กลิ่นคาวเลือดที่ระเหยขึ้นปะปนกับเถ้าถ่านสีเทาหม่น คือสิ่งเดียวที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในหุบเขาอัสดง ซากปรักหักพังของสำนักกระบี่เมฆายังคงคุกรุ่นด้วยไอร้อนระอุจากเปลวเพลิงที่เพิ่งมอดดับ เม็ดฝุ่นสีดำล่องลอยเคว้งคว้างในอากาศราวกับดวงวิญญาณนับร้อยที่ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด บนพื้นดินที่เคยเขียวขจี บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจนกลายเป็นโคลนตมแห่งความตาย
ฉินอวี้ก้าวเดินผ่านซากประตูสำนักที่พังทลายอย่างเงียบเชียบ ปลายเท้าของเขาสัมผัสกับเศษกระเบื้องเคลือบและคมกระบี่หักสะบั้น ไอร้อนจากเปลวเพลิงไม่ระคายผิวของเขาแม้แต่น้อย ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันน่าสยดสยอง รอบกายของเขากลัดกลุ้มด้วยไอปราณกระบี่เยือกเย็นที่แผ่ขยายออกไปในรัศมีสามเชียะ ราวกับหิมะแรกในฤดูหนาวที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางทาง
สายตาของเขานิ่งงบ บ่งบอกถึงความรุ่มร้อนในอกที่ถูกกดทับไว้ด้วยสติอันเยือกเย็น ดาบและกระบี่นับพันเล่มที่ปักอยู่ตามรายทางล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงความโหดเหี้ยมของ "มารกาลกัลป์" ผู้ต้องการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
"พวกมันไม่ได้มาเพื่อปล้นชิง... แต่มาเพื่อล้างบางรากเหง้า" ฉินอวี้พึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงราบเรียบแต่ทุ้มลึกราวกับเสียงสะท้อนจากหุบเหวลึก
ภาพของอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้เขามาตลอดชีวิต ล้มลงอย่างไร้ลมหายใจภายใต้เงื้อมมือของอสูรร้ายจากลัทธิมืด ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด ความกตัญญูกตเวทีที่ถูกเหยียบยละกลายเป็นแรงผลักดันอันน่าสะพรึงกลัว พลังปราณกระบี่เมฆาในตัน티 (จุดตันเทียน) หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง สั่นสะเทือนฝักกระบี่ไม้ทมิฬบนหลังจนส่งเสียง "ฮัม" ออกมาเบาๆ คล้ายพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังคำรามในความมืด
ทันใดนั้น ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของยอดฝีมือก็จับพิรุธได้
*กรอบ... แกรบ...*
เสียงเหยียบย่ำเศษซากกระดูกและเถ้าถ่านดังขึ้นแผ่วเบามาจากเบื้องหลังกองศพของศิษย์พี่ร่วมสำนัก ฉินอวี้ไม่หันกลับไปมองทันที มือเรียวดั่งหยกขาวกุมด้ามกระบี่มั่น ไอปราณรอบตัวถูกบีบอัดจนใบไม้รอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
"ผู้ใด?" เขาเอ่ยถาม สุ้มเสียงเย็นเยียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่านยอดเขา
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านควันสีเทา ร่างนั้นมิได้สูงโปร่งดั่งบัณฑิตหรือสง่างามดั่งเซียน หากแต่หนาแน่นและกำยำราวกับรูปสลักจากหินผา บุรุษปริศนาผู้นั้นเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่นด้วยพลังระเบิดและร่องรอยแผลเป็นนับไม่ถ้วน เม็ดเหงื่อผสมกับเขม่าควันไหลอาบแผ่นหลังกว้าง แม้เขาจะไร้ซึ่งพลังปราณคุ้มกายรอบตัวตามวิถีของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ทว่าทุกย่างก้าวที่เขาสัมผัสพื้นดินกลับสร้างแรงสะเทือนสะท้านไปถึงหัวใจราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม
เหล่ยคังปาดคราบเขม่าที่ข้างแก้มด้วยหลังมือ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองฉินอวี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความดุดันและสัญชาตญาณดิบของนักรบผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน
"เจ้าคือศิษย์คนสุดท้ายของสำนักกระบี่เมฆา... ฉินอวี้สินะ?" เหล่ยคังเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง ก้องกังวานท่ามกลางซากปรักหักพัง
ฉินอวี้หันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง—บุรุษผู้นี้ไม่มีเส้นชีพจรลมปราณโคจรตามวิถีเซียน แต่เลือดเนื้อในกายกลับสูบฉีดด้วยพลังงานดิบที่ร้อนแรงดั่งลาวา
"เจ้าเป็นใคร? และเหตุใดจึงมาเดินเหยียบย่ำบนสุสานของสำนักเรา" ฉินอวี้ถามเสียงเรียบ นิ้วชี้ขวาขยับเข้าไปใกล้โกร่งกระบี่อีกเพียงเสี้ยวส่วน
เหล่ยคังแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นหนักแน่นราวกับก้อนหินกระทบกัน เขาไม่ได้ชักอาวุธใดๆ ออกมา เพราะสำหรับเขาแล้ว ร่างกายและหมัดคู่นี้คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า
"ข้าคือเหล่ยคัง นักรบพเนจรผู้ติดตามกลิ่นอายของเลือดและความแค้นมา" เหล่ยคังตอบพลางก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนระยะห่างเหลือเพียงสิบก้าว "ข้าไม่ได้มาเป็นศัตรูของเจ้า... แต่ข้ามาเพื่อเตือน เจ้ากำลังเดินตามรอยเท้าที่ถูกกำหนดไว้ในกองเพลิง หากเจ้าก้าวต่อไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ ดาบของมารกาลกัลป์จักมิได้ตัดแค่คอของเจ้า แต่มันจะกลืนกินวิญญาณของเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน"
ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ไอสังหารรอบตัวเข้มข้นขึ้นจนอากาศบิดเบี้ยว "คำเตือนจากคนแปลกหน้า... ข้าไม่เคยมีความจำเป็นต้องรับฟัง โดยเฉพาะผู้ที่ไร้ซึ่งวิถีปราณเช่นเจ้า"
"ไร้วิชาปราณไม่ได้หมายความว่าไร้พลัง" เหล่ยคังคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยประกายไฟแห่งความดุร้าย เขายกหมัดขวาขึ้นระดับอก กล้ามเนื้อทุกมัดบนท่อนแขนปูดโปนจนเส้นเลือดปูดเขียว "ข้าใช้หมัดคู่นี้ทุบทำลายกระดูกของพวกมันมานับไม่ถ้วน และข้าก็เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งในสมรภูมิ... กระบี่ที่คมปลาบเพียงใด หากถือโดยจิตใจที่ร้อนรุ่ม ย่อมมีวันหักสะบั้นด้วยมือของตนเอง!"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ไอรวามันส์แห่งกระบี่เมฆาปะทะเข้ากับลมหายใจอันร้อนระอุของพยัคฆ์เลือดเดือด ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกขนาดเล็กหมุนวนรอบตัวพวกเขาทั้งสอง
ฉินอวี้สูดหายใจเข้าลึก ระงับความเดือดดาลในใจลงชั่วขณะ ความเฉียบคมในแววตาของเหล่ยคังทำให้เขารู้สึกได้ทันทีว่า บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา และข้อมูลที่เขามีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการตามล่ามารกาลกัลป์
"เช่นนั้น... ให้ข้าได้ยลฝีมือของคนผู้ไร้วิชาปราณหน่อยเถอะ ว่าหมัดของเจ้าจะหนักหนาพอที่จะหยุดกระบี่ของข้าได้จริงหรือไม่" ฉินอวี้กล่าวจบ มือเรียวก็เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ทมิฬแน่น
*แกร๊ก...*
เสียงเหล็กกระทบฝักดังขึ้นเพียงเล็กน้อย คมกระบี่สีเงินยวงสะท้อนแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านกลุ่มควัน เผยให้เห็นรัศมีอำมหิตที่พร้อมจะปลิดชีพทุกสิ่งที่ขวางหน้าในเสี้ยววินาที
ทว่า ในวินาทีที่ฉินอวี้กำลังจะชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อทดฝีมือพเนจรผู้นี้ พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อนดังมาจากเบื้องล่างของหุบเขา
เศษซากหินขนาดใหญ่พังทลายลง เผยให้เห็นเงาร่างสีดำมหึมาที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากซากปรักหักพัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ และกลิ่นอายมารอันคุ้นเคยที่ทำให้บาดแผลในใจของฉินอวี้ปวดแปลบขึ้นมาทันที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันเชี่ยวกรากนี้ด้วยกันครับ
- พยัคฆ์ขาวคำราม -
เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับพยัคฆ์เลือดเดือดเหนือปฐพี•ตอนที่ 1
รอยเท้าในเถ้าถ่าน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ลักษณ์กับพยัคฆ์เลือดเดือดเหนือปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
