"ถ้าพี่ยังมองอยู่แบบนี้ ผมจะคิดว่าพี่ไม่ได้มองในฐานะพี่ชายข้างห้องแล้วนะครับ"
เสียงทุ้มที่หลุดรอดออกไปจากริมฝีปากของผมเอง... มันช่างเบาหวิวราวกับขนนก แต่กลับมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวในห้องนั่งเล่นแคบๆ นี้หยุดนิ่งลงทันที
กองรายงานการตลาดกองโตที่ต้นข้าวเพิ่งจะหัวเสียใส่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ถูกละเลยไว้กลางโต๊ะกระจก ร่างบางในเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีครีมกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมปูพื้น มือเรียวที่เคยถือปากกาไฮไลต์เน้นข้อความ ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตากลมโตคู่นั้นกะพริบปริบๆ เหมือนสมองกำลังประมวลผลคำพูดของผมช้าๆ
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางทิ้งน้ำหนักตัวพิงพนักโซฟา สายตายังคงไม่ละไปจากใบเนียนใสที่เริ่มขึ้นสีแดงเรื่อทีละน้อย... ทีละน้อย จนลามไปถึงใบหู
ให้ตายสิ... ทำไมเด็กนี่ถึงได้แพ้ง่ายขนาดนี้นะ
"มะ... มองอะไรเล่า!" ต้นข้าวโวยวายเสียงดังลั่นพร้อมกับขว้างปากกาลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง *แป๊ก* เจ้าตัวรีบยกมือขึ้นจับแก้มตัวเองที่ร้อนผ่าวแก้เก้อ "ใครมองพี่ก่อน! พี่ต่างหากที่จ้องหน้าผมอยู่ได้ตั้งนานสองนาน หน้าผมมีคราบมาม่าติดอยู่หรือไง ถึงได้ทำหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างแบบนั้น!"
"เปล่าครับ" ผมตอบเสียงนุ่ม มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นบางๆ โดยไม่คิดจะแก้ตัว "หน้าไม่ได้มีคราบมาม่าหรอก... แต่มีอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่าเยอะ"
"ไอ้... ไอ้พี่พาย! เริ่มพูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะ" ต้นข้าวเม้มปากแน่น ดวงตาคู่สวยตวัดค้อนใส่ผมวงใหญ่ ท่าทางฟึดฟัดพองลมในแก้มแบบนั้นมันช่างเหมือนกระต่ายตื่นตูมไม่มีผิด "บอกไว้ก่อนเลยนะว่ามุกกวนๆ ของพี่ช่วงนี้มันเริ่มไม่ตลกแล้วอ่ะ เลิกหยอดสักวันจะตายไหมเนี่ย!"
"ถ้าเลิกหยอด... แล้วใครจะคอยดูแลเราล่ะครับ"
ผมขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างเรามันแคบลงถนัดตา ต้นข้าวสะดุ้งเฮือก ชักตัวถอยหลังกรูดจนเกือบจะชนชั้นวางหนังสือด้านหลัง แต่ติดที่พื้นที่มันจำกัด เจ้าตัวเลยทำได้แค่พิงไหล่ติดโซฟาแล้วส่งสายตาค้อนขวับมาให้อย่างจนมุม
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ... แต่เป็นความเงียบที่ไม่ได้น่าอึดอัดเลยสักนิด หัวใจของผมเต้นเป็นจังหวะที่เร็วกว่าปกติเล็กน้อย ยิ่งได้มองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ผมก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่มันไม่ใช่แค่การ "แกล้งเล่น" เหมือนอย่างเคย
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่เด็กคนนี้ย้ายมาอยู่ห้อง 402 แล้วทำน้ำแดงหกใส่รองเท้าผ้าใบราคาแพงของผม ความสัมพันธ์ของเรามันก็ก้าวข้ามเส้นคำว่า "เพื่อนบ้าน" มาไกลโขแล้ว จากการเป็นคู่กัดที่เจอกันทีไรเป็นต้องเปิดศึกฝปากใส่กันทุกที กลายมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ต่างฝ่ายต่างก็ขาดกันไม่ได้
แต่ปัญหาคือ... ผมไม่อยากเป็นแค่ "พี่ข้างห้อง" อีกต่อไปแล้วน่ะสิครับ
"พี่..." เสียงของต้นข้าวแผ่วลง ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงความสั่นไหวเล็กๆ ในน้ำเสียงที่พยายามซ่อนไว้ "ทำไม... วันนี้พี่ดูแปลกๆ อ่ะ"
"แปลกตรงไหนครับ" ผมถามกลับเสียงทุ้ม สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้าหวานที่ตอนนี้เริ่มทำตัวไม่ถูก มือบางทั้งสองข้างประสานกันแน่นวางไว้บนตัก
"ก็..." ต้นข้าวกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ แม้ว่าแพขนตาสั่นระริกนั้นจะฟ้องชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังประหม่าแค่ไหน "ก็สายตาที่พี่มองผมอยู่ตอนนี้... มันไม่ใช่สายตาที่พี่ใช้มองผมตอนที่ด่ากันเรื่องที่จอดรถเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่นา..."
โอho... ฉลาดเป็นกรดเลยแฮะเด็กคนนี้
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ กับความช่างสังเกตนั้น มือหนายื่นออกไปโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ปลาย้วยของนิ้วชี้เกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากมนของอีกฝ่ายออกให้อย่างเบามือที่สุด สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ต้นข้าวตัวแข็งทื่อราวกับโดนสาป ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"แล้วสายตาที่พี่มองเราเมื่อก่อน... กับตอนนี้ มันต่างกันยังไงล่ะครับ หืม?" ผมจงใจลดเสียงลงต่ำ นุ่มนวล และแนบชิด จนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบข้างใบหู
ต้นข้าวหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมจนลามไปถึงต้นคอ เจ้าตัวพยายามจะเบือนหน้าหนีแต่ผมใช้ปลายนิ้วแตะที่คางมนเบาๆ ให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ ห้ามหนีเด็ดขาด
"ก็... ก็..." ต้นข้าวอึกอัก เสียงตะกุกตะกักน่าเอ็นดูหลุดออกมาจากลำคอ "มัน... มันเหมือนกับ..."
*กริ๊ง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าห้องดังขึ้นแทรกกลางจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นรัวอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา ขัดจังหวะความตึงเครียดและหวานล้ำในห้องนั่งเล่นให้พังทลายลงในพริบตา
ต้นข้าวสะดุ้งโหยงราวกับคนทำ 10 ความผิดแล้วโดนจับได้ เจ้าตัวรีบผลักอกผมออกสุดแรงแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที "ตะ... เสียงกริ่งประตู! สงสัยยัยเหมยกับน้ำชาคงซื้อขนมมาส่งแน่เลย! เดี๋ยวผมไปเปิดเอง!"
พูดจบก็วิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในครัวราวกับติดสปีด ทิ้งให้ผมนั่งค้างอยู่บนโซฟาด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ปนเอ็นดูระคนกัน
ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ พลางส่งเสียงหัวเราะในลำคอให้กับความขี้ตื่นตูมของเด็กแสบคนนั้น เกือบจะได้คำตอบที่อยากฟังอยู่รอมร่อเชียว... เจ้าเพื่อนตัวดีดันมาขัดจังหวะซะได้
ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงโวยวายคุ้นเคยของเหมยที่ดังทะลุเข้ามา
"ไอ้ข้าว! เปิดประตูเร็วดิวะ มือชั้นถือชานมไข่มุกสามแก้วจะหักอยู่แล้วนะเว้ย! ยืนอืดอะไรอยู่เนี่ย!"
ผมส่ายหัวเบาๆ กับความวุ่นวายที่มักจะตามมาทุกครั้งที่เพื่อนของต้นข้าวมาเยือน แต่ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้นเดินตามไปสมทบ สายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นสมุดโน้ตปกสีฟ้าอ่อนของต้นข้าวที่เปิดคาไว้หน้าโต๊ะทำงาน
ลายมือหวัดๆ ของเจ้าตัวเขียนข้อความบางอย่างด้วยปากกาหมึกสีดำตัวโตๆ...
*[ วันนี้พี่พายมองแปลกมาก หัวใจเต้นแรงเป็นบ้าเลย... หรือว่าเขาจะรู้แล้ววะว่ากูแอบชอบ? ]*
ผมชะביก้าวเท้าทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติเมื่อครู่ กลับกระตุกวูบอย่างแรงจนแทบหยุดเต้น
เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้โน้ตว่าอะไรนะ?
ผมกะพริบตาปริบๆ จ้องมองข้อความบรรทัดนั้นซ้ำไปซ้ำมาเพื่อความแน่ใจ สมองที่รวดเร็วของเด็กวิศวะฯ อย่างผมประมวลผลคำพูดและเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาในหัวสมองอย่างรวดเร็วราวกับกดปุ่มรีเพลย์
ที่ผ่านมา... ไม่ใช่แค่ผมฝ่ายเดียวหรอกเหรอที่คิดไปไกล?
เสียงฝีเท้าของต้นข้าวที่กำลังเดินกลับมาพร้อมกับเพื่อนสาวเริ่มใกล้เข้ามาทุกที ขณะที่ผมยังคงยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะ พร้อมกับความจริงบางอย่างที่กำลังตีรันฟันแทงอยู่ในอกจนแทบจะระเบิดออกมา
ถ้าเด็กนั่นแอบชอบผมเหมือนกัน... แล้วเรื่องราวต่อจากนี้ เราควรจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีล่ะครับ?
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและใจเต้นแรงไปด้วยกันเสมอนะครับ
พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม)•ตอนที่ 20
ทำไมต้องมองกันด้วยสายตาแบบนี้
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!