กลิ่นอายความเย็นเยียบของค่ายกลเวทระดับเจ็ดที่เพิ่งถูกทำลายลงยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ซัดส่ายเข้ามาตามแรงลมแห่งรัตติกาล
“หึๆ... ในที่สุด ข้าก็หาพวกเจ้าเจอเสียที...”
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดั่งเสียงเสียดสีของโลหะดังสะท้อนก้องมาจากความมืดเบื้องหน้า ม่านหมอกสีดำสนิทม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น เผยให้เห็นเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ขั้นบรรพกาล นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับเหยื่ออันโอชะ แรงกดดันระดับมหาเวทแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
หลินซูยี่หรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวขยับเคาะเบาๆ ที่หน้าต่างโฮโลแกรมใสแจ๋วของระบบที่เด้งขึ้นมาเตือนรัวเร็ว
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังงานภายนอกระดับ SSS!]
[คำเตือน: สิ่งมีชีวิตตรงหน้าไม่ใช่บั๊กของระบบทั่วไป แต่เป็น 'ผู้พิทักษ์รอยแยกมิติ' ค่าพลังการต่อสู้เกินขีดจำกัดความปลอดภัยของโฮสท์ 300%]
[ข้อเสนอแนะ: แนะนำให้ถอยร่นเชิงกลยุทธ์ หรือใช้การสลับชะตากรรมกับเป้าหมายที่มีค่าพลังสูงสุดในรัศมีสามเมตรทันที!]
“ระบบ เจ้าชักจะแนะนำอะไรที่พาให้คนอื่นเดือดร้อนเกินไปแล้วนะ” หลินซูยี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ ในใจ ขณะที่สมองส่วนหน้าประมวลผลคำนวณทางเลือกนับร้อยภายในเสี้ยววินาที
ทว่า ยังไม่ทันที่ร่างบางจะขยับตัวเพื่อเตรียมรับมือ จู่ๆ แผ่นหลังบอบบางของเธอก็ถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลจนถอยหลังไปชนเข้ากับแผงอกกว้างที่คุ้นเคย กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและหิมะแรกฤดูพัดปะทะเข้ากับปลายจมูก พร้อมกับกระแสพลังเวทสีเงินยวณที่ระเบิดออกปกป้องร่างของเธอไว้ภายในเกราะคุ้มกันทันที
มู่หรงเฉิงก้าวขึ้นมาบังหน้าเธอไว้ครึ่งก้าว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวปักดิ้นเงินสะท้อนกับแสงจันทร์ดูสง่างามทว่าเยือกเย็นราวกับเทพเซียน ทว่าหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าปลายนิ้วเรียวที่ถือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นั้นกำลังสั่นน้อยๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอาการบาดเจ็บภายในที่ยังไม่หายดีจากการปะทะกับค่ายกลก่อนหน้านี้
“ถอยไป หลินซูยี่” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันที่พยายามกดขี่ข่มความอ่อนล้าเอาไว้ “เจ้าเด็กอวดดีเช่นเจ้า มีหน้าที่แค่คอยยืนดูอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่เอาตัวเข้ามาเสี่ยงในระยะประชิดแบบนี้!”
หลินซูยี่กะพริบตาปริบๆ นางไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองน้ำเสียงที่ฟังดูห้วนจัดนั้นเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับผุดขึ้นที่มุมปากบาง นางแกล้งเอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยแซؤด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “โอ๊ะ? ท่านอธิการบดีผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อครู่ท่านบอกว่าข้าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงงั้นหรือคะ? แต่ข้าจำได้ว่าคนที่ถูกกระชากถอยหลังมาเมื่อกี้... ดูเหมือนจะไม่ได้อยากให้ข้าคลาดสายตาไปแม้แต่คืบเดียวเลยนี่นา”
ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉยราวก้อนน้ำแข็งของมู่หรงเฉิงชะงักไปชั่วขณะ
ดวงตาคมกริบตวัดกลับมามองคนตัวเล็กที่ยังคงมีอารมณ์มาต่อปากต่อคำในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สีระเรื่อจางๆ ลามเลียขึ้นมาบนใบหน้าขาวจัดอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะพยายามเสมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ แต่วูบหนึ่งที่ประกายในดวงตาไหววับด้วยความตื่นตระหนกและหวงแหนอย่างปิดไม่มิดนั้น กลับไม่รอดพ้นไปจากการวิเคราะห์ของโปรแกรมเมอร์สาวผู้เชี่ยวชาญการอ่านโค้ดสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
“เหลวไหล!” มู่หรงเฉิงสะบัดหน้าหนี น้ำเสียงเข้มขึ้นราวกับจะกลบเกลื่อนความประหม่า “ข้าก็แค่... กลัวว่าถ้าเจ้าตายง่ายๆ ขึ้นมา ใครจะคอยแก้ปัญหาบั๊กน่ารำคาญพวกนั้นให้สถาบันเวทมนตร์กันเล่า! อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลย หลินซูยี่”
“อ๋อ... เป็นห่วงสถาบันนี่เอง” หลินซูยี่ลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสนุกสนาน นางจงใจก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนกระทั่งปลายจมูกเกือบจะชนกับลาดไหล่กว้าง “งั้นแปลว่าที่ท่านดึงข้าหลบเมื่อกี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของสถาบันล้วนๆ เลยสินะคะ? ไม่ได้เกี่ยวกับว่า... กลัวข้าจะเจ็บตัวเลยใช่ไหมล่ะ?”
“เจ้า...!” มู่หรงเฉิงหันขวับกลับมามอง นางอยู่ใกล้เสียจนเขาสามารถรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดอยู่บนต้นแขน ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาจากอกลามไปถึงใบหูทั้งสองข้างอย่างควบคุมไม่อยู่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความเคืองขัดผสมความเขินอายที่ถูกจี้จุดอย่างจัง มือหนาเผลอยกขึ้นคว้าข้อมือเล็กของนางไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการเหนี่ยวรั้งให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะยังคงอยู่ตรงนี้ ไม่หายไปไหนท่ามกลางความโกลาหลเบื้องหน้า
ปฏิกิริยาตอบสนองที่ล้นเกินความจำเป็นนี้ทำให้หลินซูยี่หุบยิ้มลงช้าๆ หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งอย่างไม่คาดคิด
คำสารภาพครึ่งๆ กลางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีซึนเดเกระกระด้างนั้น ช่างอบอุ่นและชัดเจนเสียจนไม่ต้องมีคำพูดใดมายืนยันอีก ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังถักทอความนุ่มนวลแปลกประหลาดขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นอายสงครามนั้นเอง...
*ตูมมมม!*
พื้นดินเบื้องหน้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดมหาศาลซัดกระหน่ำจนเกราะเวทสีเงินสั่นกระพือ ร่างของอสูรกลายพันธุ์ขั้นบรรพกาลคำรามก้องฟ้า มันไม่ได้โจมตีใส่พวกเขา แต่กลับอ้าปากกว้างพ่นลำแสงสีม่วงเข้มพุ่งทะยานตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า ฉีกกระชากม่านมิติออกเป็นรอยแยกขนาดมหึมา เผยให้เห็นดวงตาสีทองคู่ยักษ์นับสิบคู่ที่กำลังลืมตาตื่นขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องหลังรอยแยกนั้น!
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉินระดับสูงสุด: ตรวจพบ 'เจ้าเหนือหัวแห่งห้วงมิติ' กำลังเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่!]
[โค้ดอันตราย: ระบบตรวจพบรหัสผ่านลับที่ไม่เคยปรากฏในฐานข้อมูล... กำลังทำการรีเซ็ตสิทธิ์การควบคุม...]
มู่หรงเฉิงหน้าเปลี่ยนสีทันที ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานคุ้นเคยที่แผ่พุ่งออกมาจากรอยแยกมิตินั้น พลังงานที่เขาใช้เวลาตามหามาตลอดสิบปีเต็ม
“ไม่จริงน่า...” เสียงทุ้มพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับละเมอ “ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่...”
หลินซูยี่หันขวับไปมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดระดับวิกฤตพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อจู่ๆ หน้าต่างระบบโฮโลแกรมตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนตัวอักษรสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นมาช้าๆ ทีละตัว
[ข้อความจากผู้ดูแลระบบนิรนาม: ยินดีต้อนรับสู่บทสรุปที่แท้จริง... หลินซูยี่ เจ้าพร้อมที่จะพบกับ 'ผู้สร้าง' ของโลกใบนี้หรือยัง?]
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้อย่างอบอุ่นเสมอนะคะ
ระบบสลับชะตากับคุณชายสายซึน•ตอนที่ 18
คำสารภาพครึ่งๆ กลางๆ
ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสลับชะตากับคุณชายสายซึน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!