ปาท่องโก๋สองตัวในถุงพลาสติกใสเริ่มเหี่ยวเฉาลงตามกาลเวลา เช่นเดียวกับความอดทนของผมที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าครับ
"บอกว่าไม่ต้องซื้อมาไงเล่า! พี่พายฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงครับ?"
ผมยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องพักตัวเอง พร้อมกับส่งเสียงบ่นลอดไรฟันใส่ร่างสูงโปรดของคนที่ถือวิสาสะเอาอาหารเช้ามาแขวนไว้ที่ลูกบิดประตูห้องทุกวี่ทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว เจ้าของส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตรในชุดเสื้อยืดสีดำยับย่อยกับกางเกงวอร์มตัวเก่งทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว รอยยิ้มมุมปากที่ผมมองว่ามันกวนประสาทเสียเต็มประดาถูกจุดขึ้นทันทีที่เขาเห็นหน้าผม
"อ้าวน้องต้นข้าว อรุณสวัสดิ์ครับ วันนี้ตื่นเร็วกว่าเมื่อวานสองนาทีนะเนี่ย พัฒนาการดีมาก" พีรวิชญ์ทักทายหน้าตาเฉยแถมยังก้าวขาเข้ามาประชิดตัวผมโดยไม่ต้องรอให้อนุญาต "แล้วก็... ปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้เนี่ย ถ้าไม่กิน เดี๋ยวป๋าทองโก๋เขาจะเสียใจนะ"
"ใครสนวะครับ! อีกอย่าง... ใครบอกว่าผมตื่นมารอพี่เล่า!" ผมเถียงคอเป็นเอ็น ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ อย่างห้ามไม่อยู่เมื่อนึกถึงคำขู่หน้าไม่อายของอีกฝ่ายเมื่อคืนก่อน—*ถ้ายังดื้อแล้วปฏิเสธอีกคำเดียว พี่จะปล้ำจูบตรงนี้ให้คนทั้งตึกเห็นจริงๆ ด้วยนะ*—ไอ้บ้าเอ้ย แค่นึกถึงสายตาจริงจังคู่นั้น หัวใจผมมันก็เต้นรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอกอยู่รอมร่อแล้วครับ
"ไม่ได้บอกสักคำว่าน้องต้นข้าวตื่นมารอพี่" ร่างสูงทิ้งตัวพิงผนังห้องฝั่งตรงข้าม ยกมือขึ้นกอดอกมองผมด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ "แต่แปลกจังเนอะ... ทั้งที่พี่ไม่ได้บอกล่วงหน้าสักนิดว่าวันนี้จะซื้ออะไรมาฝาก แต่ทำไมหน้าห้องถึงมีคนมายืนรอรับตรงเวลาเป๊ะทุกวันเลยล่ะครับ หืม?"
"ผม... ผมแค่จะออกมาทิ้งขยะต่างหากเล่า!" ผมรีบคว้าถุงขยะใบเล็กข้างตัวขึ้นมาโบกแก้เก้อ กลบเกลื่อนความรุกลี้รุกลนของตัวเองที่แสดงออกมาชัดเจนเสียจนน่าหงุดหงิด
"อ๋อ... ขยะห้องน้องนี่น่ารักจังเนี่ย มีถุงน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ร้อนๆ วางเป็นระเบียบเรียบร้อยเชียว" พายหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นดังใกล้เข้ามาอีกนิดจนผมต้องก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติเมื่อเขาก้มตัวลงมาสบตา "ซื้อข้าวให้ ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบหรอกครับ... แต่ถ้าซื้อให้ทุกวันแบบนี้ เรียกว่าจีบได้หรือยังล่ะ หืม?"
ตู้ม!
เหมือนมีระเบียงลูกใหญ่มาลงกลางอก หน้าผมร้อนฉ่าลามไปถึงใบหู สมองขาวโพลนไปหมด คำพูดโต้เถียงที่เตรียมไว้เป็นกระบุงหายวับไปกับตาเมื่อเจอสายตาแพรวพราวและรอยยิ้มอบอุ่นแบบไมโครเวฟเดินได้ของรุ่นพี่ตัวแสบคนนี้
"ใคร... ใครให้จีบ! พี่พายนี่มัน... เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว!" ผมผลักอกกว้างนั่นเบาๆ เพื่อระบายความเขินอายที่ล้นทะลัก ก่อนจะรีบคว้าถุงน้ำเต้าหู้จากมือเขาแล้วหมุนตัวกลับเข้าห้องเตรียมจะปิดประตูกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้
แต่เร็วกว่าความคิด มือหนาก็เอื้อมมาดันขอบประตูกั้นไว้เสียก่อน แรงปะทะไม่ได้มากมายอะไร แต่มันเพียงพอที่จะทำให้ผมต้องหยุดชะงักและเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่พอใจ
"เย็นนี้มีเรียนถึงกี่โมงครับ?" พายถามเสียงนุ่ม น้ำเสียงที่เปลี่ยนโหมดจากโหมดหยอกล้อมาเป็นโหมดจริงจังแบบนี้แหละที่ผมแพ้ทางที่สุด
"ทำไมล่ะครับ? จะมาไม้ไหนอีก" ผมหรี่ตามองอย่างระแวง
"ไม่ได้มาไม้ไหน แค่จะมารับไปกินชาบูกลหน้ามอ ร้านที่บ่นว่าอยากกินเมื่ออาทิตย์ก่อนไง" เขายักิ้วกวนๆ "ห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะ... ไม่งั้นพี่จะถือว่าน้องต้นข้าวยอมให้พี่ปล้ำจูบจริงๆ ตามสัญญาเมื่อคืนนะคร้าบ"
"ไอ้... ไอ้พี่พายบ้า!"
ผมสบถเสียงดังลั่นก่อนจะกระแทกประตูปิดใส่หน้าเขาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นห้อง แต่ถึงอย่างนั้น ผมกลับซุกหน้าลงกับบานประตู ปล่อยให้เสียงหัวใจที่เต้นโครมครามมันดังสะท้อนก้องอยู่ในอก พร้อมกับมุมปากที่ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่...
ให้ตายสิ ต้นข้าว... แกกำลังแพ้ทางผู้ชายคนนี้เข้าจริงๆ แล้วสินะครับ
ช่วงบ่ายแก่ๆ บรรยากาศในคณะบริหารฯ อบอวลไปด้วยความน่าเบื่อหน่ายจากวิชาบรรยายสถิติ แต่สมองผมกลับไม่ได้โฟกัสกับตัวเลขบนสไลด์เลยสักนิด เพราะในหัวดันเอาแต่คิดถึงข้อความในแชตที่เด้งเข้ามาเมื่อสิบนาทีที่แล้ว
*(14:35) P'Pai: เลิกเรียนยังครับ คนสวยของพี่*
*(14:35) P'Pai: พี่จอดรถรออยู่ใต้ตึกบริหารแล้วนะ ลงมาได้เลย เดี๋ยวพาไปกินของอร่อยๆ ชดเชยที่ทำหน้าบึ้งใส่ตอนเช้า*
นิ้วเรียวของผมกดๆ ลบๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่หลายรอบ จะพิมพ์ปฏิเสธก็กลัวจะใจอ่อน จะตอบตกลงโต้งๆ ก็กลัวเขาจะได้ใจ สติและความยับยั้งชั่งใจต่อสู้กันอย่างดุเดือดในหัวสมอง จนกระทั่งเพื่อนสนิทตัวดีอย่างเหมยที่นั่งข้างๆ ชะโงกหน้าเข้ามามองหน้าจอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"แหม... ยิ้มแก้มจะแตกอยู่แล้วนะยะพ่อคุณ นั่งจ้องมือถือมากี่รอบแล้วเนี่ย" เหมยแซวพลางใช้ศอกสะกิดเบาๆ "พี่พายเขามารับอีกแล้วสิ แกนี่นะ ปากบอกว่าไม่ชอบเขา แต่เวลาเขาเปย์ข้าวเปย์น้ำนี่วิ่งเข้าหาตลอด"
"ใครวิ่งเข้าหาแก! ฉันแค่... ฉันแค่คิดว่าจะปฏิเสธยังไงดีต่างหากเล่า" ผมรีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงแล้วหันไปค้อนใส่เพื่อนสนิทวงใหญ่
"ปฏิเสธเหรอ? เอาจริงดิ?" เสียงทุ้มกวนประสาทของใครอีกคนที่ไม่ได้นัดหมายดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังโต๊ะเลคเชอร์ ทำให้พวกผมสองคนต้องสะดุ้งสุดตัว
พายยืนกอดอกพิงพนักเก้าอี้แถวหลังด้วยท่าทางสบายๆ เสื้อเชิ้ตนักศึกษาพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงและนาฬิกาเรือนหรู ดวงตาคมกริบพราวระยับมองตรงมาที่ผมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำเอาคนทั้งแถวหันมามองเป็นตาเดียว
"พี่... พี่พาย! เข้ามาในนี้ได้ยังไงเนี่ย นี่มันห้องเรียนปีหนึ่งนะ!" ผมอุทานลั่น ดีที่อาจารย์ผู้บรรยายกำลังหันหลังเขียนกระดาน ไม่อย่างนั้นคงโดนดึงหูข้อหาเสียงดังแน่ๆ
"ก็เดินเข้ามาสิครับ ขาไม่ได้พิการสักหน่อย" พายยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้แล้วถือวิสาสะคว้ากระเป๋าเป้บนโต๊ะผมขึ้นมาสะพายไว้บนบ่าตัวเองหน้าตาเฉย "ลุกขึ้นได้แล้วครับตัวเล็ก หมูกะทะหรือชาบูกลดี หิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย"
"ใครอนุญาตให้มาหยิบกระเป๋าผมเล่า! เอาคืนมานะ!" ผมโวยวายเบาๆ พยายามจะแย่งกระเป๋าคืนแต่ก็คว้าได้แต่ความว่างเปล่าเพราะคนตัวสูงกว่าชูขึ้นเหนือหัวแถมยังหัวเราะร่าอย่างชอบใจ
"ถ้าอยากได้คืน ต้องเดินตามมาเอาเองนะ... หรือจะให้พี่อุ้มลงไปข้างล่างดีล่ะครับ เลือกเอา?"
เหมยที่นั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ข้างๆ ส่งเสียงเชียร์เบาๆ พร้อมกับทำมือเป็นรูปหัวใจส่งให้พายอย่างรู้กัน ส่วนผมได้แต่เม้มปากแน่น หน้าแดงก่ำด้วยความเคืองปนเขินจนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ต้องจำใจลุกขึ้นเดินตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำลิ่วออกไปจากห้องเรียนอย่างจำยอม
ระหว่างทางเดินไปที่ลานจอดรถ ลมเย็นๆ ช่วงเย็นพัดปะทะใบหน้าเบาๆ เสียงพูดคุยรอบตัวจอแจแต่ผมกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับฝีเท้าของคนที่เดินอยู่ข้างๆ
"วันนี้เป็นเด็กดีจังนะ ไม่เห็นบ่นสักคำ" พายเปิดประตูรถยนต์ฝั่งข้างคนขับให้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างกันหัวผมไม่ให้ชนขอบประตูโดยธรรมชาติ—ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละ ที่ต่อให้ผมพยายามใจแข็งแค่ไหน ก็มักจะพังทลายลงทุกที
"ใครเป็นเด็กดีของพี่กัน... เพ้อเจ้ออีกแล้วนะ" ผมบ่นอุบอิบขณะหย่อนตัวลงนั่งคาดเข็มขัดนิรภัย พลางเบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอระบายออกมาบนใบหน้า
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารริมน้ำ บรรยากาศในรถเงียบสงบแต่ไม่ได้อึดอัด มีเพียงเสียงเพลงคลอเบาๆ จากวิทยุ กับสายตาของคนขับที่เหลือบมองผมเป็นระยะด้วยความเอ็นดู
"กินอะไรดีครับวันนี้?" พายเอ่ยถามเสียงนุ่มขณะจอดรถติดไฟแดง พร้อมกับเอื้อมมือมาขยี้ผมผมเบาๆ จนยุ่งเหยิง
"อะไรก็ได้... ที่ไม่ใช่ของหวาน เพราะผมไม่อยากอ้วนเหมือนพี่" ผมหันไปลอยหน้าลอยตาใส่
"ปากเก่งขึ้นทุกวันนะเรา..." พายหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบช้อนมองผมด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้ผมต้องรีบหลบสายตา "ระวังเถอะ... ปากแบบนี้ เดี๋ยวจะโดนดีไม่รู้ตัวนะ"
คำขู่กึ่งหยอกเย้าทำให้ผมนิ่งเงียบไป หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ มือเล็กประสานกันแน่นบนตักพยายามควบคุมสติไม่ให้แสดงอาการพิรุธออกมามากกว่านี้
หลังมื้ออาหารผ่านพ้นไปอย่างไร้ความวุ่นวาย พายก็ขับรถมาส่งผมที่หน้าหอพักตามเดิม นาฬิกาบอกเวลาเกือบสามทุ่ม แสงไฟสลัวจากเสาไฟริมถนนส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ยิ่งขับเน้นให้โครงหน้าคมคายนั้นดูโดดเด่นและชวนมองจนละสายตาไม่ได้
"ถึงห้องแล้ว อย่าลืมกินยานอนหลับล่ะ... หมายถึงนมอุ่นๆ นะครับ ไม่ใช่ยา" พายแซิวก่อนจะลงมาเปิดประตูรถให้ผมเหมือนสุภาพบุรุษ
"รู้แล้วน่า... ขอบคุณสำหรับข้าวครับ" ผมพึมพำเบาๆ เตรียมจะหันหลังเดินเข้าตึก แต่เสียงทุ้มก็รั้งไว้เสียก่อน
"ต้นข้าว..."
"หะ... อะไรอีกเล่า?" ผมหันกลับไปทำหน้ามุ่ยใส่
พายก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นไอฟรุ๊ตตี้อ่อนๆ ลอยแตะจมูกจนผมต้องกลั้นหายใจ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม นิ่งนาน... จนเหมือนเวลาหยุดเดิน
"ที่พี่ทำทั้งหมดนี่... ไม่ได้แปลว่าว่างนะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ใกล้แค่ใบหู จนขนลุกเกรียวไปทั้งตัว "แต่เพราะว่าพี่ชอบ... และตั้งใจจะจีบเด็กแถวนี้จริงๆ ต่างหากล่ะ"
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือมาดีดหน้าผากผมเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะยิ้มกริ่มแล้วเดินกลับขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมยืนแข็งทื่ออยู่หน้าหอพักราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกเลยสักนิดเดียว
ผมรีบวิ่งขึ้นห้องด้วยความเขินอาย เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้ากับเตียงนอนนุ่ม เอาหมอนใบใหญ่มาปิดหน้าตัวเองพร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดอัดหมอนด้วยความคลั่ง
*ไอ้บ้าเอ้ย... คนอะไรจะอันตรายต่อหัวใจขนาดนี้!*
ด้วยความรุกลี้รุกลนและอยากจะระบายความรู้สึกพลุ่งพล่านนี้ให้ใครสักคนฟัง นิ้วเรียวรีบกดเข้าแอปพลิเคชันแชตสีเขียว พิมพ์ข้อความหายาวเหยียดด้วยความรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งสติ
*(21:15) Tonkhao: พี่พายนี่มันบ้าที่สุดเลย! ใครบอกให้มาหยอดอะไรแบบนี้เล่า! รู้ตัวไหมว่าทำคนอื่นใจสั่นจนจะตายอยู่แล้วเนี่ย! ฮืออออ คนบ้า คนฉวยโอกาส คนใจร้ายที่สุดในโลกเลย!*
พิมพ์เสร็จก็กดส่งไปโครมใหญ่โดยไม่ทันได้มองว่า...
*ห้องแชตที่ส่งไป... ไม่ใช่ห้องแชตของเพื่อนสนิทอย่าง "เหมย"...*
*(Read 21:15)*
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นตัวหนังสือสีเขียวขึ้นคำว่า **"Read"** ทันทีที่ข้อความถูกส่งออกไป และชื่อผู้รับบนหน้าจอ... คือ **"P'Pai"** ตัวจริงเสียงจริง!
นิ้วสั่นระริกพยายามจะกดยกเลิกข้อความ แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อหน้าจอโทรศัพท์ปรากฏสัญลักษณ์กำลังพิมพ์ข้อความตอบกลับมาจากอีกฝ่ายทันที...
*(21:16) P'Pai: อ่านแล้วนะ... ตกลงว่าใจสั่นเพราะชอบพี่เหมือนกันใช่ไหมครับ? เด็กดื้อ*
_________________________________
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาอมยิ้มและใจเต้นแรงไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ*
พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม)•ตอนที่ 12
ซื้อข้าวให้ ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พี่ข้างห้องครับ... เลิกกวนประสาท (จะได้ไหม) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!