึดอัด กวินทร์หุบยิ้ม ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยความท้าทายกลับแปรเปลี่ยนเป็นความลึกลึกลง ร่องรอยความเจ็บปวดในอดีตของรินรดาไม่ใช่เรื่องที่เธอหยิบยกมาพูดถึงบ่อยนัก และการที่เขารับรู้มันได้ แสดงว่าเขาไม่ได้แค่มองเธอผ่านเลนส์ของความสนใจชั่วคราว "ผมไม่ได้พยายามจะทำลายระเบียบที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองหรอกนะ รินรดา" กวินทร์พูดเสียงแผ่วเบาลง ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย "แต่ผมแค่อยากให้คุณเห็นว่า... เส้นขนานที่มันไม่มีวันบรรจบกันในทางทฤษฎี บางครั้งมันอาจจะแค่ต้องการแรงกระแทกสักครั้ง เพื่อให้มันบิดเบี้ยวเข้าหากัน" เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นจัดเฉียดผ่านหลังมือของเธอที่กำแท็บเล็ตไว้ รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ช็อต ความรู้สึกวูบวาบในอกแล่นพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองส่วนหน้าพยายามประมวลผลหาเหตุผลมารองรับปฏิกิริยาทางเคมีที่แปลกประหลาดนี้ แต่ทว่า... ไร้ซึ่งคำตอบทางตรรกะใด ๆ ที่จะอธิบายได้ "คุณตั้งใจทิ้งสัญญะอะไรไว้กันแน่ในนิทรรศการนี้" รินรดาพยายามดึงเสียงของตัวเองให้กลับมามั่นคง แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก "อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่... แค่ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีไร้สาระของคุณ" กวินทร์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เธอเกลียดนักเพราะมันทำให้เธอเสียสมาธิ เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับเดินไปที่แผงควบคุมไฟหลักของแกลเลอรี ก่อนจะกดสวิตช์ปิดไฟดวงใหญ่จนทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัว มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากชิ้นงานศิลปะตรงกลางที่ส่องสว่างขึ้นมา ในความมืดนั้น กวินทร์ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึแผ่นหนึ่งมาให้เธอ "นี่คือสัญญะชิ้นสุดท้ายที่ผมหาเจอจากการรีโนเวทตึกเก่าหลังนี้... ซึ่งบังเอิญเหลือเกินว่า มันเคยเป็นบริษัทเก่าของคุณพ่อคุณ" รินรดานิ่งงั้น มือที่รับซองเอกสารมาสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เธอก้มมองซองเอกสารนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนขึ้นมาในอก ขณะที่กวินทร์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กระซิบข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอต้องหยุดหายใจ "เปิดดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าความจริงที่คุณพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต... ถูกซ่อนไว้ภายใต้ตัวเลขชุดไหน" รินรดากลั้นใจดึงเอกสารแผ่นแรกออกมาจากซอง ทันทีที่แสงไฟสีส้มสาดส่องลงบนกระดาษแผ่นนั้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ลมหายใจของเธอสะดุดกอนจะขาดห้วงไปทันที เมื่อตัวเลขและลายมือที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น... ไม่ใช่ลายมือของพ่อเธอ แต่เป็นลายมือของ "เมฆา" หัวหน้าโครงการที่กำลังบีบคั้นเธออยู่ในปัจจุบัน—และมันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงคดีทุจริตเมื่อสี่ปีก่อนเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ! แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%