คราบเลือดสีดำบนยันต์กระดาษสาผืนนั้นไม่ได้แห้งกรังอย่างที่ควรจะเป็น มันยังคงส่งกลิ่นคาวคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายธูปหอมโบราณที่ลอยวนอยู่ในห้องสมุดลับใต้ดินแห่งนี้ ศิลากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตาคมกริบกวาดมองคราบหยดหมึกอาคมที่ซึมลึกผ่านแผ่นไม้สักทองลงไป นิ้วเรียวที่ถือตะเกียงทองเหลืองสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะความจริงตรงหน้าที่กำลังทุบทำลายทฤษฎีทุกอย่างที่เขาเคยเพียรสร้างมาตลอดหลายปี
“อาจารย์กำลังจะบอกฉันว่า... ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน เป็นเกมกระดานที่ถูกวางหมากเอาไว้แล้วอย่างนั้นเหรอคะ”
น้ำเสียงของศิลาราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วน เธอไม่ได้ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้าม เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงานโบราณ แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นให้ใบหน้าคมคายของอาจารย์เพทายดูราวกับภาพสลักหินอ่อนที่ไร้ความรู้สึก ทว่านัยน์ตาคู่คมคู่นั้นกลับไหววูบคล้ายผิวน้ำในคืนเดือนมืด
เพทายถอนหายใจยาวนาน เป็นครั้งแรกที่ขวัญเนตรเห็นความเหนื่อยล้าฉายชัดบนบ่ากว้างของเขา นิ้วเรียวยาวของอาจารย์หนุ่มค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อคลุมสีเข้มออก เผยให้เห็นรอยสักอักขระโบราณสีทองแดงที่พาดผ่านตั้งแต่หัวไหล่ลามลงมาถึงแผ่นอก รอยอักขระเหล่านั้นกำลังเปล่งแสงเรืองรองอ่อนๆ รากับมีชีวิต และที่น่ากลัวที่สุดคือ มันมีรูปร่างคล้ายกับรอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของบิดาที่หายสาบสูญไปของศิลาไม่มีผิดเพี้ยน
“เธอฉลาดเกินไป ศิลา...” เพทายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทุ้มต่ำ และเต็มไปด้วยความนัย “และนั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องอยู่ใกล้เธอ คอยขัดขา คอยตักเตือน และคอยรับแรงกระแทกแทนเธอในทุกๆ ครั้งที่เงาอาคมเล่นงาน”
“ทำไมล่ะคะ? แค่เพราะฉันเป็นทายาทตระกูลผู้พิทักษ์ที่เหลืออยู่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ หรือเพราะวิญญาณในตัวฉันมีคำสาปที่พวกคุณต้องการใช้ประโยชน์” ศิลาเค้นเสียงถาม แววตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความระแวงระวังที่สะสมมานาน “ฉันไม่ใช่หมากตัวโปรดในตำราไสยเวทของใครทั้งนั้น!”
“ไม่ใช่เพื่อใช้ประโยชน์... แต่เพื่อปกป้องต่างหากเล่า!”
เพทายตวาดกลับเสียงดังลั่น ห้องทั้งห้องพลันเงียบกริบ แรงกดดันมหาศาลจากอาคมขั้นสูงพวยพุ่งออกจากร่างของชายหนุ่มจนฝุ่นละอองในอากาศหยุดนิ่ง ศิลารู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบลำคอเอาไว้ แต่เธอก็ยังยืนหยัดจ้องตาเขาเขม็ง ไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดันนั้น
อาจารย์หนุ่มก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะห่างแค่คืบ กลิ่นอายเฉพาะตัวของจันทร์หอมและหมึกจีนโชยเข้าจมูก เพทายเอื้อมมือมาแตะที่ปลายคางของหญิงสาวแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบทำให้ศิลาสะดุ้งเล็กน้อย ทว่าเธอไม่ได้ปัดป้อง
“เธอคิดว่ารอยแผลเป็นบนตัวฉันนี่มันมาจากไหนกันล่ะ... ศิลา” เพทายกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน “มันมาจากคำสัญญา... สัญญาที่ให้ไว้กับเงาในอดีต ว่าจะไม่ยอมให้โชคชะตาพรากคนสุดท้ายของตระกูลศิราภรณ์ไปเหมือนกับคนอื่นๆ”
ศิลาชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่บ้านไม้เก่าแก่ริมคลองผุดขึ้นมาในหัว—คืนที่ฝนตกหนัก คืนที่บิดาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับเสียงกระซิบปริศนาที่บอกว่า *‘อีกไม่นาน... เขาจะกลับมาทวงคืน’*
“คุณหมายความว่า...”
“ฉันไม่ได้มีหน้าที่แค่ควบคุมกฎแห่งไสยเวทในดินแดนนี้หรอกนะศิลา...” เพทายผละออกช้าๆ พร้อมกับหันหลังให้ เผยให้เห็นรอยอักขระบนแผ่นหลังที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ราวกับโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน “หน้าที่ที่แท้จริงของฉันตั้งแต่ลืมตาดูโลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน คือการเป็นเกราะกำบังให้เธอรอดพ้นจาก ‘เงาอสุรา’ ที่จ้องจะกลืนกินดวงวิญญาณของเธอตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาต่างหาก”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ข้อมูลอันเหลือเชื่อนี้หนักหน่วงเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลทัน ศิลาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือบางเกาะขอบโต๊ะไม้ไว้แน่นเพื่อพยุงร่างที่แทบจะทรุดลงกับพื้น โลกที่เธอรู้จัก โลกที่มีแค่เหตุและผล วิทยาศาสตร์ และไสยเวทพอสังเขป พังทลายลงต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่ถึงสิบนาที
“ถ้าอย่างนั้น... คดีฆาตกรรมต่อเนื่องในเขตตระกูลเก่าแก่ทั้งหมดที่ผ่านมา ก็เป็นฝีมือของพวกมันที่พยายามล่อให้ฉันเปิดผนึกศิลาบรรพกาลสินะคะ” ศิลาถามเสียงสั่น แต่สัญชาตญาณนักสืบในตัวยังคงทำงานอย่างแม่นยำ
“ใช่ และตอนนี้... พวกมันรู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่”
เพทายหันกลับมามองด้วยแววตาร้อนรน รอยยิ้มเย็นชาที่เคยประดับบนใบหน้าหายวับไป เหลือเพียงความหวาดหวั่นที่แม้แต่ผู้ใช้ไสยเวทระดับสูงอย่างเขายังไม่อาจซ่อนเร้น พื้นห้องใต้ดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงกระดิ่งสัมฤทธิ์โบราณที่แขวนอยู่หน้าประตูห้องทำงานด้านบนดังขึ้นเองโดยไม่มีลมพัด—เสียงกริ่งที่ดังติดต่อกันสามครั้ง เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่สมาคมผู้ใช้ไสยเวทไม่เคยใช้มานานกว่าศตวรรษ
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นที่บันไดทางลง... เสียงฝีเท้าที่ก้าวมาพร้อมกับกลิ่นอายอาคมมืดทมิฬที่ศิลาจำได้ไม่มีวันลืม—กลิ่นอายของคนตายที่ควรจะนอนสงบอยู่ใต้สุสานตระกูลเมื่อสิบปีก่อน!
เงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนกรอบประตูห้องใต้ดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังลอดออกมา... *“เก่งมาก... เจ้าเพทาย ที่เลี้ยงดูเหยื่อของเรามาจนอ้วนพีขนาดนี้”*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาไขปริศนากับขวัญเนตรในบทนี้นะคะ และเตรียมใจรับมือกับความจริงที่กำลังจะพลิกผันทุกอย่างในตอนหน้าให้ดีค่ะ!
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 21
คำสารภาพของเพทาย
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!