"ฮ่าๆๆ... คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ และทายาทตระกูลฉิน ช่างเป็นการพบกันที่คุ้มค่าเสียจริง..."
เสียงหัวoรเราะแหบพร่าอันเยือกเย็นยังคงสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของฉินอวี่ ราวกับคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผ่นหลัง ทว่าภายในหอตำราดาราพรายยามวิกาลนี้ กลับไร้ซึ่งเงาของบุคคลปริศนาผู้นั้น มีเพียงกลิ่นอายปราณมารที่จางหายไปกับสายลม และหยดโลหิตสีดำสนิทหยดหนึ่งที่ยังคงค้างอยู่บนสันกระบี่เหล็กนิลของเขา
ฉินอวี่ไม่แม้แต่จะขยับตัว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวสอดส่องความมืดมิดเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง จิตวิญญาณแห่งกระบี่ในร่างสั่นสะเทือนเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าคลื่นใต้น้ำระลอกใหญ่กำลังจะซัดถล่มสำนัก
"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดังกวังกังวานขึ้นจากมุมมืดของชั้นเก้า มู่หรงเซียนก้าวออกมาจากเงาจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างแก้วผลึก ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทอดเงายาวทาบทับคัมภีร์โบราณ ในยามนี้ บนใบหน้างามล้ำเลิศที่มักจะไร้ซึ่งความรู้สึก กลับปรากฏร่องรอยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงเนตรคู่คมกวาดมองคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ในมือของฉินอวี่สลับกับคราบโลหิตสีดำบนพื้น
ฉินอวี่เก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ เสียงโลหิตกระทบฝักเหล็กดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ข้ากำลังคิดว่า... ศัตรูในเงาไม่อาจน่ากลัวเท่าหนามยอกอกที่ซุกซ่อนอยู่ภายในสำนัก"
มู่หรงเซียนชะงักฝีเท้า นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางโชยปะทะนาสิก เจือปนด้วยกลิ่นอายเย็นเยือกของพลังเซียน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"เสียงหัวเราะเมื่อครู่... ไม่ใช่เสียงของคนนอก" ฉินอวี่หนัล์สายตาคมกริบมองนางตรงๆ "มันคือเสียงของคนวงในที่ถือครองเคล็ดวิชาสายเดียวกับเรา คนที่รู้ว่าคัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ที่ใด และสำคัญที่สุด... คนที่รู้ว่าเจ้ากำลังแบกรับภาระอันใดอยู่"
คำพูดของฉินอวี่ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจสำนัก มู่หรงเซียนเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว ความเยือกเย็นที่นางใช้ปกป้องตนเองมาตลอดเริ่มสั่นคลอน นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างสู่ความมืดมิดเบื้องล่างที่ห้อมล้อมด้วยยอดเขาพันลูก
"เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว... ฉินอวี่" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาควบคุมได้ดังเดิม "บางเรื่อง... รู้มากไป รังแต่จะนำภัยมาสู่ตัว"
"ต่อให้ภัยพิบัติจะถมทับลงมาจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย วิถีกระบี่ของฉินอวี่ไม่เคยรู้จักคำว่าถอย" ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางอีกนิด จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง "เจ้าปกป้องความลับนี้มานานเท่าไหร่แล้ว? มู่หรงเซียน... หน้าที่ในการดูแลหอตำราดาราพราย เป็นเพียงฉากหน้าของภารกิจที่แท้จริงใช่หรือไม่?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของเซียนสาว มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกของนางเอง มู่หรงเซียนหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลอาบแก้มเนียน ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา
"เจ้าอยากรู้จริงหรือ... ว่าเหตุใดข้าจึงต้องยอมกักขังตัวเองอยู่ ณ ที่แห่งนี้ตลอดกาล?" นางหันกลับมาสบตาเขา แววตาในยามนี้ไม่ได้มีความเย็นชาหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเหนื่อยล้าและความเปราะบางที่ยอมมอบให้บุรุษตรงหน้าได้เห็นเพียงผู้เดียว
"พูดมาเถอะ" ฉินอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความเด็ดขาด "ข้าไม่อาจร่วมทางกับคนที่ไม่แม้แต่จะยอมเปิดเผยว่าเรากำลังเดินไปสู่ห้วงเหวแห่งใด"
มู่หรงเซียนถอนหายใจยาวนาน นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ อักขระโบราณสีทองก็เปล่งประกายขึ้นรอบตัว สร้างเป็นค่ายกลเก็บเสียงปิดกั้นทุกสิ่งจากโลกภายนอก
"สิบปีก่อน... ก่อนที่ตระกูลฉินของเจ้าจะล่มสลาย สำนักกระบี่สวรรค์ของเราเคยครอบครอง 'ผนึกดาราผ่าฟ้า' วัตถุวิเศษชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาล" มู่หรงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รา과เสียงกระซิบจากความตาย "และมันไม่ได้สูญหายไปไหน... แต่มันถูกผนึกไว้ในร่างของข้าเอง"
ฉินอวี่เบิกตากว้างเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นคนใจแข็งดุจหินผา แต่ข่าวสารนี้ก็หนักหนาเกินกว่าจะรับมือได้ทันที "ผนึกดาราผ่าฟ้า... สมบัติที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หรือทำลายล้างสามโลกได้ถูกเก็บไว้ในร่างของเจ้า? ถ้าเช่นนั้น... คนกลุ่มนั้น..."
"ใช่" มู่หรงเซียนกัดฟันกรอด แววตาฉายแววแค้นเคืองล้ำลึก "พวกมันที่ทำลายตระกูลฉินของเจ้า คือกลุ่มเดียวกับที่ต้องการดึงเอาผนึกดาราผ่าฟ้าออกจากร่างข้า เพื่อใช้มันเปิดประตูสู่อาณาจักรปีศาจโบราณ ประมุขสำนักของเรา... อาจจะเป็นหนึ่งในพวกมันด้วยซ้ำ!"
บรรยากาศภายในหอตำราพลระเบิดความตึงเครียดถึงขีดสุด ปราณกระบี่ในร่างของฉินอวี่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนหลังคาหอตำราแทบปริแตก ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้หลายปีถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอวาใดเพิ่มเติม แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวมาจากชั้นล่างสุดของหอตำรา อักขระป้องกันนับพันบทสลายกลายเป็นผุยผง กลิ่นอายปราณมารเข้มข้นนับร้อยสายพรั่งพรูขึ้นมาตามบันไดวนราวกับฝูงอสูรหิวกระหาย
เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิท พุ่งทะยานขึ้นมาด้วยความเร็วปานสายฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังระงับ
"ฮ่าๆๆ... คุยกันสนุกพอหรือยัง? มู่หรงเซียน... ส่งผนึกดาราผ่าฟ้ามาเสียดีๆ มิฉะนั้น ศิษย์พี่เอกฉินอวี่ผู้นี้ จะต้องดับสูญไปพร้อมกับเจ้าในคืนนี้!"
ฉินอวี่ตวัดสายตากลับไปมองเบื้องล่าง มือขวาจับด้ามกระบี่เหล็กนิลแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
"อยากได้ผนึก... ก็ต้องผ่านศพข้าไปก่อน!"
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันครับ
กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 5
คลื่นใต้น้ำในหอตำรา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!