กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของซากพืชเน่าเปื่อยตีเข้าจมูกของศิลาอย่างรุนแรงทันทีที่ก้าวพ้นม่านหมอกอาคมเข้าสู่เขตแดนชั้นในของป่าดงดิบโบราณ เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนพื้นดินแฉะระโงกเต็มไปด้วยความระมัดระวัง รอบกายมีเพียงแสงสลัวสีเขียวมรกตที่เรืองแสงออกมาจากรากไม้ประหลาด ซึ่งแผ่ไออาคมกดทับจนลมหายใจของเขาสั้นกระชั้นขึ้นทุกที
"อย่าก้าวเท้าซ้ายลงไปตรงรากไม้นั่น ศิลา"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นของอาจารย์เพทายดังขึ้นเหนือศีรษะ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มทิ้งตัวลงยืนบนแผ่นหินชื้นอย่างเงียบเชด ราวกับพรายน้ำที่ไร้น้ำหนัก ดวงตาคมกริบใต้กรอบหน้าคมคายกวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความระแวดระวังไม่แพ้กัน "ตรงนั้นไม่ใช่รากไม้ธรรมดา แต่เป็นโครงข่ายอาคมดักจับวิญญาณของค่ายกลโบราณ หากเหยียบพลาดแม้แต่นิ้วเดียว วิญญาณของเธอจะถูกดึงลงไปจมอยู่ในดินเลนใต้ร่างของอสูรพฤกษาทันที"
ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน มือเรียวที่กำกริชอาคมในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขาพยักหน้ารับช้าๆ โดยไม่เอ่ยคำใด ความฉลาดรอบคอบและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกเขาว่า การเดินทางมายังดันเจี้ยนอาถรรพ์เพื่อตามหา 'ศิลาธาตุ' ในครั้งนี้ ไม่ใช่การทดสอบธรรมดา แต่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิตที่มีเดิมพันสูงเกินกว่าจะคาดเดา
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซากปรักหักพังของวิหารโบราณที่ถูกกลืนกินด้วยแมกไม้หนาทึบ ผนังหินศิลาแลงเต็มไปด้วยรอยขูดขีดของกรงเล็บขนาดมหึมาและคราบเลือดสีดำสนิทที่แห้งกรังมานานนับศตวรรษ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนน่ากลัว ไม่มีเสียงนกเสียงแมลง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กลั่นตัวจากใบไม้ใหญ่กระทบลงบนพื้นดินดัง ก๊อก... ก๊อก... เป็นจังหวะที่บีบหัวใจ
"อาจารย์ครับ... เอ๊ย หมายถึง... อาจารย์คะ" ศิลาเกือบเผลอหลุดปากพูดคำคุ้นชินออกไป รีบเปลี่ยนสรรพนามตามข้อตกลงเฉพาะกิจในดินแดนอาถรรพ์นี้ทันที "สัมผัสได้ถึงไอพลังงานประหลาดไหมคะ มันไม่ใช่แค่พลังไสยเวททั่วไป แต่มันเหมือนกับ... มีบางอย่างกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลาจากในความมืด"
อาจารย์เพทายหันมามองศิลาแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นสะท้อนแสงเรืองรองจากพืชพรรณรอบกาย "เธอตาไวใช้ได้นี่ศิลา สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดสายเลือดตระกูลโบราณที่ถูกลืมเลือน สิ่งที่กำลังมองเราอยู่ไม่ใช่แค่วิญญาณเร่ร่อน แต่เป็น 'ผู้พิทักษ์' ประจำดันเจี้ยนแห่งนี้... และดูเหมือนว่ามันจะไม่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนสักเท่าไหร่"
สิ้นคำพูดของอาจารย์เพทาย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว เศษซากหินและกิ่งไม้แห้งกระเด็นไปคนละทิศละทาง เงาร่างขนาดมหมหึมาพุ่งทะยานขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างด้วยความเร็วสูง กรงเล็บสีดำสนิทที่ยาวกว่าศอกพุ่งตรงเข้าใส่ลำตัวของศิลาในเสี้ยววินาที!
"ระวัง!"
อาจารย์เพทายเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิด ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวศิลาพร้อมกับตวัดมือวาดอักขระสีทองกลางอากาศ เกิดเป็นม่านบาเรียกระแทกกับกรงเล็บมหึมาจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วผืนป่า แรงปะทะทำให้ศิลาเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่ด้วยสัญชาตญาณและความช่างสังเกตที่ฝึกฝนมาอย่างดี เขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย
ในขณะที่อาจารย์เพทายกำลังต้านทานแรงกดดันจากอสูรกายเบื้องหน้า ศิลากวาดสายตาสำรวจจุดอ่อนของมันอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตหรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นอัญมณีสีแดงฉานที่ฝังอยู่กลางหน้าผากของอสูรร้าย—นั่นคือจุดรวมพลังไสยเวททั้งหมดของมัน และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดทางไปยังสถานที่ซ่อนศิลาธาตุ!
"อาจารย์คะ! โจมตีที่กลางหน้าผากมัน! ตรงนั้นคือจุดตายของอาคม!" ศิลาตะโกนบอกเสียงดังแข่งกับเสียงคำรามกึกก้องของอสูรกาย
อาจารย์เพทายหันมาสบตากับศิลาเพียงชั่วพริบตา ความเข้าใจอันลึกซึ้งก่อตัวขึ้นโดยไม่ต้องเอื้อnคำพูดใดๆ เพิ่มเติม ร่างของชายหนุ่มสะบัดมือวาดลวดลายซับซ้อน รัศมีสีครามเข้มระเบิดออกจากร่างก่อนที่เขาจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูง กริชอาคมในมือของอาจารย์เปล่งประกายเจิดจ้าทะลุความมืดมิด
อสูรกายพยายามอ้าปากพ่นควันพิษสีดำเพื่อขัดขวาง แต่ช้าไปเสียแล้ว คมกริชพุ่งปักลงที่อัญมณีสีแดงกลางหน้าผากอย่างแม่นยำไร้ที่ติ เสียงกรีดแหลมสูงเสียดแก้วหูระเบิดขึ้น พร้อมกับร่างมหึมาที่แข็งค้างและเริ่มแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีดำสลายหายไปในอากาศ
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ป่าดงดิบอีกครั้ง ทว่าหัวใจของศิลายังคงเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกและอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน เขาหอบหายใจเบาๆ ปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ก่อนจะหันไปสบตากับอาจารย์เพทายที่เดินกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
"ทำได้ไม่เลวเลยนี่ศิลา" อาจารย์เพทายเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตากลับฉายประกายความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด "การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเมื่อครู่ ช่วยชีวิตเธอไว้ได้แท้ๆ"
"ถ้าไม่ได้อาจารย์ช่วยรับมือแรงกระแทกไว้ก่อน หนูคงกลายเป็นปุ๋ยอยู่ใต้รากไม้ไปแล้วล่ะค่ะ" ศิลาตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มโล่งอก ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นหลังซากปรักหักพังที่เพิ่งถูกเคลียร์เส้นทาง
เบื้องหลังกำแพงหินที่พังทลายลง มีแท่นบูชาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดมิด บนแท่นนั้นไร้ซึ่งฝุ่นผงใดๆ ราวกับกาลเวลาไม่เคยแตะต้อง และสิ่งที่วางอยู่บนจุดศูนย์กลางคืออัญมณีรูปทรงแปลกตา แผ่ไอพลังงานสีรุ้งบริสุทธิ์ออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ—**ศิลาธาตุ** ที่พวกเขาตามหามาตลอดทาง บัดนี้อยู่ตรงหน้าแล้ว
ศิลาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ด้วยความทึ่ง มือเรียวยื่นออกไปหมายจะสัมผัสกับศิลาธาตุเบื้องหน้า ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนลึกลับที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของเขาราวกับเสียงกระซิบจากนรก
[แจ้งเตือนระบบภารกิจพิเศษ: ตรวจพบการเข้าถึง "ศิลาธาตุ" ระดับ SSS]
[คำเตือน: เงื่อนไขการครอบครองถูกกระตุ้น... ผู้ครอบครองเดิมกำลังตื่นจากการหลับใหล]
[ข้อความจากระบบ: จงหันหลังกลับไปมองในทันที... หากท่านไม่อยากตายอย่างไร้ร่องรอย]
ศิลาชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นยะเยือก เสียงลมหายใจอันหนักหน่วงและเย็นเยียบดังขึ้นที่ต้นคอของเขา พร้อมกับเงาร่างมหึมาอีกสายหนึ่งที่ทาบทับลงบนร่างของเขาจากด้านหลัง—เงาร่างที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการ!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาไขปริศนากับขวัญเนตรในบทนี้นะคะ และเตรียมใจรับมือกับความจริงที่กำลังจะพลิกผันทุกอย่างในตอนหน้าให้ดีค่ะ!
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 22
ดันเจี้ยนอาถรรพ์ป่าดงดิบ
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!