"ถ้าก้าวพลาดไปแม้แต่เซนติเมตรเดียว อาคมตรึงวิญญาณเจ็ดชั้นฟ้าที่ลงไว้รอบฐานเสา จะบดขยี้กระดูกของคุณให้ละเอียดเป็นผุยผงก่อนที่ร่างจะทันล้มลงถึงพื้นนะคะ รุ่นน้องศิลา"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไอเย็นเยียบของอาจารย์เพทายดังขึ้น ทะลุผ่านความมืดทึบของห้องจัดแสดงนิทรรศการโบราณวัตถุตะวันออก ชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แสงไฟฉายคาดหัวของศิลาสะท้อนเข้ากับละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณ สนิมเหล็ก และกลิ่นสาบสางที่ยากจะอธิบาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยตามสัญชาตญาณไสยเวทว่าที่นี่... ไม่ได้มีเพียงแค่หุ่นปั้นศิลาโบราณที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ศิลาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามเส้นด้ายสีแดงชาดซึ่งผูกโยงไว้กับตะปูอาคม ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องอย่างพินิจพิเคราะห์ สมองส่วนวิเคราะห์ประมวลผลกลไกอาคมสายโบราณที่เคยร่ำเรียนมาอย่างรวดเร็ว เส้นด้ายนั้นไม่ได้ผูกไว้ลอยๆ แต่ปลายอีกด้านเชื่อมต่อกับคันชั่งทองเหลืองโบราณที่สั่นไหวเบาๆ ตามแรงกดอากาศ หากเขาเหยียบลงไปบนแผ่นกระเบื้องแผ่นนั้น แรงสั่นสะเทือนจะไปกระตุ้นกลไกสลัก ทำให้ยันต์ระเบิดอัคคีเพลิงกาฬทำงานทันที
"ผมไม่ได้ตั้งใจจะเดินไปตายหรอกครับ... เอ๊ย, ดิฉันหมายถึง ฉันยังรักตัวกลัวตายมากกว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในพิพิธภัณฑ์ร้างนี่นะคะ" ศิลาแก้คำพูดแทบไม่ทัน เมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชินก่อนเข้ากิลด์ เธอมองค้อนอาจารย์หนุ่มที่ยืนกอดอกพิงตู้กระจกโบราณด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ ราวกับกำลังมาเดินชมงานศิลปะยามบ่าย ไม่ใช่การปฏิบัติภารกิจกวาดล้างวิญญาณแค้นระดับ B เป็นครั้งแรกของเธอ
อาจารย์เพทายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นโลหะสะท้อนแสงไฟฉายวับวาม "รู้จักรักษาร่างกายให้น่ารอดตายขึ้นมาบ้างแล้วนี่คะ... แต่จำไว้ว่า ในสนามจริง ความรอบคอบระดับทฤษฎีที่คุณอ่านมาจากตำราสิบเล่ม ยังมีค่าน้อยกว่าสัญชาตญาณดิบในเสี้ยววินาทีเดียว"
ศิลาไม่ตอบโต้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปล่อยให้พลังอภิญญาญาณที่หลับใหลในกระแสเลือดค่อยๆ ไหลเวียนแผ่ซ่านไปทั่วปลายนิ้ว นัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นประกายสีครามเรืองรองจางๆ ผ่านเลนส์แว่น เผยให้เห็นเส้นสายพลังงานอัปมงคลสีดำทะมึนที่แผ่ออกมาจากรูปปั้นสำริดรูปเทพารักษ์โบราณตรงหน้า มันไม่ใช่แค่ "วิญญาณเร่ร่อน" ธรรมดา แต่เป็นจิตอาฆาตที่ถูกผนึกไว้ด้วยอาคมมารเพื่อคุ้มครองสมบัติบางอย่าง และตอนนี้ ผนึกนั้นกำลังเสื่อมสภาพลงทุกที
"พลังงานตรงจุดศูนย์กลางมีความหนาแน่นสูงมากค่ะ... ดูเหมือนว่าเป้าหมายของเราไม่ได้มีแค่ดวงเดียว" ศิลาพึมพำเบาๆ มือเรียวหยิบแผ่นยันต์กระดาษสาลงอักขระสีชาดออกจากกระเป๋าคาดเอวอย่างคล่องแคล่ว "มีวิญญาณทาสรับใช้ไม่ต่ำกว่าสิบดวงรายล้อมอยู่รอบรูปปั้นหลัก และทั้งหมดกำลังถูกกระตุ้นด้วยคลื่นพลังงานแปลกปลอมจากภายนอก... เหมือนมีใครจงใจเปิดประตูให้พวกมันอาละวาด"
อาจารย์เพทายหุบยิ้มบางเบาบนมุมปาก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำวิเคราะห์นั้น เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ศิลาด้วยความเงียบเชียบราวดังภูตผี ไอเย็นจากตัวเขากลบกลืนกลิ่นอับในห้องจนหมดสิ้น "ตาไวใช้ได้นี่คะ... สัมผัสได้ถึงความผิดปกติตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงมา แสดงว่าตำราที่คุณท่องจำมาไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว"
"คำชมหรือคำเหน็บแนมกันแน่คะเนี่ย" ศิลาบ่นอุบ แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงเล็กน้อยท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน "แล้วเราจะเอายังไงดีคะอาจารย์? จะให้ฉันใช้ยันต์สลายอาคมเปิดทางตรงๆ หรือจะให้คุณลอบเข้าไปตัดวงจรกลไกฝั่งซ้าย?"
"ไม่ต้องทำทั้งสองอย่างค่ะ..." อาจารย์เพทายทอดสายตาไปยังความมืดมิดสุดปลายโถงจัดแสดง ที่ซึ่งเงาร่างบิดเบี้ยวของบางสิ่งกำลังขยับตัวลุกขึ้นยืนทีละร่าง ดวงตาสีแดงฉานนับสคู่ส่องประกายวาววับท่ามกลางความมืด "เพราะดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะไม่อดทนรอให้เราวางแผนอีกต่อไปแล้วนะคะ"
สิ้นเสียงของอาจารย์หนุ่ม พื้นหินอ่อนเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ โคมไฟโบราณบนเพดานแกว่งไกวและแตกกระจาย เสียงกรีดแหลมสูงเสียดแก้วหูพุ่งทะลักออกมาจากรูปปั้นสำริด กลิ่นคาวเลือดและซากศพโชยตีเข้าจมูกจนศิลาต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกตามสัญชาตญาณ
วิญญาณทาสในยุคโบราณร่างโปร่งแสงสีเขียวคล้ำนับสิบตน พุ่งทะยานออกจากแท่นบูชาด้วยความโกรธเกรี้ยว กรงเล็บอันแหลมคมพุ่งตรงมายังจุดที่ศิลาและอาจารย์เพทายยืนอยู่ด้วยความเร็วสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะรับมือได้
ศิลาไม่รอช้า เธอดีดตัวถอยหลังด้วยความว่องไว มือขวาตวัดแผ่นยันต์อัคคีออกไปกลางอากาศ พลางท่องคาถากำกับเสียงดังฟังชัด "โอม... อัคคีเทพ เบิกเนตรเพลิงกาฬ จงแผดเผาอวิชชาให้มลายสิ้น!"
*พรึบ!*
เปลวเพลิงสีทองสว่างวาบขึ้นกลางความมืด แผดเผาร่างของวิญญาณตัวแรกที่พุ่งเข้ามาจนสลายกลายเป็นควันสีดำ เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระคนไปทั่วห้อง แต่ทว่า... จำนวนของพวกมันกลับไม่ได้ลดลงเลย ยิ่งกำจัด ยิ่งมีวิญญาณร่างใหม่ผุดขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นห้องจัดแสดงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น
"อาจารย์คะ! ทำไมพวกมันถึงมีพลังฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ล่ะคะ? นี่มันไม่ใช่แค่วิญญาณแค้นธรรมดาแล้วนะ!" ศิลาตะโกนแข่งกับเสียงกรีดร้องของภูตผี ขณะที่เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมเต็มกรอบหน้า มือซ้ายต้องคอยปัดป้องพลังอาคมที่สาดซัดเข้ามาเป็นระลอก
อาจารย์เพทายไม่ได้ลงมือโจมตี เขายังคงยืนนิ่งอยู่ในใจกลางวงล้อมของศัตรู ดวงตาสมส่วนหรี่ลงมองสำรวจไปยังแท่นบูชาใจกลางห้องอย่างใจเย็น ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปริศนาและความหมายลึกซึ้งที่ศิลาอ่านไม่ออก
"เพราะพวกมันไม่ใช่เป้าหมายหลักตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ... รุ่นน้องศิลา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเธออย่างแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบจากซาตาน "ลองหันไปมองที่ประตูทางเข้าด้านหลังของคุณดูสิคะ... ว่าตอนนี้ ใครกำลังยืนรอต้อนรับเราอยู่"
ศิลาชะงักกึก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอกลั้นใจหันกลับไปมองยังบานประตูเหล็กหนาหนักที่ถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาจากภายนอก...
ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเธอทำเอาลมหายใจสะดุดกึก ทั่วทั้งร่างเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง
บานประตูเหล็กบานนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับถูกแรงมหาศาลจากภายในกระชากออก และที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงธรณีประตู... คือร่างเงาสีดำทมิฬในชุดสูทโบราณที่คุ้นตาอย่างประหลาด ใบหน้าครึ่งซีกถูกปกกะด้วยหน้ากากกระเบื้องเคลือบแตกปริ และที่น่ากลัวที่สุดคือ... บนหน้าอกของมัน มีตราสัญลักษณ์รูป 'ดวงตาพิฆาต' แบบเดียวกับคดีฆกรรมปริศนาที่พรากครอบครัวของศิลาไปเมื่อสิบปีก่อน ปรากฏเด่นชัดอยู่!
[ระบบกิลด์แจ้งเตือน: ตรวจพบตัวตนระดับภัยพิบัติ 'เงาพิฆาต' (รหัส S-004) | ปลดล็อกเงื่อนไขภารกิจลับ: เผชิญหน้ากับอดีต | คำเตือน: อัตราการรอดชีวิต 0.00% ขอให้โชคดีค่ะ รุ่นน้องศิลา]
---
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— *ขวัญเนตรทายใจ*
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 9
ภารกิจแรก: วิญญาณแค้นในพิพิธภัณฑ์
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!