กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 4

วิถีกระบี่ในจิตใต้สำนึก

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
เปรี้ยง! เสียงระเบิดของห้วงอากาศดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน พลังปราณสีทองอร่ามสายนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสังหาร แต่เป็นการทดสอบขีดจำกัดแห่งจิตวิญญาณ ฉินอวี่ไม่หลบเลี่ยง แววตาของเขาทอประกายคมกล้าดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก ร่างกายกำยำเคลื่อนไหวสอดรับกับวิถีฟ้าดิน นิ้วมือชี้ตรงไปข้างหน้าควบแน่นลมปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เข้าปะทะกับพลังหน้ากากทองอย่างดุเดือด แรงสะท้อนมหาศาลทำให้พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ทว่าเขากลับยืนหยัดมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุหมุน "วิชากระบี่สลายดารา... เจ้าเด็กนี่ ไม่ธรรมดาจริงๆ" เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของผู้อาวุโสหน้ากากทองดังขึ้น ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปในความมืดมิดของหอตำราดาราพรายอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายปราณอันลึกล้ำที่ยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่าหัวใจของคนทั้งสองกลับเต้นระรัวด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด มู่หรงเซียนขยับกายเข้ามาใกล้ ร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองจากอักขระดารา ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววความกังวลระคนชื่นชมอย่างปิดไม่มิด นางยื่นมือเรียวดั่งหยกขาวออกไปสัมผัสหัวไหล่ของฉินอวี่ที่มีรอยฉีกขาดจากแรงปะทะ แผ่วเบาราวกับกลีบดอกไม้สัมผัสสายลม "เจ้า... บ้าบิ่นเกินไปแล้ว" สุ้มเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย มากด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยคำบรรยายออกมาได้หมด ฉินอวี่ก้มมองมือน้อยที่วางอยู่บนไหล่ของตน กลิ่นหอมจางๆ ประดุจดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้าจมูก ความเย็นชาที่เคยห่อหุ้มจิตใจของจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวพลันละลายหายไปทีละน้อย เขาสบตาเข้ากับดวงตาคู่นั้น ภายในห้วงลึกของนัยน์ตานาง เขามองเห็นเงาร่างของตนเองสะท้อนอยู่ ชัดเจนและมั่นคง "หากข้าไม่ยอมรับการทดสอบนั้น... ข้าคงไม่มีวันได้ยืนเคียงข้างคนที่กุมวิถีกระบี่ในใจของข้าเช่นกัน" ฉินอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าหนักแน่นดุจคำประกาศิต มู่หรงเซียนสะท้อนใจวูบ ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง นางรีบชักมือกลับเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอาย "วาจาคารมคมคายเช่นนี้... คงเคยใช้หลอกล่อสาวงามในยุทธภพมานักต่อนักแล้วกระมัง" "ในยุทธภพมีสตรีมากมาย ทว่ามู่หรงเซียนมีเพียงหนึ่งเดียว" ฉินอวี่ตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบทอประกายอบอุ่น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทำให้ภาพลักษณ์ของจอมยุทธ์ผู้เย็นชาดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนน่าใจหาย นางเซียนสาวผู้สูงส่งถึงกับนิ่งงันไป นางไม่เคยคิดเลยว่าบุรุษผู้เย็นชาและทะนงตนในวิถีกระบี่ผู้นี้ จะมีมุมที่เอ่ยวาจาได้บาดลึกถึงขั้วหัวใจเช่นนี้ มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ก่อนจะก้าวเดินนำไปสู่ชั้นในสุดของหอตำรา ซึ่งเป็นที่เก็บรักษากลุ่มคัมภีร์บรรพกาล "ในเมื่อเจ้ารอดพ้นจากการทดสอบของผู้อาวุโสสูงสุดมาได้... สิทธิ์ในการเข้าถึง 'คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์' ย่อมตกเป็นของเจ้าโดยสมบูรณ์" นางเอ่ยเสียงเรียบพยายามปรับน้ำให้กลับมาเป็นปกติ ทว่าปลายหูที่แดงก่ำยังคงฟ้องความรู้สึกที่แท้จริง ฉินอวี่เดินตามแผ่นหลังบางนั้นเข้าไป แสงจากไข่มุกราตรีส่องประกายสลัวเผยให้เห็นชั้นหนังสือโบราณที่อัดแน่นไปด้วยเคล็ดวิชาลี้ลับนับไม่ถ้วน ทว่าความสนใจของเขากลับไม่ได้อยู่ที่ตำราเหล่านั้น สายตาของจอมยุทธ์หนุ่มจับจ้องไปยังแผ่นหลังระหงที่กำลังเอื้อมหยิบม้วนคัมภีร์สีครามเข้มด้วยความทนุถนอม "คัมภีร์นี้... บันทึกวิถีกระบี่ที่หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งฟ้าดิน" มู่หรงเซียนยื่นม้วนคัมภีร์ส่งให้เขา ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันโดยบังเอิญ กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กายราวกับสายฟ้าแลบ ฉินอวี่รู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่สอดประสานกันอย่างน่าประหลาด "หากจะฝึกฝนวิชานี้ให้สำเร็จ... จำเป็นต้องอาศัยผู้ช่วยที่มีพลังปราณหยินบริสุทธิ์เพื่อประสานหยาง คอยโคจรลมปราณคุ้มครองจุดชีพจรหัวใจในยามที่กระบี่ย้อนกลับเข้าสู่ร่าง" มู่หรงเซียนกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าพวงแก้มกลับเนียนใสด้วยเลือดฝาด ฉินอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาทอประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาวูบหนึ่ง "เช่นนั้น... แม่นางมู่คงต้องเสียสละช่วยเหลือข้าแล้วกระมัง?" "เจ้าคนฉวยโอกาส!" มู่หรงเซียนค้อนขวับให้ทีหนึ่ง แม้จะเป็นค้อนที่ไร้พิษสง แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ข้าเป็นผู้ดูแลหอตำรา ย่อมมีหน้าที่ชี้แนะศิษย์ที่มีพรสวรรค์... หาใช่ทำเพื่อเจ้าคนเดียวเสียหน่อย" "ปากแข็งนักนะ" ฉินอวี่หัวเราะในลำคอเบาๆ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวอย่างเขาไม่เคยสัมผัสมาเนิ่นนาน ทั้งสองนั่งลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้ากองคัมภีร์ แสงไฟสลัวทอดเงาร่างแนบชิดกัน ฉินอวี่เริ่มคลี่ม้วนคัมภีร์ออก อักษรโบราณสีทองเรืองแสงลอยขึ้นสู่อากาศทีละตัว อักขระแต่ละตัวเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันทรงพลังที่พยายามจะแทรกซึมเข้าทำลายจิตสำนึกของผู้อ่าน ทว่าด้วยจิตใจที่แน่วแน่ดุจหินผา ฉินอวี่จึงสามารถควบคุมมันให้อยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดาย มู่หรงเซียนคอยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าปราณกระบี่ในร่างของฉินอวี่เริ่มแปรปรวนและแผ่ซ่านความร้อนรุ่มออกมา นางไม่รอช้า รีบขยับกายเข้าไปประชิด นั่งขัดสมาธิซ้อนด้านหลังของเขา ฝ่ามือเรียวดั่งหยกขาวแนบลงบนแผ่นหลังกว้างถ่าย "ตั้งสมาธิ... โคจรลมปราณตามวิถีที่ข้าชี้นำ อย่าได้วอกแวก" สุ้มเสียงหวานกังวานเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเขา ลมหายใจอุ่นๆ รดรินต้นคอจนฉินอวี่รู้สึกวาบหวาม ฉินอวี่หลับตาลง ปล่อยให้ลมปราณหยินบริสุทธิ์ของนางไหลทะลักเข้าสู่จุดตันเถียน ผสมผสานกลมกลืนกับปราณหยางอันดุดันของตน เกิดเป็นวงจรพลังวัตรที่สมบูรณ์แบบ ทว่า ในขณะที่การหลอมรวมกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด ร่างกายของทั้งคู่กลับเรืองแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า อักขระโบราณรอบตัวหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดย่อม บรรยากาศในหอตำราแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังลึกลับบางอย่างที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จากภายนอก มู่หรงเซียนลืมตาขึ้น สัญชาตญาณของเซียนสาวเตือนภัยให้รู้ถึงอันตราย "แย่แล้ว... มีคนสะกดรอยตามเรามา!" ฉินอวี่ลืมตาขึ้นเช่นกัน นัยน์ตาดำขลับฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง กระบี่เหล็กนิลที่วางอยู่ข้างกายส่งเสียงสั่นคำรามราวกับกระหายเลือด ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ตั้งรับ ประตูหอตำราที่ปิดสนิทก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยพลังปราณอันเกรี้ยวกราด ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงวิญญาณ "ฮ่าๆๆ... คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ และทายาทตระกูลฉิน ช่างเป็นการพบกันที่คุ้มค่าเสียจริง..." ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%