"ความตาย... ไม่เคยเลือกใบหน้าของเหยื่อ"
น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของป่าไผ่เหมันต์ ปราณกระบี่สายหนึ่งกรีดผ่านความมืดมิดฉีกกระชากใบไผ่ร่วงหล่นเป็นจุล ก่อนที่ร่างของมือสังหารในชุดดำสนิทเจ็ดนายจะทรุดฮวบลงพร้อมกันอย่างไร้เสียง โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะขาวโพลนให้กลายเป็นสีแดงฉานน่าสยดสยอง
นี่คือวิถีกระบี่ที่ไร้ซึ่งความปรานี นี่คือวิถีแห่ง "ฉินอวี่" จอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวที่แม้แต่เงาของตนเองยังต้องทอดถอนใจ
จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในสำนักและปมปริศนาที่ทิ้งไว้ในตอนก่อนหน้า ฉินอวี่ไม่เคยคิดหยุดพักฝีเท้า เป้าหมายของเขาคือการไขความจริงเบื้องหลังคัมภีร์ต้องห้าม แต่ทว่า ยุทธภพไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดเดินตามทางที่ตนเลือกโดยง่าย ความมืดมิดรอบกายในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
เบื้องหน้าของฉินอวี่ ห่างออกไปเพียงสนธยา ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยว นางคือมู่หรงเซียน เซียนสาวผู้คุมหอตำราดาราพราย ผู้มีเรือนร่างบอบบางแต่สง่างามดุจหงส์ฟ้า ทว่าในยามนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ใบหน้างามล้ำเลิศที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็ง บัดนี้กลับซีดเผือด ลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายสะท้านเยือกด้วยพิษร้ายที่แผ่ซ่านไปตามเส้น
เงาดำนับสิบพุ่งทะยานลงมาจากยอดไผ่ราวกับฝูงพญาอินทรีย์กระหายเลือด ปลายกระบี่นับสิบเล่มชี้ตรงมายังจุดที่มู่หรงเซียนยืนอยู่ พวกมันหาได้มีความยำเกรงต่อฐานะผู้คุมหอตำราดาราพรายไม่ เป้าหมายเดียวคือการปลิดชีพนางให้สิ้นซากในคืนนี้
"สตรีโง่เขลา... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักเงาโลหิตไปได้เช่นนั้นหรือ?" หัวหน้านักฆ่าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่าคล้ายเสียงเสียดสีของโลหะ พร้อมกับตวัดกระบี่อาบยาพิษเข้าใส่มู่หรงเซียนอย่างอำมหิต
มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นางฝืนรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายเพื่อชักกระบี่ประจำกาย ทว่าพิษร้ายกลับกัดกินเส้นชีพจรจนแขนขาทั้งสองข้างชาด้าน นางหลับตาลงช้าๆ ยอมรับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างสง่างาม ดุจดั่งดอกเหมันต์ที่ร่วงหล่นก่อนเวลาอันควร
*เคร้ง!*
ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนผืนป่าสะเทือน
มู่หรงเซียนลืมตาขึ้นด้วยความตกตะลึง ภาพที่ปรากฏเบื้องสายตาคือนแผ่นหลังกว้างอันคุ้นเคย ร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้านาง ราวกับภูผาที่ไม่มีวันพังทลาย ฉินอวี่ใช้มือข้างเดียวกุมด้ามกระบี่รับการโจมตีอันรุนแรงของหัวหน้านักฆ่าไว้ได้อย่างง่ายดาย แรงปะทะของลมปราณสะท้อนกลับจนพวกนักฆ่าถอยหลังไปหลายก้าว
"เจ้า... เจ้าเป็นใคร? กล้าดียังไงมาสอดมือเข้ายุ่งเรื่องของสำนักเงาโลหิต!" หัวหน้านักฆ่าตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราด
ฉินอวี่ไม่แม้แต่จะชายตามองคู่สนทนา สายตาของเขาทอดมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราดรดลงบนหัวใจของศัตรู
"ในวิถีกระบี่ของข้า... ไม่มีบัญญัติคำว่า 'ถอย' และไม่มีคำว่า 'ปล่อยให้คนของข้าตาย' เช่นกัน"
คำว่า "คนของข้า" หลุดออกมาจากปากของจอมยุทธ์ผู้เย็นชา แม้จะเป็นเพียงประโยคเรียบง่าย แต่มู่หรงเซียนที่ยืนอยู่เบื้องหลังกลับรู้สึกราวกับมีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่หัวใจที่ด้านชา นางมองแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาที่สั่นไหว ความเย็นชาดุจน้ำแข็งละลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความลึกซึ้งที่มอบให้บุรุษผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว
"ฆ่ามัน!" หัวหน้านักฆ่าคำรามลั่น สั่งการให้ลูกน้องทั้งหมดพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน
ฉินอวี่แค่นเสียงหึในลำคอ ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่มังกรครามระเบิดออกมาจากร่าง แผ่ขยายอาณาเขตกระบี่ครอบคลุมรัศมีร้อยวา อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว นี่คือทักษะกระบี่ขั้นสูงที่หลอมรวมจากจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ฉับพลันนั้นเอง... ร่างของนักฆ่าทั้งสัปดาห์ก็หยุดชะงักค้างกลางอากาศ รอยกระบี่บางเฉียบปรากฏขึ้นบนลำคอของพวกมันทีละคน ก่อนที่โลหิตจะพุ่งทะลักออกมาดุจสายฝน ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงมากองกับพื้นอย่างไร้ลมหายใจ ภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว การสังหารหมู่ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ฉินอวี่เก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ เสียงคลิกหนักแน่นดังก้องกังวาน ท่ามกลางซากศพเกลื่อนกลาด เขาก้าวเท้าหันกลับมามองสตรีที่นั่งทรุดตัวลงบนพื้นหิมะ
มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตางามฉายแววซับซ้อน ทั้งซาบซึ้งและกังวลใจ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ฉินอวี่... ท่านไม่ควรเอาตัวเข้ามาร้องรับเคราะห์กรรมแทนข้า พิษที่อยู่ในตัวข้า... คือพิษเจ็ดราตรีสลายวิญญาณ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเซียนก็ยังยากจะรักษา"
ฉินอวี่ไม่เอ่ยคำใด เขาคุกเข่าลงข้างกายของนาง ฝ่ามือหนากุมข้อมือเรียวบางของนางไว้เพื่อถ่าย I ปราณบริสุทธิ์เข้าไปกดจุดสกัดพิษ ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะโคจรลมปราณช่วยเหลือนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรบรรพกาลกำลังตื่นจากการหลับใหล
ท้องนภายามค่ำคืนที่เคยไร้ดาว กลับถูกย้อมด้วยแสงสีเลือดประกายทองคำ แสงสว่างจ้าพุ่งทะยานขึ้นจากหุบเขาเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกาลเวลา ราวกับเสียงกู่ร้องของปีศาจจากขุมนรก
"ฮ่าๆๆ... ฉินอวี่ เจ้าคิดว่าสังหารมดปลวกพวกนั้นแล้วจะจบสิ้นงั้นหรือ? ของล้ำค่าที่อยู่ในตัวนาง... บัดนี้ได้เวลาชำระหนี้เลือดแล้ว!"
เงาร่างลึกลับร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดไม้สูงใหญ่ ผู้นั้นสวมหน้ากากทองคำรูปอสูร และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน อยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าเซียนทั่วไปขั้นหนึ่ง!
มู่หรงเซียนหน้าถอดสีทันที นางกำชายเสื้อของฉินอวี่แน่นด้วยความตื่นตระหนก "ระวัง... นั่นคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเงาโลหิต ผู้ครอบครองวิชา...!"
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ ผู้อาวุโสหน้ากากทองก็ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว พลังปราณสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่จุดตายของฉินอวี่ด้วยความเร็วเหนือแสง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 3
พบพานโฉมงามที่เย็นชา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!