"บอกให้กินพาราฯ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วดื้อไงครับ หึ... ตัวร้อนจี๋ขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาทำปากเก่งอีกนะเรา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความระอานิดๆ ดังขึ้นชิดริมฝีปาก พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบของผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ ที่ค่อยๆ แตะซับลงบนหน้าผากมนอย่างเบามือ ต้นข้าวพยายามจะปรือตาขึ้นมองเจ้าของเสียง แต่ความปวดหนึบที่เบ้าตาและพิษไข้ที่รุมเร้าทำให้เปลือกตาของเขารู้สึกหนักอึ้งเสียเหลือเกิน
ร่างบางนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาบนเตียงนอนของตัวเอง ห้องนอนที่ปกติจะรกไปด้วยชีทเรียนและกองหนังสือบริหารฯ ตอนนี้กลับสะอาดสะอ้านอย่างไร้ร่องรอย แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวต้มหมูสับลอยอบอวลมาจากทางครัว
"ฮื่อ... พี่พาย ออกไปเลยนะ ใครใช้ให้เข้ามาห้องคนอื่นเล่า" ต้นข้าวส่งเสียงอู้ ริมฝีปากแห้งผากขยับเถียงอุบอิบทั้งที่เสียงแหบแห้งจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง "รำคาญ..."
"รำคาญแต่เรียกชื่อผมตลอดตอนละเมอเมื่อคืนเนี่ยนะ?" พีรวิชญ์เลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก เขาวางผ้าขนหนูลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะทิ้งสะโพกนั่งลงบนขอบเตียงอย่างถือวิสาสะ มือหนายื่นไปอังหน้าผากสลับกับลำคอขาวเนียนของคนป่วย "เนี่ย ตัวร้อนเป็นไฟยังปากดีได้อีก บริหารสมองเยอะจนไข้ขึ้นสมองแล้วมั้งเนี่ยเรา"
"ใครปากดี... แค่เจ็บคอ" ต้นข้าวพยายามจะพลิกตัวหนีแต่ก็ถูกมือใหญ่คว้าไหล่เอาไว้พอดิบพอดี ดวงตากลมโตที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะพิសไข้เงยขึ้นมองค้อนคนฉวยโอกาส ทว่าภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจดวงน้อยที่เต้นรัวอยู่แล้ว ยิ่งเต้นผิดจังหวะเข้าไปใหญ่
พี่พายในชุดเสื้อยืดสีเทาอ่อนกับกางเกงวอร์มสบายๆ ยามที่ไม่ได้เซ็ตผมและสวมแว่นสายตาแบบนี้... ดูอันตรายต่อหัวใจเป็นบ้าเลย
"กินข้าวต้มก่อนครับ หมอ... เอ้ย พี่ต้มมาให้อย่างดี ใส่หมูสับเยอะๆ แบบที่ชอบด้วย" พerวิชญ์ทำท่าจะลุกไปหยิบชามข้าวต้มที่โต๊ะทำงาน แต่ต้นข้าวกลับคว้าชายเสื้อยืดของเขาเอาไว้เสียก่อนตามสัญชาตญาณ
"ไม่อยากกิน... ขมคอ"
"ดื้ออีกแล้วนะตัวเล็ก" ชายหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างยอมแพ้ เขากลับมานั่งท่าเดิม ปฏิบัติการพยาบาลจำเป็นด้วยการค่อยๆ ประคองร่างโปร่งให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียงโดยมีหมอนใบใหญ่หนุนหลังให้อย่างเบามือ "ถ้าไม่กินแล้วจะกินยาได้ยังไง หん? อยากนอนซมเป็นผีเฝ้าห้องไปจนถึงวันสอบสอบไฟนอลหรือไงครับ"
"ก็คนมันกินไม่ลงนี่นา..." ต้นข้าวเบะปาก ทำหน้าอ้อนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยช้อนมองคนพี่ด้วยแววตาออดอ้อนแบบที่เจ้าตัวไม่เคยทำมาก่อนในยามปกติ พิษไข้ทำให้กำแพงความเก๊กของเด็กบริหารพังทลายลงราบคาบ เหลือเพียงเด็กน้อยขี้อ้อนคนหนึ่งที่กำลังต้องการการดูแล
พีรวิชญ์ชะงักไปนิด ชั่ววินาทีนั้นสายตาคมกริบของวิศวะหนุ่มปี 3 ไหววูบ เขากลืนน้ำลายลงคออึ้งหนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นเฉไชไปตักข้าวต้มเป่าลมฟูๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่กำลังขยายกว้างจนห้ามไม่อยู่
"อ่ะ อ้าปากครับ... อ้าม"
"โตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอนุบาลสักหน่อย"
"แต่ทำตัวงอแงเหมือนเด็กสามขวบเลยนี่ครับ หรือต้องให้ป้อนทางปากแบบในซีรีส์? อันนี้พี่ก็พอไหวอยู่นะ"
"พี่พาย! ทะลึ่งละ!" ต้นข้าวหน้าแดงแจ๋ (ไม่แน่ใจว่าเพราะพิษไข้หรือเพราะคำพูดกำกวมนั่นกันแน่) รีบอ้าปากงับชามข้าวต้มที่อีกฝ่ายป้อนให้อย่างจำยอมเพื่อปิดปากคนเจ้าเล่ห์ รสชาติกลมกล่อมกำลังดีอุ่นร้อนช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอลงได้บ้าง แม้เจ้าตัวจะเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยใบหน้าบึ้งตึงเหมือนโดนบังคับก็ตามที
บรรยากาศในห้องนอนเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงชามกระทบช้อนเบาๆ และเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนป่วย พีรวิชญ์นั่งมองอีกฝ่ายกินข้าวด้วยแววตาที่อ่อนโยนจนแทบจะละลาย สายตาคู่นั้นไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่อเลยแม้แต่น้อย มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเป็นธรรมชาติ สัมผัสอุ่นๆ ที่ปลายนิ้วทำให้ต้นข้าวเผลอหลับตาพริ้มโดยไม่รู้ตัว
"อร่อยไหมครับ?"
"อื้อ... พอได้" ต้นข้าวตอบเสียงอู้อี้ พลางเคี้ยวคำสุดท้ายหมดลง พีรวิชญ์จึงยื่นแก้วน้ำอุ่นตามให้ พร้อมกับยื่นยาเม็ดสีขาวสองเม็ดมาตรงหน้า
พอกินยาเสร็จ หนังตาของต้นข้าวก็เริ่มหย่อนลงอย่างรวดเร็วฤทธิ์ยาพาราฯ เริ่มทำงานประกอบกับความอ่อนเพลีย ร่างบางเอนตัวลงนอนราบไปกับเตียงอีกครั้งโดยอัตโนมัติ ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกลึกขึ้นเรื่อยๆ
"นอนซะนะ เดี๋ยวพี่อยู่เฝ้าตรงนี้ ไม่หนีไปไหนหรอก"
เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างใบหู พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่เอื้อมมาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ถึงอก ต้นข้าวรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้เขาเผลอเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของคนพี่เอาไว้หลวมๆ ก่อนจะจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไป
พีรวิชญ์นั่งมองใบยามหลับใหลของคนน้องด้วยรอยยิ้ม มือหนายังคงปล่อยให้ต้นข้าวจับชายเสื้อไว้แบบนั้นไม่ยอมขยับไปไหน เขานั่งมองเสี้ยวหน้าของเด็กดื้อที่ชอบทำเป็นเก่งใส่เขามาตลอดหลายเดือนนี้... ให้ตายเถอะ ไม่ว่าจะมุมไหน เด็กนี่ก็ขโมยหัวใจเขาไปทีละนิดๆ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใครอื่นแล้วจริงๆ
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบกำลังโรยตัวปกคลุมห้องนอนและหัวใจของคนทั้งคู่ เสียงแจ้งเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนของต้นข้าวที่วางอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้น "ติ๊ง!" ขัดจังหวะความโรแมนติกเสียสนิท
พีรวิชญ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เขากวาดสายตาไปมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาในความสลัว ปรากฏชื่อแจ้งเตือนของใครบางคนที่ทำเอาสัญชาตญาณความหวงของวิศวะหนุ่มพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ข้อความจาก: **"ไอ้ภัทร รุ่นพี่บริหาร"**
*[[ต้นข้าว หายป่วยยัง? พรุ่งนี้ถ้าดีขึ้นแล้ว พี่ว่าจะชวนไปกินชาบูกัน สองต่อสองนะ สนใจป่ะ?]]*
ดวงตาคมกริบของพีรวิชญ์หรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยประกายตาดุดันแบบฉบับเสือซ่อนเล็บที่พร้อมจะตะปุบเหยื่อ
"หึ... ชาบูกับผีสิครับไอ้รุ่นพี่ตัวดี... น้องเขายังไข้ขึ้นหัวหมุนอยู่เลย แกนี่มันตาถั่วหรือตั้งใจหยอดวะเนี่ย"
พีรวิชญ์พึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว สมองอันชาญฉลาดของวิศวะปี 3 คำนวณแผนการบางอย่างในหัวเสร็จสรรพในเวลาไม่ถึงสามวินาที มือหนาถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์มือถือของต้นข้าวขึ้นมาปลดล็อก (ด้วยรหัสวันเกิดของเจ้าตัวที่เขารู้โดยบังเอิญ) ก่อนจะกดเข้าไปในแชตของไอ้รุ่นพี่ตัวแสบ แล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไปทันทีด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด
...ก่อนที่ต้นข้าวจะรู้ตัวตื่นขึ้นมาเห็นข้อความนี้ด้วยซ้ำ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับผม!
พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม)•ตอนที่ 10
ป่วยแล้วอ้อนเก่งนะเรา
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!