กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องใต้ดินกิลด์นักล่าลึกลับคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ศิลากำเศษกระดาษแผ่นสุดท้ายในมือแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ประโยคสุดท้ายจากปากของ ‘เกมจบลงแล้ว... ลาก่อนนะ น้องรัก’ ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีคมมีดกรีดลึกลงไปในรอยแผลเป็นที่เขาพยายามปิดตายมาตลอดหลายปี
ความจริงมักน่ากลัวเสมอ... แต่มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเมื่อเราพบว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกชักใยอยู่บนกระดาน
“คิดจะยืนเป็นรูปปั้นทื่อๆ อยู่ตรงนั้นอีกนานไหม ศิลา”
เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความกังวลเจือจางดังขึ้นจากมุมมืด อาจารย์เพทายก้าวออกมาจากเงาสลัวของชั้นหนังสือไสยเวท แสงสลัวจากตะเกียงอาคมสะท้อนใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยเป็นนิจ แต่วันนี้แววตาของเขาซ่อนร่องรอยความเหนื่อยล้าเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นโลหะ
ศิลาไม่ตอบ เขายื่นสมุดบันทึกหนังสีดำเข้มที่เพิ่งค้นพบในลิ้นชักลับของอดีตกิลด์มาสเตอร์ให้ชายหนุ่มตรงหน้า หน้ากระดาษแต่ละแผ่นเต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ บันทึกรายชื่อและการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ‘พิธีกรรมแลกวิญญาณตระกูลศิลา’ ซึ่งไม่ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างที่ทางการกิลด์เคยประกาศหลอกลวงสาธารณชน
“ไม่ใช่ภัยจากปีศาจป่า ไม่ใช่คำสาปบรรพกาล... แต่เป็นฝีมือของคนในกิลด์นี้เองใช่ไหมครับอาจารย์” ศิลาเค้นเสียงถาม ร ่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ใต้ความสุขุม “ครอบครัวของผมถูกเซ่นวรวงให้กับอำนาจของ ‘สภาสูงกิลด์’ เพื่อแลกกับการผูกขาดพลังไสยเวทระดับสูง... พวกเขารู้เห็นเป็นใจกันทั้งหมด!”
อาจารย์เพทายกวาดสายตามองบันทึกในมือเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความประหลาดใจ ราวกับเขารู้อยความจริงข้อนี้มาเนิ่นนานแล้ว ความนิ่งเงียบนั้นยิ่งทำให้ศิลาเจ็บปวดราวกับถูกน้ำร้อนลวก
“ความรู้ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่ว ศิลา” อาจารย์เพทายเอ่ยเสียงแผ่วเบา พร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มวางมือลงบนบ่าบางของลูกศิลาด้วยความนุ่มนวลที่หาได้ยากยิ่ง “กิลด์ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรปราบปรามไสยเวท แต่มันคือโครงสร้างอำนาจที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ โครงกระดูกในตู้เสื้อผ้าของที่นี่มีมากกว่าที่เธอกล้าจินตนาการ”
“แล้วทำไม... ทำไมอาจารย์ถึงไม่บอกผมตั้งแต่แรก? ปล่อยให้ผมวิ่งตามหาเงาของครอบครัว ทนเจ็บปวด ทนหวาดระแวงอยู่คนเดียวทำไม!” ศิลาเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย ดวงตาคู่คมแดงก่ำ รื้นไปด้วยหยาดน้ำใสแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยศักดิ์ศรี
“เพราะถ้าเธอยังไม่แข็งแกร่งพอ การรู้ความจริงนี้ไม่ได้ทำให้เธอแก้แค้นได้... แต่มันจะส่งเธอไปตายตามครอบครัวของเธออย่างไร้ค่า” อาจารย์เพทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาคมกริบมองตรงมาที่ศิลาราวกับจะทะลุผ่านเข้าไปในจิตวิญญาณ “การต่อสู้กับสภาสูงกิลด์ ไม่ใช่เรื่องของเด็กน้อยที่มีเพียงความแค้น แต่มันต้องใช้สมอง กลไก และพันธมิตรที่พร้อมจะหักดิบโครงสร้างนี้ไปพร้อมกัน”
บรรยากาศภายในห้องใต้ดินเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงสะท้อนของหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นหินด้านนอก ความตึงเครียดแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก ศิลากัดฟันกรอด ความสับสน ความโกรธแค้น และความเคว้งคว้างตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบระเบิด แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่าอาจารย์เพทายพูดถูก การพุ่งเข้าใส่สภาสูงด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้ากองไฟ
ทว่า ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมาเพื่อตอบโต้ บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
*ตู้มมม!*
แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาคารใต้ดิน ฝุ่นละอองและเศษปูนร่วงกราวลงมาจากเพดาน เสียงสัญญาณเตือนภัยเวทมนตร์ดังระรัวแสบแก้วหู แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องไปทั่วทางเดินมืดทึบ
อาจารย์เพทายคว้าแขนศิลาหลบวิถีเศษหินที่ปลิวว่อนด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทางประตูทางเข้าที่บัดนี้ถูกทำลายจนราบคาบ ร่างของใครบางคนก้าวผ่านกลุ่มควันหนาทึบเข้ามา พร้อมกับกลิ่นอายไสยเวทสีดำสนิทที่แผ่พุ่งกดทับจนศิลารู้สึกหายใจไม่ออก
“ช่างน่าประทับใจเสียจริง อาจารย์ผู้ผดุงคุณธรรมกับเด็กน้อยผู้หลงทาง...” เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังก้องมาจากเงาร่างนั้น พร้อมกับรอยยิ้มเยาะหยันที่ปรากฏขึ้นภายใต้แสงไฟสีแดง “น่าเสียดายนะ... ที่ความลับของกิลด์ จะถูกฝังกลบไว้ที่นี่ พร้อมกับพวกแกทั้งสองคน”
ศิลาเบิกตากว้างเมื่อจำเงาร่างนั้นได้แม่นยำ... มันคือคนใกล้ตัวที่สุดคนหนึ่งที่เขาไว้ใจมาตลอด!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและเติบโตไปพร้อมกับศิลานะคะ
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 29
ความจริงที่เจ็บปวด
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!