กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องทำงานส่วนตัวของกวินทร์หนาแน่นเสียจนเกือบจะจับต้องได้ ความเงียบงันระหว่างเราทั้งคู่ไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือความเงียบที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลมหาศาลในสมอง หลังคำสารภาพอันน่าตกใจจากปากของสารวัตรสืบสวนที่เพิ่งเดินออกไป—*คนที่บงการเรื่องทั้งหมด... ไม่ใช่คุณเมฆา แต่เป็นคุณหญิงมารศรี แม่เลี้ยงของคุณเอง*
รินรดากำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด ข้อมูลดิบทุกชุด ตัวเลขงบประมาณที่ถูกบิดเบือน และรอยต่อของสัญญาจ้างงานในอดีตกำลังเรียงร้อยเข้าหากันอย่างแม่นยำราวกับจิ๊กซอว์ที่ถูกบังคับให้เข้าที่ ความจริงที่ว่าตระกูลอันทรงเกียรติและผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันงดงามบนหน้าสังคม จะเป็นคนทำลายโครงการศิลปะที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของกวินทร์ลงด้วยมือของเธอเอง
"คุณยังเชื่อใน 'ข้อมูลดิบ' ของคุณอยู่ไหมล่ะ ริน"
เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าผืนผ้าใบหรือท่ามกลางกองวัสดุจัดวางเหมือนเคย ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีเข้มฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมกราบมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเจ็บปวด ความเย้ยหยัน และความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีนิ่งสงบ
รินรดากลืนก้อนความขมขื่นลงคอ เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดใส่หน้า ตรรกะในหัวของเธอสั่งให้วิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็นกลาง แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะเมื่อนึกถึงรอยแผลเป็นทางใจที่กวินทร์ต้องแบกรับมาตลอดหลายปี โดยที่เขาเข้าใจผิดมาตลอดว่าคนๆ นั้นคือเมฆา คู่แข่งทางธุรกิจที่จ้องจะฮุบทุกอย่าง
"ข้อมูลไม่เคยโกหกใครค่ะ กวินทร์" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนักวิเคราะห์สาวฉายความเด็ดเดี่ยว "แต่บางครั้ง... มนุษย์เราก็ใช้ตรรกะบิดเบือนข้อมูล เพื่อปกป้องตัวเองจากความจริงที่เจ็บปวดเกินกว่าจะยอมรับ ดิฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงสร้างกำแพงกั้นโลกศิลปะของคุณจากโลกความเป็นจริง เพราะถ้าคุณยอมรับว่าคนที่แทงข้างหลังคุณคือคนในครอบครัว... โลกทั้งใบของคุณคงพังทลายลงมาจริงๆ"
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มของเขาขื่นขมเสียจนรินรดารู้สึกปวดแปลบในอก
"คุณฉลาดเกินไป ริน ฉลาดจนบางครั้งน่ารำคาญ" เขาเอนหลังพิงพนักโซฟา หลับตาลงช้าๆ ราวกับกำลังย้อนกลับไปในห้วงเวลาอันมืดมนของอดีต "คุณคิดว่าผมไม่รู้เหรอ? ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรู้ว่ามีคนคอยขัดขาผมรู้ว่าโครงการทุกชิ้นถูกสกัดกั้น แต่ผมเลือกที่จะโทษเมฆา... โทษคนนอกที่เกลียดผม มันง่ายกว่าเยอะ ริน การเกลียดคนที่เราไม่ชอบมันง่ายกว่าการยอมรับว่าคนที่เรารัก... หรือคนที่ควรจะปกป้องเรา กลับเป็นคนผลักเราลงเหว"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้เงาของเขาทอดยาวดูโดดเดี่ยว รินรดามองภาพนั้นแล้วนึกถึงปมในอดีตของตนเอง—ครอบครัวที่แตกร้าวเพราะความอารมณ์ชั่ววูบและความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม ความรู้สึกของการถูกทรยศโดยคนที่ไว้ใจที่สุดคือความเจ็บปวดรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่วิธีรับมือของพวกเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอเลือกที่จะใช้ "ข้อมูลและตัวเลข" เป็นเกราะกำบังความรู้สึก ส่วนเขาเลือกใช้ "ศิลปะและความโดดเดี่ยว" เป็นเครื่องมือประท้วงความโหดร้ายของโลก
"ความกลัวที่จะล้มเหลว... มันน่ากลัวน้อยกว่าความกลัวที่จะยอมรับว่าเราไว้ใจคนผิด ใช่ไหมคะ?" รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงที่มักจะเต็มไปด้วยความมั่นใจและเฉียบคมในยามปกติ กลับเจือไปด้วยความอ่อนโยนอย่างประหลาด
กวินทร์ลืมตาขึ้น ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่มีคำพูดดูถูก ไม่มีท่าทีเหนือกว่า มีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังมองทะลุผ่านเปลือกนอกอันแข็งกระด้างเข้ามาถึงตัวตนที่แตกสลายของเขา
"คุณไม่เคยเล่าเรื่องอดีตของคุณให้ผมฟังเลยนะ ริน" กวินทร์เปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน แต่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าของเธอ "คุณเก่งกาจในการถอดรหัสชีวิตคนอื่น แต่ชีวิตของคุณเอง... กลับถูกเก็บไว้ในแฟ้มรหัสผ่านที่หนาแน่นที่สุด ทำไมคุณถึงเกลียดความผิดพลาดนักล่ะ? ทำไมทุกลำดับขั้นในชีวิตของคุณถึงต้องสมบูรณ์แบบเสมอ?"
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ามาปะทะตรรกะและความรู้สึกของรินรดาราวกับลูกศรที่เล็งเป้าไว้อย่างแม่นยำ ร่างบางชะงักไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอกำมือแน่นเข้าหากันใต้โต๊ะ
นี่คือเขตหวงห้าม เป็นพื้นที่ที่เธอไม่เคยอนุญาตให้ใครก้าวล่วงมาตลอดชีวิตการทำงานในแวดวงข้อมูลอันเชือดเฉือน แต่ในเวลานี้ สายตาสีเข้มที่รอคอยคำตอบอย่างจริงจังของกวินทร์ กลับทำให้เกราะป้องกันที่เธอสร้างไว้สั่นคลอน
"เพราะความผิดพลาดครั้งเดียวในอดีตของดิฉัน... เกือบจะทำลายชีวิตคนในครอบครัวไปหมด" รินรดาเริ่มพูด น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่สั่นเครือเล็กน้อยที่ปลายประโยค เธอมองต่ำไปยังโต๊ะกระจก สะท้อนเงาของตัวเองที่ดูเปราะบางกว่าที่เคย "ตอนอายุสิบหขวบ ดิฉันเป็นคนตรวจสอบบัญชีและเอกสารการลงทุนให้คุณพ่อ ท่านเชื่อมั่นในตัวดิฉันมากเพราะดิฉันหัวดีเกินเด็ก... แต่ดิฉันมองข้ามจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในข้อมูลดิบ เพราะความมั่นใจที่มากเกินไปและความสะเพร่าทางอารมณ์... ผลลัพธ์คือคุณพ่อเซ็นสัญญาผิดพลาด และบริษัทของครอบครัวล้มละลายในชั่วข้ามคืน คุณแม่สติแตกและทิ้งเราไป ส่วนคุณพ่อ... เกือบจบชีวิตตัวเองในห้องทำงานนั้น"
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันหนักอึ้งไปด้วยมวลอารมณ์ที่ระเบิดออกเงียบๆ ระหว่างคนทั้งสอง
รินรดากลั้นหายใจ เธอเพิ่งเปิดเผยจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตให้ผู้ชายคนนี้ฟัง ผู้ชายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของอุดมการณ์มาโดยตลอด เธอกลัวว่าเขาจะมองเธอด้วยสายตาเวทนา หรือใช้มันเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
แต่กวินทร์ไม่ได้ทำเช่นนั้น
ชายหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นจากโซฟา เดินอ้อมโต๊ะกระจกเข้ามาใกล้ เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายคามือ ร่างสูงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ก้มลงมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง—ความเข้าใจที่เกิดจากการผ่านความเจ็บปวดมาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน
"คุณไม่ได้แบกรับแค่ตัวเลขหรอกนะ ริน" กวินทร์เอ่ยเสียงนุ่ม ทรงพลัง และอุ่นจนน่าใจหาย มือหนายื่นออกมาช้าๆ ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่หลังมือของเธอที่กำลังกำแน่นอยู่บนตัก "คุณแบกความรู้สึกผิดของคนทั้งโลกไว้บนบ่าเล็กๆ นี่ต่างหาก... คุณลงโทษตัวเองด้วยการเป็นคนสมบูรณ์แบบมาตลอดสิบกว่าปี เพื่อไม่ให้ตัวเองทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิม"
สัมผัสอุ่นจากมือของเขาทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นกำลังละลายลงอย่างช้าๆ หัวใจที่เคยเต้นด้วยจังหวะของตรรกะและเหตุผล บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน
เธอมองหน้าเขา ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างข้อมูลกับความรู้สึกในตอนแรก บัดนี้หลอมรวมกันเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไร้ซึ่งคำอธิบาย
"กวินทร์... ดิฉัน..." รินรดาอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากโถงทางเดินด้านนอกก็ขัดจังหวะทุกสิ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ไม่ได้ล็อก
ประตูก็ถูกผลเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้—คุณหญิงมารศรี ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ในมือของเธอกำเอกสารชุดเดียวกันกับที่สารวัตรเพิ่งนำมาให้เราดูเมื่อครู่
"คุยอะไรกันอยู่หรือจ๊ะ ลูกชายแม่... ดูท่าทางจะออกรสเสียเหลือเกินนะ"
แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจจิตใจอันซับซ้อนของตัวละครมา ณ ที่นี้นะคะ
ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว•ตอนที่ 22
การเผชิญหน้ากับความกลัว
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีความต่างระหว่างเราและเส้นขนานที่บิดเบี้ยว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!