"ถ้าคุณรวิศยังยืนถือตะหลิวทำหน้ายักษ์ใส่วิญญาณหมูสับแบบนั้นอีกสามวินาที ฉันจะเปลี่ยนเมนูจาก 'กะเพราหมูสับ' เป็น 'ต้มยำหัวบาลี' แทนนะครับ!"
เสียงประกาศิตของมินตราดังลั่นทะลุห้องครัวแคบๆ ของร้านอาหารตามสั่งป้าณี ท่ามกลางควันโขมงจากการผัดพริกกระเทียมที่ฉุนจนลูกค้าแถวโต๊ะริมถนนถึงกับไอค็อกแค็ก แต่แทนที่บรรยากาศจะตึงเครียด รวิศกลับตวัดกระทะส่งเสียง *เช้งวับ* รับจังหวะราวกับเชฟกระทะเหล็กมือฉมัง พร้อมกับหันมาเลิกคิ้วใส่คู่หมั้นสาวด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่ทำเอาเส้นเลือดข้างขมับของเธอเต้นตุบๆ
"โถ คุณมินตราครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับแม่นางพญา หูฉลามน้ำแดงที่ไหนจะอร่อยเท่ากะเพราฝีมืออดีตซีอีโอหมื่นล้านอย่างผมเล่า ว่าแต่... ที่คุณบอกว่าถึงเวลาทวงสมบัติคืนเมื่อกี้ หมายความว่าเงินในระบบช็อตฟีลขยี้ใจของผมมันปลดล็อกยอดหมื่นล้านแล้วใช่ไหมครับเนี่ย?" รวิศกระซิบบิดตัวไปมาด้วยท่าทางยียวน ขณะยื่นจานกะเพราหมูสับโปะไข่ดาวเยิ้มๆ ให้ลูกค้ารายหนึ่งที่นั่งรออยู่
มินตราถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอใช้ผ้ากันเปื้อนสะบัดไล่ควันออกจากหน้า ก่อนจะคว้าสมาร์ทโฟนขึ้นมาเคาะหน้าจอโชว์ให้รวิศเห็นตัวเลขยอดเงินในบัญชีลับที่พุ่งทะยานจนตาแตก
"ดูเอาเองเถอะครับท่านประธาน... ระบบภารกิจ 'กู้ซากตระกูล' เลเวลแรกสำเร็จลุล่วง บัญชีสำรองถูกปลดล็อกมาสามร้อยล้านบาทถ้วน และถ้าคุณยังมัวแต่ลีลาหยอดมุกแป้กใส่ลูกค้าโต๊ะเจ็ดเมื่อกี้ ผมเกรงว่าเราจะได้ไปนอนในคุกข้อหาอนาจารด้วยสายตาแทนที่จะได้ไปทวงบริษัทคืนนะครับ"
คำพูดจิกกัดที่แฝงไปด้วยความห่วงใยและรอยยิ้มมุมปากของมินตรา เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากลูกค้าประจำกลุ่มใหญ่ที่นั่งล้อมวงกินข้าวอยู่หน้าร้านทันที
"ฮ่าๆๆๆ! เอาอีกแล้วน้องมินตรา ด่าแบบนี้ทีไรผัวรักผัวหลงทุกทีสิน่า!" ลุงนพ ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ปากซอยตบโต๊ะฉาดใหญ่ด้วยความชอบใจ "ไอ้รวิศ แกนี่มันบุญพาสวาสดิ์ส่งจริงๆ มีเมียทั้งสวยทั้งโหดแถมปากแจ๋วเป็นอาวุธประจำกายแบบนี้ ไม่ต้องใช้ระบบรวยอะไรนั่นหรอก มาเปิดร้านตามสั่งแข่งกับข้างบ้านยังรวยเร็วกว่าเลยเว้ย!"
รวิศวางทัพพีลง เค้าหัวเราะร่าอย่างไม่ถือสาพลางเดินเช็ดมือเดินออกมาทักทายลูกค้า "ลุงนพครับ พูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็ถอนหุ้นร้านนี้หรอกครับ... ว่าแต่ที่บอกว่าผมมีบุญเนี่ย จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะถ้าไม่ได้คุณมินตราคอยเอาน้ำเย็นเข้าลูบ (เอ๊ย! เอาน้ำร้อนราดหัวเวลาผมขี้เกียจ) ป่านนี้ผมคงไปนอนเกาพุงเป็นขอทานอยู่ใต้สะพานลอยแล้วล่ะครับ"
บรรยากาศในร้านเล็กๆ อัดแน่นไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง ความผ่อนคลายและความเป็นกันเองทำให้ลูกค้าขาจรและขาประจำต่างพากันอมยิ้ม ความขัดแย้งระหว่างอดีตมหาเศรษฐีผู้ตกอับกับคู่หมั้นสาวสุดโหดกลายเป็นสีสันความบันเทิงประจำย่านที่ใครผ่านมาก็ต้องแวะดูเสมือนเป็นโชว์สดหลังมื้ออาหาร
ทว่า ในขณะที่เสียงหัวเราะกำลังสนุกสนานครื้นเครง ร่างสูงทึนทึกของชายแปลกหน้าในชุดสูทสีเทาราคาแพงสลับกับแว่นตากันแดดสีเข้มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าร้าน บรรยากาศรอบตัวของชายคนนั้นแผ่รังสีความเย่อหยิ่งและคุกคามออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนลูกค้ารอบข้างเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ
"หึ... นึกว่าหนีหัวซุกหัวซุนไปมุดอยู่ที่ไหน ที่แท้ก็มาเป็นลูกไล่คอยเสิร์ฟข้าวคลุกน้ำปลาอยู่ข้างถนนนี่เองสินะ... รวิศ"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับที่ชายคนนั้นถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวคมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม 'กิตติ' อดีตรองประธานบริษัทคู่แข่งที่เคยร่วมมือกับตระกูลใหญ่ฮุบกิจการของรวิศมาไว้ในมือ
รวิศหรี่ตามองอีกฝ่าย รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าเลือนหายไปชั่วพริบตา แทนที่ด้วยความนิ่งสงบเยือกเย็นที่ทำเอามินตราที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิรอบตัวที่ลดฮวบลง เธอก้าวเท้าขึ้นมาบังหน้าคู่หมั้นไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหม่ด้วยแววตาดุดันราวกับแม่เสือพร้อมขย้ำเหยื่อ
"อ้าว นึกว่าใคร... หมาตัวโปรดที่เคยเลียรองเท้าผมสมัยประชุมบอร์ดนี่เอง" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บรรยากาศในร้านเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น "ลมอะไรหอบแกมาถึงร้านตามสั่งข้างถนนแบบนี้ล่ะครับ หรือว่าเศษอาหารที่บริษัทเก่าผมไม่พอให้แกแทะ ถึงต้องมาขอส่วนบุญแถวนี้?"
กิตติหน้าตึงขึ้นมาทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธ "ปากดีไอ้รวิศ! แกคิดว่าตัวเองยังเป็นประธานใหญ่อยู่หรือไง? หนี้สินท่วมหัว บริษัทก็โดนยึด แกมันก็แค่ไอ้ขยะสังคมที่รอวันล้มละลาย วันนี้ฉันมาที่นี่เพื่อจะเอาเอกสารเซ็นสละสิทธิ์หุ้นลมๆ แล้งๆ ของแกครั้งสุดท้าย ถ้าไม่อยากเจ็บตัวมากกว่านี้ ก็รีบเซ็นซะ!"
กิตติโยนแฟ้มเอกสารกระแทกโต๊ะอาหารจนน้ำซุปกระเด็นเลอะพื้น รวิศก้มมองแฟ้มนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคู่หมั้นสาวที่ยืนอยู่เคียงข้าง มินตราส่งยิ้มเย็นเยียบให้เขา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยความพร้อมที่จะลุยแหลกไปข้างหนึ่ง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบในหัวของรวิศก็ดังขึ้น *ติ๊ง!*
[ตรวจพบเป้าหมายคุกคามระดับต่ำ: กิตติ]
[เงื่อนไขภารกิจ: ตบหน้าความเย่อหยิ่งของมันด้วยพลังแห่งความรวย]
[รางวัล: ปลดล็อกบัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัด และสิทธิ์ครอบครองตึกบัญชาการหลักทันที!]
รวิศมุมปากกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือราคาถูกในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองกิตติด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา
"เซ็นสลับสิทธิ์งั้นเหรอครับ..." รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ "เกรงว่ากระดาษแผ่นนี้ของแก มันคงไม่มีค่าพอให้ฉันเอาปากกาหมึกซึมราคาแพงมาจรดปลายเซ็นหรอกนะ... เพราะว่า..."
รวิศยื่นมือไปหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิทที่เพิ่งปรากฏขึ้นในกระเป๋าเสื้อของเขาขึ้นมาถือไว้ ประกายแวววาวสะท้อนแสงไฟนีออนในร้านอย่างเย้ายวนใจ ก่อนจะโยนมันลงไปบนโต๊ะตรงหน้ากิตติด้วยท่าทีสบายๆ
"...บัตรวงเงินไม่จำกัดใบนี้ของฉัน มันเพิ่งซื้อตึกสำนักงานใหญ่ที่แกนั่งทำงานอยู่เมื่อห้านาทีก่อน... และตอนนี้ ในฐานะเจ้าของใหม่คนใหม่..."
รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายแผ่ออร่าความกดดันอันทรงพลังจนกิตติถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"...เชิญไสหัวออกไปจากร้านของเมียผม ก่อนที่ผมจะสั่งให้ รปภ. หิ้วปีกแกโยนลงถังขยะ!"
กิตติหน้าซีดเผือก มือสั่นเทาหยิบzบัตรสีดำบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา ขณะที่มินตราส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างสะใจ พร้อมกับเอื้อมมือไปตบไหล่รวิศเบาๆ สองที
"ทำดีมากครับคุณสามี... งั้นเดี๋ยวตาฉันคิดบัญชีค่าเสียเวลาที่มันทำให้ลูกค้าตกใจเองนะครับ"
— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความป스บความสะใจในทุกๆ ตอนนะครับ! —
เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ•ตอนที่ 8
คำด่าที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!