"หากพวกเจ้ายังก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว เกรงว่าเลือดบนผืนป่าแห่งนี้คงมิเพียงพอให้ชำระล้างความโสมมของพวกเจ้าแล้วกระมัง"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหมื่นศิลา ทว่ากลับกังวานลึกซึ้งเข้าไปถึงโสตประสาทของเหล่าโจรป่าสัญชาติญาณดิบทั้งสิบแปดนายที่กำลังรายล้อมเกวียนสินค้า
ฉินอวี้ยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูง ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์มิได้สะท้อนคราบฝุ่นผงของยุทธภพแม้แต่น้อย เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบไว้ด้วยปิ่นไม้ไผ่เรียบง่าย ทว่าทั่วร่างกลับแผ่ไอเย็นเยียบแ유งก์หนึ่งออกมา กดทับบรรยากาศรอบกายจนเงียบสงบลงในพริบตา ปลายกระบี่ไร้ชื่อที่เหน็บไว้ข้างเอวยังมิได้ถูกชักออกจากฝักแม้แต่น้อย แต่ทว่าจิตสังหารอันคมกริบกลับกรีดแทงอากาศธาตุจนเกิดเสียงแหลมเล็กบาดหู
เหล่ยคังซึ่งยืนพิงล้อเกวียนอยู่เบื้องล่าง หัวเราะร่วนในลำคออย่างไม่เกรงกลัว พลางใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองหัวหน้าโจรที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวพาดผ่านใบหน้า
"ฮ่าๆๆ! ได้ยินแล้วนี่ หูหนวกกันหมดหรืออย่างไร? สุนัขรับใช้ที่ไร้ยางอายเช่นพวกเจ้า ต่อให้รวมหัวกันเห่าอีกร้อยปี ก็มิอาจเทียบแม้แต่เงาของสำนักกระบี่เมฆาได้หรอกนะ" เหล่ยคังแค่นเสียงเยาะ พลางกำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าขยายตัวพองโตเตรียมพร้อมระเบิดพลัง
"สามหองนัก! เป็นเพียงไอ้หนูหน้าอ่อนกับไอ้พวกพเนจรไร้สำนัก กล้าดียังไงมาขวางทางทำมาหากินของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ!" หัวหน้าโจรแผลเป็นนามว่า 'หม่าเฉียง' แผדเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มันตวัดดาบใหญ่หนาเตอะในมือชี้หน้าฉินอวี้ "ฆ่ามัน! เอาหัวพวกมันมาสังเวยให้แก่เจ้าแห่งหุบเขา!"
สิ้นคำสั่ง ทั่วทั้งผืนป่าก็พลันสั่นสะเทือน โจรภูเขาอุกอาจเหล่านี้ล้วนผ่านสนามรบมาโชคโชน มีวิชาปราณต่ำทรามที่เน้นการฆ่าฟันอย่างไร้ความปรานี พวกมันพุ่งทะยานเข้าใส่ดั่งฝูงหมาป่ากระหายเลือด ประกายคมดาบและหอกปลายแหลมสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงเป็นประกายวับวับวาววาว หมายจะฉีกร่างของคนทั้งสองเป็นชิ้นๆ ในกระบวนท่าเดียว
ฉินอวี้ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาคู่นั้นมองภาพความวุ่นวายเบื้องล่างด้วยความรู้สึกเวทนาต่อความไร้เดียงสาของมนุษย์ที่วิ่งเข้าหาความตาย
วิถีกระบี่มิใช่การฆ่าฟันอย่างไร้เหตุผล แต่มันคือสัจธรรมแห่งการตัดขาดความยึดติด
*พรึบ!*
ร่างของฉินอวี้เลือนหายไปจากกิ่งไม้ ราวกับสายลมพัดผ่านที่ไร้ร่องรอย ไม่มีใครมองทันว่าเขาย้ายตำแหน่งไปตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกที แสงกระบี่สีเงินยวงก็สว่างวาบขึ้นราวกับประกายอัสนีที่ผ่าแหวกความมืดมิด
นั่นไม่ใช่กระบวนท่าที่ซับซ้อน หรืออัดแน่นด้วยเคล็ดวิชาอลังการ
มันคือ "กระบี่ไร้ลักษณ์" ขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กลับทรงพลังที่สุด—ความเรียบง่ายที่บรรลุถึงแก่นแท้
ฉินอวี้ก้าวเดินไปท่ามกลางวงล้อมของโจรภูเขาอย่างเชื่องช้า สองมือไขว้ไว้ด้านหลัง ปลายเท้าแตะสัมผัสผืนหญ้าแผ่วเบาราวกับเหยียบบนผิวน้ำ ทุกย่างก้าวที่เขาผ่านพ้น ประกายกระบี่จะวาดผ่านอากาศเป็นเส้นบางเบา ทว่าเฉียบคมจนแม้แต่โมเลกุลของอากาศยังถูกตัดขาด
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงคมดาบหักสะบั้นเป็นท่อนๆ โจรภูเขาแถวหน้าสุดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก พวกมันพยายามจะยกดาบขึ้นป้องกัน แต่กลับพบว่าข้อมือของตนเองชาด้านไปเสียแล้ว ร่างกายหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนที่รอยขีดบางเฉียบราวเส้นไหมจะปรากฏขึ้นบนลำคอ เกราะเหล็กหนาและเสื้อผ้าอาคมราคาถูกต่างถูกตัดขาดจากกันอย่างราบคาบราวกับตัดเต้าหู้
ไม่มีเลือดสาดกระเซ็นในทันที มีเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
เหล่ยคังที่กำลังจะพุ่งออกไปออกหมัด ถึงกับต้องชะงักฝีเท้าลงโดยพลัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง แม้เขาจะรู้ว่าศิษย์สำนักกระบี่เมฆาย่อมมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่การเคลื่อนไหวที่ไร้ร่องรอยและเปี่ยมด้วยความงามสง่าราวกับเทพเซียนลงมาจุติเช่นนี้ ย่อมเกินกว่าขอบเขตที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้
"นี่มัน... วิชากระบี่อันใดกัน?" หม่าเฉียงหน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจ เมื่อมันกวาดสายตากองกำลังของตนเอง ก็ต้องพบกับภาพที่ทำให้วิญญาณเกือบหลุดออกจากร่าง
ลูกน้องนับสิบคนของมันทรุดฮวบลงกับพื้นพร้อมกันอย่างไร้เสียง ร่างกายไร้บาดแผลฉกรรจ์ มีเพียงรอยกระบี่เส้นเดียวที่พาดผ่านจุดชีพจรสำคัญ ทุกคนล้วนสิ้นลมหายใจไปก่อนที่จะทันได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดเสียด้วยซ้ำ
"เจ้า... เจ้าเป็นปีศาจหรือไงกัน!" หม่าเฉียงคำรามด้วยความสั่นเทา มันถอยหลังกรูดจนสะดุดรากไม้ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ความทะนงตนในฐานะเจ้าถิ่นถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
ฉินอวี้หยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของหัวหน้าโจร ร่างสูงสง่าทอดสายตามองลงมาด้วยความเย็นชา ปลายกระบี่ไร้ชื่อยังคงอยู่ในฝัก มิได้เปื้อนรอยเลือดแม้แต่หยดเดียว "ในเมื่อพวกเจ้าเลือกเส้นทางที่ต้องใช้ชีวิตเข้าแลก ก็สมควรเตรียมใจรับผลลัพธ์ที่จะตามมา... จงสำนึกผิดในภพหน้าเสียเถิด"
"ช้าก่อน!" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังขึ้นจากปากทางเข้าหุบเขา พร้อมกับเงาร่างสายหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ ปราณสีดำสนิทแผ่พุ่งออกมาจากร่างนั้นราวกับเปลวเพลิงแห่งความตาย
ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียน—กลิ่นอายของ 'ลัทธิมารกาลกัลป์' ที่เขาตามล่ามาตลอดแรมเดือน!
ทว่า ก่อนที่ฉินอวี้จะทันได้ชักกระบี่ออกมารับมือ ร่างของเงาดำปริศนากลับพุ่งตรงไปหาหม่าเฉียงที่กำลังนอนหวาดกลัวอยู่บนพื้น มือสีดำสนิทราวกับกรงเล็บปีศาจคว้าหมับเข้าที่กะโหลกศีรษะของหัวหน้าโจรทันที
"อ๊ากกก—!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นป่า เลือดสดๆ และพลังชีวิตทั้งหมดของหม่าเฉียงถูกสูบฉีดเข้าสู่ร่างของเงาดำปริศนาอย่างรวดเร็ว ร่างของหัวหน้าโจรเหี่ยวแห้งลงกลายเป็นศพมัมมี่ภายในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว!
เงาดำนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มอันบิดเบี้ยวและดวงตาสดใสสีแดงฉานใต้ฮู้ดคลุมศีรษะ มันหัวเราะเยาะเย้ยออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะประสานสายตากับฉินอวี้อย่างท้าทาย
"ฮี่ๆๆ... สำนักกระบี่เมฆาช่างขยันขันแข็งเสียจริง ไล่ตามข้ามาไกลถึงเพียงนี้... น่าเสียดายนัก ฉินอวี้ เจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ..."
ฉินอวี้ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ไอสังหารระเบิดออกจากร่างอย่างรุนแรงจนต้นไม้รอบด้านหักโค่น แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด—เมื่อเงาดำนั้นยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ วัตถุสิ่งหนึ่งก็ถูกโยนกลิ้งมาแทบเท้าของเขา
นั่นคือปิ่นหยกประจำตัวของอาจารย์ผู้ล่วงลับ... และมันชุ่มโชกไปด้วยหยดเลือดที่ยังคงอุ่นร้อนอยู่!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้วิถีกระบี่นี้ก้าวเดินต่อไปด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับพยัคฆ์เลือดเดือดเหนือปฐพี•ตอนที่ 2
คมกระบี่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับพยัคฆ์เลือดเดือดเหนือปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
