“ระบบ… แกยังอยู่ไหม?”
เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่แห้งผากของหลินซูยี่ ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงันอันน่าประหลาด ไร้ซึ่งเสียงกริ๊งใสๆ ของหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้า ไร้ข้อความแจ้งเตือนสถานะตัวละครที่มักจะเด้งขึ้นมาขัดจังหวะชีวิตของนางยามวิกาล และที่สำคัญที่สุดคือ ไร้ซึ่งแถบพลังงานสีเขียวที่คอยควบคุมความดันโลหิตของนางในยามเผชิญหน้ากับศัตรู
ความว่างเปล่า… นี่คือความรู้สึกแรกที่นางสัมผัสได้เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมา
ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่เพื่อปรับรับแสงสว่างภายในห้องบรรทมส่วนตัวของหออธิการบดี กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรต้มบำรุงพลังปราณและกลิ่นไม้จันทน์หอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในบรรยากาศ ความเจ็บปวดร้าวรานจากศึกหนักที่ก้นบึ้งแห่งหุบเขาอเวจีก่อนหน้านี้มลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น ราวกับว่าร่างกายนี้ได้รับการชำระล้างและจัดระเบียบใหม่ด้วยกระบวนการอันประณีตที่สุด
ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นผิดจังหวะไม่ใช่ความเงียบงันของระบบ… แต่เป็นสัมผัสอุ่นร้อนที่โอบกอดรอบเอวบางไว้
อ้อมแขนที่คุ้นเคย แผ่นอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจอย่างสม่ำเสมอ และเส้นผมสีเงินยวดยวงที่คลอเคลียอยู่บริเวณซอกคอ หลินซูยี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองกำลังนอนซุกอยู่แนบอกของ ‘มู่หรงเฉิง’ อธิการบดีผู้เยือกเย็นและทรงอำนาจแห่งสถาบันมหาเวท—สตรีผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจและเคร่งครัดในกฎระเบียบยิ่งกว่าผู้ใด
ยามนี้ มู่หรงเฉิงมิได้สวมชุดคลุมทางการสีนิลสนิทดังเช่นทุกวัน นางสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อนุ่มสำหรับนอนพักผ่อน เรือนผมยาวสยายไร้การรวบเป็นระเบียบทำให้ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นดูอ่อนเยาว์และเปราะบางลงถนัดตา ขนตางอนยาวทาบลงบนพวงแก้มเนียน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังเผชิญหน้ากับความฝันอันน่ากังวล แม้ในยามหลับใหล ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวตนของอีกฝ่ายก็ยังคงเจือจางอยู่บ้าง ทว่ามันกลับถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอันน่าประหลาดที่ส่งผ่านผิวเนื้อแนบชิด
“อาจารย์…” ซูยี่ขยับริมฝีปากเรียกแผ่วเบา สมองอันชาญฉลาดและเชี่ยวชาญการเขียนโค้ดวิเคราะห์สถานการณ์พยายามประมวลผล
หากระบบหายไป… นั่นหมายความว่าภารกิจหลักในการ ‘ลบบั๊กโลก’ สิ้นสุดลงแล้วอย่างสมบูรณ์ โค้ดดิ้งที่บิดเบี้ยวของโลกใบนี้ได้รับการรีเซ็ตด้วยมือของนางเอง สัญญาผูกMมระหว่างเธอกับพลังงานปริศนาจึงขาดสะบั้นลง หลินซูยี่ไม่ใช่ ‘ผู้เล่น’ ที่ถูกควบคุมด้วยเงื่อนไขของภารกิจอีกต่อไป แต่นางคือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ และมีหัวใจที่กำลังเต้นระรัวอยู่ในอกของตนเองจริงๆ
และที่สำคัญที่สุด… มู่หรงเฉิงเองก็เช่นกัน
พลังปราณแห่งราชันที่เคยเสื่อมถอยจนน่าเป็นห่วง บัดนี้กลับเสถียรภาพและสงบนิ่งอยู่ภายในร่างของอธิการบดีสาวอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีการย้อนกลับ ไม่มีผลข้างเคียง และไม่มีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตอีกต่อไป
ทว่า การไม่มีระบบคอยช่วยเหลือ แปลว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ทุกการตัดสินใจ ทุกความรู้สึก และทุกความสัมพันธ์ จะต้องขับเคลื่อนด้วยความจริงใจล้วนๆ ไม่มีตัวช่วย ไม่มีคำใบ้ และไม่มีปุ่ม ‘รีเซ็ต’ หากทำผิดพลาด
“ตื่นแล้วหรือ…”
เสียงทุ้มต่ำที่ติดแห้งเล็กน้อยดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำเอาหลินซูยี่สะดุ้งสุดตัวเมื่อเงยหน้าขึ้นไปสบเข้ากับนัยน์ตาคู่คมสีรัตติกาลที่ลืมขึ้นมองมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
มู่หรงเฉิงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยตามวิสัย ทว่าประกายความโล่งอกที่ฉายชัดอยู่ในแววตานั้นไม่สามารถซ่อนเร้นจากสายตาของโปรแกรมเมอร์สาวผู้สังเกตการณ์เก่งกาจได้เลย อ้อมแขนที่โอบกอดเอวบางกระชับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ราวกับต้องการยืนยันว่าการมีอยู่ของร่างในอ้อมอกนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา
“ข้า… แค่กำลังตรวจสอบสถานะร่างกายตัวเองค่ะ” ซูยี่แก้ตัวด้วยน้ำเสียงติดจะตะกุกตะกักเล็กน้อย ใบเนียนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อตระหนักว่าพวกเขากำลังอยู่ในท่าทางที่แนบชิดกันเกินกว่าคำว่า ‘ศิษย์กับอาจารย์’ ไปไกลโข “แล้วก็… ตกใจนิดหน่อยที่ตื่นมาแล้วไม่เจอหน้าต่างสีฟ้าคุ้นตา”
มู่หรงเฉิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มของลูกศิษย์สาวออกอย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอมที่หาได้ยากยิ่งจากสตรีผู้เย่อหยิ่ง “เจ้าคาดหวังจะเห็นตัวเลขบ้าบอพวกนั้นคอยสั่งให้เจ้าทำโน่นทำนี่หรืออย่างไร เจ้าเด็กโง่”
“มันก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” ซูยี่มุ่ยปากเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ “แค่รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหมือนโปรแกรมเมอร์ที่เขียนโปรแกรมรันอัตโนมัติมาตลอดชีวิต อยู่ๆ วันหนึ่งเซิร์ฟเวอร์ก็ปิดตัวลงโดยไม่บอกกล่าว… เคว้งคว้างชอบกล”
“แต่เจ้าเป็นคนเลือกที่จะปิดมันเองไม่ใช่หรือ” มู่หรงเฉิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับทอประกายลุ่มลึกระคนอ่อนโยนอย่างที่หลินซูยี่ไม่เคยเห็นมาก่อน “เจ้าสละพลังของระบบเพื่อแลกกับการซ่อมแซมแกนกลางของโลกใบนี้… เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง”
ซูยี่นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ภาพเหตุการณ์ในห้วงมิติแห่งโค้ดที่นางต้องตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อตัดวงจรอันชั่วร้ายไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมัยที่ยังมีระบบ นางมักจะโทษมันเสมอว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย แต่ในยามที่มันจากไป นางกลับพบว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ได้รับจากโลกใบนี้ไม่ใช่สกิลเทพหรืออาวุธระดับตำนาน…
แต่มันคือสตรีผู้กำลังมองมาที่นางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นในยามนี้ต่างหาก
“ข้าไม่ได้ลืมค่ะ” ซูยี่ระบายยิ้มบางๆ ออกมา รอยยิ้มที่ไม่มีเล่ห์กลใดๆ เจือปน เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง “เพียงแต่… ข้าแค่คิดว่า การไม่มีระบบคอยบังคับให้ทำภารกิจ แปลว่าต่อจากนี้… ข้ามีอิสระที่จะทำตามใจตัวเองได้อย่างเต็มที่แล้วใช่ไหมคะ”
“อิสระ?” มู่หรงเฉิงทวนคำ น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่อยู่ในที “เจ้าหมายถึงอิสระที่จะก่อเรื่องวุ่นวายป่วนสถาบันมหาเวทแห่งนี้ให้ปั่นป่วนเล่นอย่างนั้นสินะ”
“โธ่ อาจารย์คะ! ข้าเป็นคนเรียบร้อยจะตายไป” ซูยี่ประท้วงเสียงสูง พยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ทว่าอ้อมแขนเหล็กของอีกฝ่ายกลับรั้งตัวนางไว้แน่นเสียจนขยับไปไหนไม่ได้
“อย่าเพิ่งขยับ…” เสียงกระซิบของมู่หรงเฉิงดังอยู่ชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอทำเอาขนลุกซู่ “ข้ายังพักผ่อนไม่พอ… และเจ้าก็ยังต้องชดใช้ ‘ค่าเสียหาย’ ที่ทำให้ข้าต้องเป็นห่วงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อวานนี้ด้วย”
หัวใจของหลินซูยี่กระตุกวูบ ใบหน้าหวานร้อนฉ่าลามไปจนถึงใบหู นางรู้ดีว่าคำว่า ‘ชดใช้’ ของอธิการบดีผู้เยือกเย็นคนนี้ไม่เคยหมายถึงเรื่องงานเอกสารหรือการทำความสะอาดหอสมุดแน่นอน
“อาจารย์… นี่เรากำลังคุยกันเรื่องซีเรียสนะคะ เรื่องระบบหายไป…”
“ระบบอะไรกัน ข้าไม่รู้จัก” มู่หรงเฉิงขัดขึ้นดื้อๆ ดวงตาคู่คมพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาดขรึมมาเนิ่นนาน “สิ่งที่ข้ารู้ในตอนนี้ มีเพียงแค่… ศิษย์อกตัญญูคนหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ใจหายวาบ และนางต้องรับผิดชอบด้วยการอยู่แบบนี้… ไปอีกนานเท่าที่ข้าต้องการ”
ซูยี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ต่อให้ไม่มีหน้าจอระบบสีฟ้าคอยแจ้งเตือนภารกิจ แต่ ‘ภารกิจหัวใจ’ ที่สตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดในสถาบันมหาเวทตั้งค่าไว้… ดูท่าว่าจะยากยิ่งกว่าการกู้ระบบโลกเสียอีก และไม่มีทางที่นางจะมีสิทธิ์กดปุ่มยกเลิกมันได้เลยตลอดกาล
ทว่า ก่อนที่หลินซูยี่จะได้เอื้อnวาจาใดเพื่อต่อรอง ทันใดนั้นเอง…
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกห้องบรรทมดังขึ้นอย่างเร่งร้อน ตามมาด้วยเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของรองอธิการบดีหนุ่มผู้รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย
“ท่านอธิการบดี! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ที่ลานมหาเวทเบื้องล่าง… จู่ๆ ก็มี ‘รหัสปริศนา’ สีทองลอยขึ้นมากลางอากาศ พร้อมกับข้อความแปลกประหลาดที่ระบุว่า… ‘ยินดีต้อนรับสู่ผู้ดูแลระบบรุ่นที่สอง’ ขอรับ!”
มู่หรงเฉิงชะงักกึก สีหน้าที่ผ่อนคลายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมเย็นเยียบในเสี้ยววินาที
ส่วนหลินซูยี่… ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นสุดขีด สมองที่เพิ่งโล่งใจว่าพ้นจากพันธะระบบ กลับต้องช็อกค้างไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘รุ่นที่สอง’
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันอุปสรรค และส่งกำลังใจให้ซูยี่และอาจารย์เฉิงมาจนถึงบทนี้นะคะ
ระบบสลับชะตากับคุณชายสายซึน•ตอนที่ 37
วันใหม่ที่ไม่มีหน้าจอสีฟ้าอีกต่อไป
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสลับชะตากับคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!