เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ•ตอนที่ 3

เจอหน้าแฟนเก่าที่โหดกว่าเดิม

ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
"สลิปยอดเงินห้าแสนบาทถ้วน... รวิศ! นี่แกไปปล้นธนาคารที่ไหนมาวะ!" เสียงคำรามของกิตติที่ดังลั่นร้านอาหารตามสั่งขนาด S-Size ทำเอาลูกค้าโต๊ะข้างๆ ถึงกับสำลักน้ำแกงจืด ร่างท้วมของอดีตผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อสั่นเทานั่งพับเพียบลงไปกองกับพื้นในสภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งเมื่อครู่ตอนนี้ซีดเผือกไร้สีเลือด ดวงตาเบิกโพงจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า มือสั่นเทาที่พยายามจะคว้ากระดาษสลิปใบนั้นถูกรองเท้าผ้าใบของผมเหยียบย้ำลงไปเบาๆ เพื่อตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย ผม—รวิศ อดีต CEO หมื่นล้านที่ตอนนี้อยู่ในคราบหนุ่มตกอับ สอดมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์ขาดๆ ยักคิ้วให้กิตติด้วยรอยยิ้มมุมปากแบบที่คนโบราณเขาเรียกว่า "กวนประสาทขั้นสุด" "ปล้นเหรอครับคุณกิตติ? พูดจาให้เกียรติระบบ AI ในหัวผมหน่อยนะ เงินจำนวนนี้มันเศษเงินในซอกเล็บของผมต่างหาก... จริงไหมครับระบบ?" [ติ๊ง! ตรวจพบความกร่างระดับ S-Plus ระบบขอปรบมือให้ความหน้ามึนของท่านเจ้าของร่างครับ!] เสียงแจ้งเตือนจากระบบช็อตฟีลขยี้ใจดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ทำเอาผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะตัดได้ด้วยมีด แต่ทว่า ความสุขจากการได้เหยียบย่ำคนชั่วมันอยู่ได้ไม่ถึงสามวินาที... เพี๊ยะ! เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับไหล่ของผมอย่างจัง แรงปะทะนั้นหนักหน่วงเสียจนร่างท้วมๆ ของผมเซถลาไปสองก้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะนาวและใบกะเพราที่คุ้นเคยลอยปะทะจมูก ก่อนที่เสียงหวานทรงพลังจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนกระดูกสันหลังของผมเสียววาบ "รวิศ! นายกล้ามากนะ..." ผมสะดุ้งโหยง รีบหันกลับไปมองทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือ "มินตรา" คู่หมั้นสาวของผมเอง เธอยืนเท้าสะเอวด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาที่ผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพูอ่อนลายหมีพูห์ไม่ได้ช่วยลดความน่ากลัวลงเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เธอดูลุคเหมือน "แม่เสือสาวแห่งย่านการค้า" ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อชิ้นโตอย่างผมให้แหลقคามือ "มะ... มินตราจ๋า ใจเย็นก่อนนะครับ ฟังผมอธิบายก่อน..." ผมถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ ยกมือขึ้นยอมจำนนระดับอก "อธิบายอะไรยะ!" มินตราก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวยาวจิ้มเข้าที่หน้าผากของผมแรงๆ จนหน้าหงาย "นายหายหัวไปสามเดือนเต็มๆ ทิ้งให้ฉันต้องมารับหน้ากับเจ้าหนี้หน้าเลือดพวกนี้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าตึก แถมยังต้องผ่อนเครื่องครัวอีก! แล้วนี่อะไร? จู่ๆ โผล่มาพร้อมกับสลิปบัตรเครดิตวงเงินมหาศาล นายไปทำอะไรมา! ไปขายไตมาเหรอ หรือว่าไปค้ายาโบ๋เบ๋ที่ไหนห๊ะ!" น้ำเสียงของเธอนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ถ้ามองลึกลงไปในดวงตาสูงส่งคู่นั้น ผมกลับเห็นประกายความห่วงใยและคราบน้ำตาที่ถูกกลั้นเอาไว้แทบจะไม่ไหว หัวใจของผมกระตุกวูบ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่บริษัทของผมล้มละลายและถูกเตะโด่งออกมาอย่างไร้เยื่อใย มีเพียงผู้หญิงคนนี้คนเดียวที่ไม่ได้หนีหายไปไหน เธอยังคงก้มหน้าก้มตาผัดกะเพราขายหามรุ่งหามค่ำเพื่อประทังชีวิตเราสองคน ในขณะที่ผมเอาแต่นั่งซึมเศร้าจมอยู่กับกองขยะ (ก่อนที่ระบบจะมา) ผมรู้สึกผิดจนแทบอยากจะเอาหัวโขกเสาโต๊ะกินข้าวในร้าน "ผมไม่ได้ขายไตครับคุณว่าที่ภรรยา..." ผมพยายามปรับเสียงให้อ่อนโยนที่สุด ส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ "ผมแค่ออกไป... ไปเริ่มต้นใหม่มาครับ" "เริ่มต้นใหม่?" มินตราแค่นAเสียงหัวเราะในลำคอ สีหน้าของเธอบ่งบอกชัดเจนว่า *'นายคิดว่าฉันโง่มากใช่ไหม'* "เริ่มต้นใหม่ด้วยการมีเงินห้าแสนมาสะบัดใส่หน้าไอ้กิตติเนี่ยนะ? นายเห็นฉันเป็นเด็กอมมือหรือไงรวิศ! บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ นายจะได้นอนนอกร้านพร้อมกับเจ้าก้อนขยะพวกนั้นแน่!" พูดจบ เธอก็ชี้ไปที่ถังขยะสีดำใบใหญ่หน้าร้าน ในจังหวะนั้นเอง กิตติที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นพยายามจะคลานเข่าหนีออกไปเงียบๆ เพราะคิดว่าไม่มีใครสนใจเขาแล้ว แต่มีหรือที่สายตาของมินตราจะพลาดเป้าหมาย "ส่วนแก! ไอ้กิตติ!" เสียงหวีดแหลมของมินตราหันขวับไปเล่นงานเป้าหมายเก่าทันที "อย่าเพิ่งรีบคลานไปไหน! เรื่องที่แกมาข่มขู่จะยึดร้านฉันเมื่อกี้ยังเคลียร์ไม่จบ! ไหนล่ะ เอกสารสัญญาที่แกบอกว่าฉันค้างชำระ เอาออกมาเดี๋ยวนี้!" กิตติหน้าซีดเผือกยิ่งกว่าเดิม ละล่ำละลักปฏิเสธเสียงสั่น "มะ... ไม่เอาแล้วครับพี่มินตรา ผมยกหนี้ให้หมดเลยครับ! ถือว่าผมทำบุญทาน (...) ไม่สิ ถือว่าผมกราบขอร้อง! ปล่อยผมไปเถอะครับ!" กิตติสะบัดตัวลุกขึ้นวิ่งแจ้นออกจากร้านไปอย่างไม่คิดชีวิต รองเท้าแตะหลุดทิ้งไว้ข้างหนึ่งท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของชาวบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่หน้าร้าน ผมแอบอมยิ้ม สมน้ำหน้าระดับสิบ... คิดจะมาลองดีกับมาเฟียตลาดสดอย่างมินตรา ถือว่าตาแก่กิตตินั่นยังเรียนมาน้อยเกินไป ทว่า ความโล่งใจยังไม่ทันได้เดินทางมาถึงปอด มินตราก็หันขวับกลับมาจ้องเขม็งที่ผมอีกครั้ง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอราวกับแผ่รังสีอำมหิต "ส่วนนาย... รวิศ" เธอกอดอก จ้องมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาจับผิด "ตามฉันมาหลังร้าน เดี๋ยวนี้!" ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษประหารที่กำลังเดินไปสู่ลานประหารยังไงยังงั้น แต่ในขณะเดียวกัน มุมปากของผมก็แอบยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ นี่แหละครับ... ชีวิตจริงของอดีตเศรษฐีหมื่นล้านที่ต่อให้มีระบบเงินล้านหนุนหลัง ก็ยังต้องสยบให้กับ "อำนาจมืด" ในบ้านอยู่ดี ผมเดินตามหลังเธอต้อยๆ เข้าไปยังห้องครัวแคบๆ ด้านหลังร้าน กลิ่นซอสพริกและควันกระทะยังคงตลบอบอวล ทันทีที่ประตูปิดลง มินตราก็หันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับผม สีหน้าของเธอนิ่งสนิทจนน่ากลัว "นายมีเวลาสามนาทีรวิศ... อธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง ไม่อย่างนั้นนายได้เห็นดีแน่!" ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวจะเอ่ยปากเล่าเรื่องระบบมหัศจรรย์ที่เพิ่งตกลงมาใส่หัว แต่ทว่า... กริ๊งงงงง! เสียงกริ่งหน้าร้านดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นของลูกค้าขาประจำที่เปิดประตูเข้ามาหน้าตาตื่น "คุณมินตรา! แย่แล้วครับ! ด้านหน้าร้าน... มีขบวนรถหรู Rolls-Royce สีดำเงาเจ็ดคันขับมาจอดขวางถนนเต็มไปหมดเลย! แล้วก็มีชายชุดสูทใส่แว่นตาดำเป็นสิบคนเดินลงมา มุ่งหน้ามาทางนี้แล้วครับ!" มินตราเบิกตากว้าง หันขวับมามองหน้าผมทันทีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามร้อยแปดตัว ผมยิ้มมุมปาก ชูนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงนุ่มข้างหูเธอ "ใจเย็นๆ ครับที่รัก... ดูเหมือนว่า 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ที่มาทวงบัลลังก์คืนจากผม... เขามาถึงแล้วล่ะครับ" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาหัว and ฟินไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขยี้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%