กลิ่นอายคาวเลือดและไอน้ำแข็งที่ลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า หาใช่ความหนาวเหน็บจากฤดูกาล หากแต่เป็นม่านพลังโลหิตที่แผ่พุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง หุบเหวมรณะพายัพ—ดินแดนต้องห้ามที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องสั่นสะท้านยามเมื่อกรายกลายเข้าใกล้
ฉินอวี่ยืนนิ่งสงสงบดุจรูปสลักหินผา ปลายเท้าของเขากดทับอยู่บนแผ่นศิลาโบราณที่สลักลวดลายอักขระประหลาด ซึ่งบัดนี้เริ่มเปล่งแสงสีชาดเรืองรองรับกับการมาเยือนของพวกเขา กระบี่เหล็กนิลกาฬในฝักข้างกายส่งเสียงสั่นพานคำรามเบาๆ คล้ายมันกำลังกระหายกลิ่นอายความตายที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องล่าง
"ที่นี่... คือเขตแดนที่บรรพชนตระกูลหลินใช้กักขังวิญญาณอสูรบรรพกาลกระมัง"
น้ำเสียงใสกระจ่างดุจกระดิ่งเงินท่ามกลางสายหมอกดังขึ้น มู่หรงเซียนก้าวเท้าเข้ามาเคียงข้าง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันมืดมนรอบกาย เรือนร่างระหงสะท้อนประกายแสงจันทร์สลัว ทว่าแววตาคู่คมกลับปรากฏร่องรอยความระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปเบื้องหน้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกไปปะทะกับม่านพลังโลหิตจนเกิดเสียงดังสิ่วๆ คล้ายน้ำมันเดือดราดลงบนเตาไฟ
ฉินอวาย์เหลือบสายตาคมกริบมองนางชั่วครู่ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่น "ไม่ว่าจะอสูรบรรพกาลหรือเทพยดาตกสวรรค์ หากพวกมันขวางวิถีกระบี่ของข้า... ล้วนต้องสลายกลายเป็นธุลีดินทั้งสิ้น"
ถ้อยคำราบเรียบแต่ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดกลางใจ นางเซียนสาวชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นมาวูบหนึ่ง นางรู้จักบุรุษผู้นี้ดี... ฉินอวี่ไม่ใช่คนประเภทอวดโอ่ ทว่าทุกคำพูดที่เขาเอ่ยออกมาล้วนเป็นสัจธรรมที่เขาพร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพิสูจน์มัน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงคำรามต่ำๆ จากก้นบึ้งของสุสานบรรพกาลที่ดังก้องกังวานคล้ายเสียงสะอื้นไห้ของวิญญาณนับหมื่น
ทันใดนั้น! พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อักขระบนแผ่นศิลาโบราณพลุ่งพล่านด้วยแสงสีเลือดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนาก ราวกับมังกรเพลิงที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน หมอกควันสีดำทึบทะนานพวยพุ่งขึ้นมาจากปากเหว กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีสือลี้!
"ระวัง!"
มู่หรงเซียนสะบัดมือวาดวงอาคมดาราพรายออกไปเบื้องหน้าทันที แสงดาวเจิดจรัสรวมตัวกันเป็นโล่โปร่งใสปกป้องร่างของทั้งสองไว้ ทว่าแรงปะทะจากไอสังหารเบื้องล่างกลับรุนแรงเกินคาด โล่อคมสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวราวกระจกจะแตกสลาย
ฉินอวี่ไม่รอช้า มือขวาควัดกุมด้ามกระบี่นิลกาฬไว้มั่น พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบกายจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังความมืดมิดเบื้องล่างที่กำลังก่อตัวเป็นเงาร่างมหึมา
"วิถีกระบี่... ดาราเดียวดายทะลวงนภา!"
เขาสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว แสงกระบี่สีครามเข้มพุ่งแหวกอากาศออกไปดุจดาวตกผ่าความมืด พลังปราณคมกริบตัดผ่านม่านพลังโลหิตจนขาดสะบั้นเป็นทางยาว เสียงคำรามโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสะท้านป่าเขาลำไพร เงาร่างมหึมาที่กำลังจะพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งชะงักงันและถูกแรงกดดันจากกระบี่อัดกระแทกร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง
เศษซากหินผาร่วงกราวลงสู่ห้วงเหว ลมหายใจของฉินอวี่และมู่หรงเซียนสะดุดลงเล็กน้อย ความเงียบสงัดกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศกลับยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นเป็นทวีคูณ
มู่หรงเซียนหันมามองชายหนุ่มข้างกาย เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนหน้าผากเนียนน้ำใส นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "พลังเมื่อครู่... มันไม่ใช่แค่ไออสูรธรรมดา แต่มันคือเจตจำนงสังหารที่สะสมมานับพันปี เจ้าฝืนใช้กระบี่นี้ ร่างกายของเจ้า..."
"ข้าไม่เป็นไร" ฉินอวี่ขัดขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง เขาสอดกระบี่กลับเข้าฝักช้าๆ แม้จะมีรอยเลือดจางๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากของเขา แต่นัยน์ตากลับยังคงสุกสกาวดุจดวงดาวบนฟากฟ้า "การเดินทางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น มู่หรง... หากเจ้าหวาดกลัว ตอนนี้ยังพอถอยกลับทัน"
นางเซียนสาวแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาที่เคยเย็นชากลับทอประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นดุจดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิก "ฉินอวี่... เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ข้าเลือกจะเดินเคียงข้างเจ้า ข้าไม่เคยรู้จักคำว่าถอยหลัง"
ฉินอวี่มองนางด้วยแววตาที่ลึกซึ้งขึ้น เขายื่นมือหนาออกไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของทั้งสองผสานเข้าหากันต้านทานความหนาวเหน็บรอบกาย
ทว่า ในวินาทีที่ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงปริศนาก็ดังก้องขึ้นจากด้านหลัง... เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่มีการปกปิดจิตสังหารแม้แต่น้อย และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เงาสะท้อนที่ทอดยาวลงบนพื้นศิลา กลับมีถึงสามเงา!
ฉินอวี่หรี่ตาลงแคบ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้หันกลับไปมอง ร่างของเงาทั้งสามก็พุ่งวาบมาปรากฏกายขวางทางออกเดียวของหุบเหวไว้เสียแล้ว ผู้นำกลุ่มคือนักพรตเฒ่าในชุดคลุมสีเทาขาดวิ่น มือข้างหนึ่งถือกระดิ่งสำริดโบราณที่สลักรูปอสูรสามหัว นัยน์ตาของมันจับจ้องมาที่ฉินอวี่และมู่หรงเซียนด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ฮ่าๆๆ... ไม่นึกเลยว่าทายาทตระกูลฉินผู้ร่วงหล่น จะพาแม่นางน้อยผู้สูงศักดิ์มาสังเวยชีวิตถึงสุสานบรรพกาลแห่งนี้ด้วยตนเอง ช่างเป็นความโง่เขลาที่น่ายกย่องเสียจริง!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้วิถีกระบี่นี้มาโดยตลอดครับ
- มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์•ตอนที่ 9
รอยเท้าในดินแดนต้องห้าม
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายร่ายวิถีเซียนท้าทายสวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!