กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งตัดผ่านความเงียบงันของห้องโถงพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุในยามวิกาลได้รวดเร็วยิ่งกว่าคมมีด ศิลากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกฝึกฝนมาอย่างโชกโชนร้องเตือนภัยเสียงดังลั่นในโสตประสาท ดวงตาคู่คมกวาดมองเงาร่างที่ก้าวพ้นความมืดออกมาทีละน้อย—นั่นคือ "ขุน
ณรงค์" ข้าราชการระดับสูงผู้กุมอำนาจเบื้องหลังคดีลักبارวัตถุโบราณ บุคคลที่ตามหมายศาลควรจะนอนสำนึกผิดอยู่ในเรือนจำความมั่นคงสูง แต่บัดนี้กลับยืนยันการมีอยู่ของตนด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวจนน่าสะพรึงกลัว คราบเลือดสีสดบนใบมีดอาคมสะท้อนกับแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องกระจกหน้าต่าง เกิดเป็นประกายสีแดงชาดที่ดูราวกับดวงตาของอสูรกายกระหายเลือด
"ตกใจมากเลยล่ะสิครับ... อ๊ะ ขออภัยค่ะ ฉันหมายถึงว่าพวกเธอนี่ช่างสอดรู้สอดเห็นได้ไม่เว้นแม้แต่เวลาพักผ่อนเลยนะ"
เสียงหัวเราะแหบพร่าดังลอดไรฟันของขุนณรงค์ พร้อมกับร่างท้วมที่ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นอายไสยเวทสายดำระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ศิลาขยับตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อบังอาจารย์เพทายไว้ครึ่งก้าว แม้จะรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้เยือกเย็นข้างกายผู้นี้จะมีฝีมือเหนือล้ำกว่าตนหลายเท่าตัวนัก แต่ความเคยชินในการปกป้องผู้มีพระคุณก็ฝังรากลึกอยู่ในสามัญสำนึกเสียแล้ว
อาจารย์เพทายไม่ได้ขยับเขยื้อn ร่างสูงโปร่งยังคงยืนกอดอกนิ่ง ดวงตาสีรัตติกาลใต้กรอบหน้าคมคายมองตรงไปยังมีดอาคมในมือของอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ราวกับสิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ฆาตกรผู้ใช้ไสยเวท แต่เป็นเพียงเด็กน้อยที่กำลังเล่นสนุกตลกคะนองเท่านั้น
"เจ้าคิดว่าการแหกคุกหลวงออกมาด้วยยันต์เงาโลหิต จะทำให้เจ้าปิดคดีนี้ได้สำเร็จอย่างนั้นหรือ ขุนณรงค์" เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนน่าขนลุก "เจ้าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกชักใยโดยผู้ที่อยู่เบื้องสูงกว่า แต่วันนี้ หมากตัวนี้กลับเดินตกหลุมพรางที่ตนเองขุดไว้เสียเอง น่าสมเพชยิ่งนัก"
คำพูดเย้ยหยันนั้นทำให้เส้นเลือดข้างขมับของขุนณรงค์ปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นบิดเบี้ยวจนแทบเสีย
ทรง "ปากดีนักนะไอ้เด็กเมื่อวานซืน! แกคิดว่าหลักฐานพวกนั้นจะทำอะไรฉันได้งั้นรึพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกปิดตายด้วยอาคมโบราณ ต่อให้พวกแกมีปีกบินก็หนีออกไปไม่ได้ และวันนี้... ศิลา แกจะต้องเป็นแพะรับบาปในคดีฆาตกรรมผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แทนฉัน!"
สิ้นคำประกาศกร้าว ขุนณรงค์ก็ตวัดมีดอาคมในมือวาดเป็นวงกว้าง คลื่นพลังสีดำทมิฬพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ศิลากับอาจารย์เพทายด้วยความเร็วสูง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ศิลาไม่รอช้าที่จะพิสูจน์ฝีมือที่ตนฝึกฝนมาหยาดเหงื่อแรงกาย นิ้วเรียวยาวสะบัดออกไปเบื้องหน้าอย่างแม่นยำ พร้อมกับแผ่นยันต์ปะרואศิลาที่ถูกชักนำด้วยพลังจิตพุ่งเข้าปะทะกับคลื่นพลังมืดนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะสร้างประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วห้องโถง ศิลาถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อตั้งหลัก ดวงตาคู่คมหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เขามองทะลุปรุโปร่งถึงโครงสร้างการเดินพลังของขุนณรงค์ผ่านเนตรญาณที่ได้รับการยกระดับขึ้นในค่ำคืนนี้ การที่อีกฝ่ายกล้าบุกมาที่นี่ ย่อมต้องมีความมั่นใจในอาคมสายเลือดมังกรที่ใช้อำพรางคดี แต่ทว่า... จุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าบริเวณหัวใจของขุนณรงค์กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
"อาจารย์ครับ จุดตบะของเขาเริ่มรวนแล้ว" ศิลาเอ่ยกระซิบเบาๆ แต่ข้างกายกลับว่างเปล่า
อาจารย์เพทายหายตัวไปจากจุดเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่
อาจ... ศิลาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะมุมปากจะยกยิ้มขึ้นบางๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสลมปราณอันคุ้นเคยที่โอบล้อมอยู่เหนือศีรษะของขุนณรงค์
"เจ้ารู้ตัวช้าไปหน่อยนะ..." เสียงกระซิบเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลังของขุนณรงค์ ร่างสูงของอาจารย์เพทายปรากฏกายราวกับภูตผี มือเรียวยาวกดลงบนไหล่หนาของขุนณรงค์อย่างแผ่วเบา แต่แรงกดดันมหาศาลกลับทำให้ร่างท้วมนั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นเมื่อพลังไสยเวทมืดถูกผนึกกลับเข้าไปในร่างกายของเจ้าตัวจนหมดสิ้น
ศิลาเดินเข้าไปใกล้ ร่างเพรียวสง่าหยุดยืนเบื้องหน้าผู้ที่เคยคุมเกมทั้งหมด เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อสบตากับขุนณรงค์ที่กำลังหอบหายใจรวยรินด้วยความหวาดกลัว
"คุณคิดว่าหลักฐานการยักยอกวัตถุโบราณและสมุดบัญชีลับที่ผมซ่อนไว้ในระบบคลาวด์ของกรมศิลปากรจะถูกทำลายไปพร้อมกับคดีนี้ด้วยงั้นหรือครับ ขุนณรงค์" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ความจริงก็คือความจริง ต่อให้คุณใช้เลือดกลบปากสักกี่คน เอกสารทุกแผ่นและภาพบันทึกภาพกล้องวงจรปิดที่ถูกกู้คืนโดยระบบอัจฉริยะของผมเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ได้ถูกส่งตรงไปยังโต๊ะท่านอธิบดีและสำนักข่าวทั่วประเทศเรียบร้อยแล้วล่ะครับ"
ขุนณรงค์เบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายสั่นเทาด้วยความสิ้นหวัง เขานึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวลูกคนนี้จะวางแผนตลบหลังตนเองได้อย่างแนบเนียนและรวดเร็วยิ่งกว่าเงา
"แก... แกมันปีศาจ..." ขุนณรงค์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง
"ไม่ใช่ปีศาจหรอกครับ... เขาเรียกว่า 'ความยุติธรรม' ต่างหาก" อาจารย์เพทายกล่าวแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ก่อนจะปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มืดสนิท
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังจะคลี่คลายลง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุดของพิพิธภัณฑ์ก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกันทั่วทุกโซน! หน้าจอโฮโลแกรมระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งอยู่บนผนังห้องโถงจู่ๆ ก็กระพริบเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนแปลกประหลาดที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศโดยไม่มีใครควบคุม
[คำเตือนระบบ: ตรวจพบรหัสพลังงานปริศนาที่ไม่รู้จัก... จุดกำเนิด: ชั้นใต้ดินระดับ 4 (เขตหวงห้ามสูงสุด)]
[สถานะ: ผนึกโบราณอายุกว่าพันปีถูกทำลายโดยบุคคลที่สาม]
[...เงาสีดำสนิทกำลังก้าวขึ้นมาจากหลุมศพโบราณ...]
ศิลาและอาจารย์เพทายหันขวับไปมองทางบันไดเวียนที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย บรรยากาศภายในห้องโถงเปลี่ยนจากความโล่งใจกลายเป็นความกดดันจนแทบหายใจไม่ออกในเสี้ยววินาที ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมโบราณที่ก้าวพ้นขอบบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นอายความตายอันเก่าแก่ ทำให้หัวใจของศิลาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม—นั่นไม่ใช่คนของขุนณรงค์... และไม่ใช่ใครก็ตามที่พวกเขารู้จักในคดีนี้!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางไขปริศนาครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 12
ตบหน้าคนดูถูกด้วยผลงาน
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!