แฟ้มเอกสารสีแดงฉานบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งส่งเสียง "ปัง" สะท้อนก้องห้องประชุมเงียบเชียบ วินไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาทำเพียงแค่วางมือทับสันแฟ้ม เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตากวาดมองรินทร์และฟ้าครามสลับไปมาเหมือนผู้ชนะที่กำลังยืนดูแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
"โจทย์ใหม่... สนามปิดตาย... และเวลาแค่เจ็ดวัน" ฟ้าครามทวนคำพูดนั้น เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธดังขึ้น เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาคมกริบราวกับใบมีดโกนจ้องเขม็งไปที่วิน "นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมีสิทธิ์มาเปลี่ยนกติกาการประเมินของภาควิชาตามอำเภอใจแบบนี้?"
วินหัวเราะในลำคอ ดวงตาพราวระยับด้วยความมั่นใจที่ล้นปรี่จนน่าหมั่นไส้ "ผมไม่ใช่ใครหรอกครับคุณฟ้าคราม... แต่บังเอิญว่าโปรเจกต์หุ่นยนต์กู้ภัยที่ทีมผมส่งประกวด มันดันใช้ทุนวิจัยจากบริษัทในเครือที่ครอบครัวผมถือหุ้นใหญ่อยู่ครึ่งหนึ่ง พวกท่านก็เลยอยากเห็นอะไรที่มัน... 'ท้าทาย' มากกว่างานโปรเจกต์เด็กเล่นจบๆ ไปสักหน่อย" เขาลากเสียงยาวอย่างจงใจ ก่อนจะกวาดสายตาคมปลาบมาทางรินทร์ที่ยืนกอดอกนิ่งสนิทอยู่ข้างๆ "หวังว่ากัปตันทีมบาสคนเก่ง จะเก่งเรื่องคำนวณวงจรอิเล็กทรอนิกส์เหมือนตอนวิ่งแย่งลูกบาสบนคอร์ทนะครับ"
รินทร์ไม่สะทกสะท้าน ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาสนเท่ห์คมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาที่เพิ่งสวมขึ้นมา เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้วิน ช้าๆ แต่มั่นคง จนกระทั่งระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเหลือเพียงแค่คืบ แรงกดดันจากส่วนสูงและออร่าที่แผ่ออกมาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของวินเริ่มกระตุกเล็กน้อย
"ถ้าคิดว่าการใช้เงินซื้อกติกาจะทำให้พวกนายชนะสนามนี้ได้... นายคงประเมินสมองของวิศวะปีสามคนนี้ต่ำเกินไปแล้วล่ะวิน" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสงบ แต่ทรงพลังจนทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที "หยิบแฟ้มงี่เง่าของนายออกไปจากโต๊ะนี้ซะ แล้วเตรียมตัวแพ้แบบหมดรูปได้เลย"
วินกัดฟันกรอด ดวงตาฉายแววเคียดแค้นขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปพร้อมเสียงปิดประตูกระแทกดังสนั่น
ปัง!
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ฟ้าครามทิ้งตัวลงนั่งกระแทกเก้าอี้ด้วยความหัวเสีย มือเรียวบางเสยผมปรกหน้าผากอย่างหงุดหงิด "ให้ตายเถอะ! แบบนี้มันโกงกันชัดๆ โครงสร้างแขนกลที่เราออกแบบไว้สามสัปดาห์จะต้องรื้อทำใหม่หมดภายในเจ็ดวันเนี่ยนะ!"
รินทร์มองท่าทีหัวฟัดหัวเหวี่ยงของหญิงสาว แววตาที่เคยเย็นชากลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว เขาดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงฝั่งตรงข้าม มือหนาเอื้อมไปเปิดแฟ้มสีแดงในมือเพื่อพลิกดูรายละเอียดโจทย์ใหม่ที่ถูกยัดเยียดเข้ามา "ไม่ต้องรื้อทั้งหมดหรอกครับ... แค่เปลี่ยนตัวประมวลผลจากบอร์ดเก่ามาเป็นไมโครคอนโทรลเลอร์เจเนอเรชันใหม่ที่ผมเพิ่งสั่งนำเข้ามาระบบทดสอบ นายวินถึงได้อยากได้ไฟล์ต้นแบบของเราไปนัก เพราะมันคำนวณแรงบิดได้ดีกว่าของทีมมันตั้งสามเท่า"
ฟ้าครามชะงัก เงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยแววตาประหลาดใจ "นาย... รู้เรื่องบอร์ดประมวลผลตัวนี้ด้วยเหรอ? นึกว่านายเก่งแต่จับลูกบาสซะอีก"
"ผมเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์นะครับคุณฟ้าคราม ไม่ใช่นักกีฬาอาชีพที่จะจับแต่ลูกบาสตลอดเวลา" รินทร์ตอบกลับด้วยมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มบางเบาที่นานๆ ครั้งเธอถึงจะได้เห็น "เลิกบ่นแล้วเปิดหน้าจอขึ้นมาครับ เรามีเวลาอีกแค่เจ็ดวัน และผมไม่อยากแพ้ไอ้วินในสนามวิศวกรรม เหมือนที่มันเคยแพ้ผมในสนามบาสหรอกนะ"
คำพูดนั้นทำให้ฟ้าครามแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ความเครียดที่สุมอกอยู่ก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง "ก็ได้... งั้นคืนนี้เราลุยกันต่อยาวๆ ฉันจะไม่ออมมือให้กัปตันทีมบาสเด็ดขาด"
---
เวลาล่วงเลยไปจนล่วงเข้าสู่ช่วงดึกสงัด บรรยากาศภายในอาคารปฏิบัติการภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและหุ่นยนต์เงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงกิ๊กกั๊กของพัดลมระบายความร้อนจากคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ที่ยังคงทำงานแข่งกับเวลา
รินทร์ที่ตั้งใจจะเดินกลับมาหยิบสมุดโน้ตลืมไว้ในห้องแล็บ ชะฝีเท้าลงเมื่อสังเกตเห็นแสงไฟสลัวลอดออกมาจากช่องประตูกระจกฝ้าของห้องประกอบหุ่นยนต์ชั้นสาม
คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย ในเวลานี้ตีสองกว่าแล้ว ไม่ควรจะมีใครอยู่ข้างใน นอกจากภารโรงที่เดินตรวจตึก เขาก้าวเข้าไปใกล้ประตูอย่างเงียบเชียบ ปลายนายผลักบานประตูกระจกที่แง้มไว้เล็กน้อยออกช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวน
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้รินทร์ต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที
ฟ้าครามนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมยางสีเทา กลางกองชิ้นส่วนอลูมิเนียม สายไฟระโยงระยาง และประแจหลากขนาด เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวตัวโคร่งถูกพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดเปื้อนคราบน้ำมันเครื่องจางๆ ที่ข้างแก้มใส เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่เคยรวบไว้เรียบร้อย ตอนนี้หลุดลุ่ยตกลงมาเคลีกรอบหน้าหวานที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อประกายระยับ
เธอกำลังก้มหน้าก้มตาใช้หัวแร้งบัดกรีแผงวงจรขนาดจิ๋วด้วยสมาธิที่แน่วแน่ ปากเรียวเม้มเข้าหากันแน่นอย่างใช้ความคิด มือข้างหนึ่งถือแหนบหนีบสายไฟเส้นเล็กจิ๋วเท่าเส้นผม ขณะที่มืออีกข้างคอยควบคุมความร้อนไม่ให้แผงไอซีเสียหาย ท่าทางจริงจังและมุ่งมั่นนั้นมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดสายตาจนละไปไม่ได้
รินทร์ยืนพิงกรอบประตู กอดอกมองภาพนั้นเงียบๆ ความรู้สึกขุ่นเคืองและรำคาญใจที่เคยมีต่อหญิงสาวในช่วงแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง ความดื้อรั้น ไม่ยอมคน และความทุ่มเทอย่างสุดกำลังจนไม่ห่วงสุขภาพของตัวเองแบบนี้... มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... น่ามองชะมัด
"ถ้าทำหน้าบูดแบบนั้นใส่แผงวงจร อีกสบรอบมันก็ไม่ติดหรอกครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นกะทันหันท่ามกลางความเงียบ ทำให้ฟ้าครามสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือหัวแร้งสะบัดวูบจนเกือบพลาดจี้โดนนิ้วตัวเอง เธอนิ่วหน้าหันขวับมามองต้นตอของเสียงทันทีด้วยความตกใจ
"รินทร์! นาย... นายเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย!?" ฟ้าครามร้องเสียงหลง ใบหน้าหวานแดงก่ำขึ้นมาด้วยความตกใจและเหนื่อยล้า เธอรีบวางหัวแร้งลงแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อบนหน้าผากลวกๆ จนคราบน้ำมันเครื่องเลอะเปื้อนแก้มหนักกว่าเดิม "แล้วทำไมไม่ให้สัญญาณ เดินเข้ามาเงียบๆ เป็นผีหรือไง!"
รินทร์อมยิ้มบางๆ เดินสาวเท้าเข้ามาใกล้กองชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ร่างสูงโปร่งย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธออย่างไม่ถือตัว มือหนายื่นออกไปคว้ากระดาษทิชชลี่เปียกที่วางอยู่ข้างกล่องเครื่องมือมาถือไว้โดยไม่รอให้เธออนุญาต
"ผมไม่ได้เป็นผีครับ แต่ถ้าคุณยังนั่งหลังขดหลังแข็งบัดกรีวงจรตอนตีสองครึ่งแบบนี้ อีกสัปดาห์เดียวเราได้หามคุณส่งโรงพยาบาลก่อนจะได้แข่งแน่ๆ" รินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆ แต่แฝงความห่วงใยที่อบอุ่นจนคนฟังใจกระตุก
ฟ้าครามชะงักค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมสะอาดเจือจางจากตัวเขาลอยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นฉุนของกาวบัดกรี รินทร์เอื้อมมือขึ้นมา... ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดสัมผัสเบาๆ ที่ข้างแก้มเนียนของเธออย่างทะนุถนอม บรรจงเช็ดคราบเขม่าสีดำออกให้อย่างเบามือที่สุด
ดวงตากลมโตของฟ้าครามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมในอกเต้นรำกระหน่ำรัวราวดรัมมิ่งในคอนเสิร์ต ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าจนเธอต้องกลั้นหายใจ สมองขาวโพลนคิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว รินทร์ใกล้ชิดเกินไป ใกล้จนเกินกว่ามาตรฐานของคำว่า 'เพื่อนร่วมโปรเจกต์'
รินทร์เองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อสบเข้ากับดวงตาสุกใสที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ในนั้น ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้เขาได้กลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวจากเรือนAก. และความนุ่มนวลของผิวแก้มที่ปลายนิ้วกำลังสัมผัสอยู่ จังหวะการเต้นของหัวใจใต้หน้าอกด้านซ้ายกระกระแทกแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกก้นบึ้งหัวใจกำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาทักทาย
ชายหนุ่มชักมือกลับช้าๆ อย่างเสียดาย ใบหน้าคมคายยังคงรักษาระดับความนิ่งสงบไว้ได้ แต่วูบหนึ่งในแววตากลับไหววูบด้วยความหวั่นไหวที่ปิดไม่มิด
"กลับห้องไปนอนได้แล้วครับคุณฟ้าคราม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยต่อ" รินทร์เอ่ยเสียงพร่าเบาลงกว่าปกติ ดวงตาคมกริบยังคงจ้องลึกลงไปในดวงตาของหญิงสาวราวกับต้องการจะค้นหาคำตอบบางอย่าง "ส่วนตรงนี้... เดี๋ยวผมจัดการต่อให้เอง"
ฟ้าครามเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอกำลังจะอ้าปากปฏิเสธและบอกว่าเธอทำเองได้ แต่ทว่า...
กริ๊ก!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องปฏิบัติการ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง
"ใครยังอยู่ในห้องแล็บดึกดื่นแบบนี้ครับ? อาจารย์ภาควิชาฝากมาตรวจความเรียบร้อย..."
เสียงทุ้มต่ำและคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากหน้าประตู ทำให้รินทร์และฟ้าครามต้องหันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงของชายหนุ่มอีกคนก้าวพ้นขอบประตูกระเข้ามาในแสงไฟสลัว ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววตาท้าทายคู่นั้นกวาดมองทั้งสองคนที่นั่งใกล้ชิดกันบนพื้นห้อง
รินทร์หรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้มาใหม่คือใคร...
ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุน "สแลมดังก์สื่อรัก" เสมอมานะครับ!
พอยต์การ์ดตัวแสบกับแผนลับฉบับตัวตึงคณะวิศวะ•ตอนที่ 3
กลิ่นเหงื่อและรอยยิ้มเยาะ
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พอยต์การ์ดตัวแสบกับแผนลับฉบับตัวตึงคณะวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!