“พวกเจ้า... มาช้าเกินไปเสียแล้ว...”
เสียงแหบพร่าดุจเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันดังขึ้นจากใจกลางเงาสีดำทมิฬที่กำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบตัวศิลา ร่างของบอสใหญ่ในคดีไสยเวทนี้ไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่มันคือกลุ่มก้อนของความเคียดแค้นและความปรารถนาที่บิดเบี้ยว ศิลาหอบหายใจถี่ ร่างกายของเขาสั่นเทาไม่ใช่นั่นเพราะความกลัว แต่เพราะอาคมระดับสูงที่เขากำลังฝืนใช้มันกำลังย้อนกลับมาเผาผลาญเส้นชีพจรในร่างกายเขาเอง
“ช้าเกินไปงั้นหรือ?” ศิลาแค่นยิ้ม มุมปากมีเลือดสีสดไหลซึมออกมา เขาตวัดมือซ้ายที่สั่นระริกวาดวงแหวนอาคมกลางอากาศอย่างรวดเร็ว “สำหรับคนอื่นอาจจะใช่ แต่สำหรับข้า... มันคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะส่งเจ้ากลับไปลงนรกเสียที!”
อาจารย์เพทายที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักในสภาพสะบักสะบอม ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ศิลาด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด มือของเขาพยายามจะร่ายมนตร์ป้องกันเสริมให้ แต่ศิลากลับยกมือห้ามไว้
“อย่าเพิ่งค่ะอาจารย์... ถ้าท่านแทรกแซงตอนนี้ วงแหวนอาคมของข้าจะแตกสลายทันที ท่านก็รู้ว่าเรามีโอกาสเพียงครั้งเดียว” ศิลาพูดเสียงเรียบ หากทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาดที่ยากจะโต้แย้ง
“เจ้ากำลังแลกด้วย ‘แก่นวิญญาณ’ ของตัวเองนะศิลา! ถ้าทำสำเร็จ พลังทั้งหมดของเจ้าจะถูกผนึกไว้ในนี้ และเจ้าจะกลายเป็นคนธรรมดาไปตลอดกาล!” เสียงของอาจารย์เพทายสั่นเครือเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ชายผู้เย็นชาผู้นี้ดูสูญเสียความเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น
ศิลาไม่ตอบ เขากลับเลือกที่จะหลับตาลง สัมผัสถึงมวลพลังงานอันมหาศาลที่วนเวียนอยู่ในอากาศ ไสยเวทไม่ใช่แค่การหยิบยืมพลังจากธรรมชาติ แต่มันคือการนำ ‘ตัวตน’ ของผู้ใช้ไปแลกเปลี่ยนกับกฎเกณฑ์ของจักรวาล บอสตรงหน้าคือรอยแยกแห่งความมืดมิด หากไม่ปิดมันลงด้วยหัวใจที่ยึดมั่น สิ่งที่จะสูญเสียไปไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่คือคนทั้งเมืองที่ต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยอาคมนี้
เขารวบรวมจิตสุดท้าย พุ่งตัวเข้าหาเงาทมิฬนั้นพร้อมกับคำบริกรรมที่ดังก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด ‘ด้วยเลือดที่ข้าหลั่ง ด้วยหัวใจที่ข้าสละ ขอพันธนาการแห่งเงาจงดับสูญ!’
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นจนแสบตา เสียงกรีดร้องโหยหวนของความมืดดังลั่นไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาไว้
...
เมื่อศิลารู้สึกตัวอีกครั้ง ความเงียบงันคือสิ่งแรกที่ต้อนรับเขา บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลิ่นอายของไสยเวทมืดมิดที่เคยกดทับหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือก เขาก้มลงมองมือของตัวเองที่เคยมีอักขระอาคมเรืองรองบัดนี้กลับดูซีดเผือด ไร้ซึ่งพลังงานใดๆ ไหลเวียน
“สำเร็จแล้ว...” เสียงของอาจารย์เพทายดังขึ้นใกล้ๆ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหาศิลาที่นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นดินที่แตกระแหง มือของเพทายเอื้อมมาประคองศิลาขึ้นอย่างทะนุถนอม สายตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย
“ข้าทำได้ใช่ไหมคะ?” ศิลาเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบแห้งและอ่อนแรง
เพทายพยักหน้าช้าๆ แต่แทนที่จะแสดงความยินดี เขากลับเงียบไปนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เจ้าชนะ แต่มันเป็นชัยชนะที่ราคาแพงเหลือเกินศิลา พลังที่เจ้าทุ่มลงไป... มันไม่ได้แค่หายไป แต่มันกำลังถูกถ่ายโอนไปยังที่แห่งหนึ่งที่ข้าเองก็คาดไม่ถึง”
ศิลาขมวดคิ้ว พยายามจะดึงพลังออกมาอีกครั้ง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่น่าหวาดหวั่น ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยซึ่งไม่ได้ยินมานานก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาท
[ประกาศจากระบบ: ภารกิจระดับ SSS ‘การสังเวยแสงสุดท้าย’ สำเร็จเสร็จสิ้น]
[สถานะพลัง: ผนึกถาวร]
[เงื่อนไขลับถูกเปิดใช้งาน: เมื่อผู้สืบทอดสูญเสียแก่นวิญญาณ พันธสัญญาที่แท้จริงจะตื่นขึ้น...]
ศิลายังไม่ทันได้ตั้งตัว ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นพล่านไปทั่วอกซ้าย มันไม่ใช่ความเจ็บจากบาดแผลภายนอก แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลัง ‘เปิดออก’ จากภายในหัวใจของเขา เขาเงยหน้ามองอาจารย์เพทายด้วยความตกใจ
“อาจารย์... ข้า... ข้าได้ยินเสียงบางอย่าง... มันอยู่ในนี้...” ศิลาชี้ไปที่อกของตนเอง
เพทายหน้าถอดสี ทันใดนั้น เขาก็คว้าตัวศิลาเข้ามากอดแน่นราวกับจะป้องกันอะไรบางอย่างจากด้านหลัง “อย่าขยับ! เจ้าทำพลาดไปแล้วศิลา... การทำลายเงาของบอสไม่ได้หมายความว่าเรากำจัดมันได้ แต่มันคือการนำความลับที่ถูกผนึกไว้ในเงามาไว้กับตัวเจ้าเอง!”
ทันใดนั้น เงาสีดำสนิทที่เคยหายไปก็พุ่งขึ้นจากพื้นดินรอบกายพวกเขา มันไม่ได้โจมตี แต่มันกำลังหมุนวนรอบศิลาด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นพายุหมุน ก่อนจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่ผิวหนังของศิลาทีละน้อย
“อาจารย์! มันคืออะไร! ช่วยข้าด้วย!” ศิลาดิ้นรน แต่ร่างกายของเขากลับไม่ยอมฟังคำสั่ง
เพทายกัดฟันแน่น มือของเขาที่แตะอยู่บนอกของศิลาเริ่มมีรอยร้าวเหมือนแก้วที่กำลังแตก “ไม่ใช่แค่พลังที่เจ้าเสียไปศิลา แต่มันกำลังใช้ ‘หัวใจ’ ของเจ้าเป็นที่เก็บกักตัวตนของมัน... หากเจ้าไม่หยุดมันตอนนี้ ทั้งเจ้าและข้า... เราอาจจะเป็นเพียงแค่ภาชนะให้มันกลับมาเกิดใหม่!”
ขณะที่ศิลากำลังจะสิ้นสติจากความเจ็บปวด ประตูปริศนาบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ศิลาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นในเวลาเช่นนี้
“ข้าบอกแล้วไง... ว่าอย่าเล่นกับไฟของบรรพกาล” เสียงของผู้มาเยือนนั้นเย็นเยียบและทรงอำนาจ ศิลาเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นใบหน้าของคนที่ควรจะเสียชีวิตไปในคดีไสยเวทเมื่อสิบปีก่อน
คนผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาศิลา พร้อมกับยื่นมือที่อาบด้วยคราบสีดำออกมา “เอาหัวใจของเจ้ามาให้ข้า... แล้วข้าจะมอบโลกใหม่ให้เจ้าเอง ศิลา”
ขวัญเนตรทายใจหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปกับความลับที่กำลังจะเปิดเผยในตอนต่อไปนะคะ
รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 32
ชัยชนะแลกด้วยหัวใจ
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!