รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย•ตอนที่ 31

แสงสุดท้ายในความมืด

ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
กลิ่นคาวสนิมเหล็กผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของธูปโบราณลอยตลบอบอวลจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้ศิลาต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ ไม่ใช่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้น—หากแต่เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ประดับอยู่บนใบหน้าของร่างตรงหน้า “หุ่นเชิด... อย่างนั้นเหรอคะ” ศิลาทวนคำ เสียงของเด็กหนุ่มแหบพร่าเล็กน้อยแต่ยังคงความมั่นคง นัยน์ตาคู่คมกวาดมองร่างที่เคยคิดว่าเป็นอาจารย์ผู้ควบคุมอาคม แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงโครงไม้ไผ่ห่อหุ้มด้วยกระดาษสาเปื้อนเลือดและยันต์อาคมหลุดลุ่ย กลไกไสยเวทระดับต่ำส่งเสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดฮวบลงกลายเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่สนามฝึกซ้อมของโรงเรียนมัธยมปลายแสงอรุณในยามวิกาล รอบกายของศิลาคือเหล่าเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นน้องที่นอนหมดสติจากแรงกดดันของอาคมสนามพลัง ขณะที่เบื้องบน ท้องฟ้าสีนิลกลับถูกย้อมด้วยม่านหมอกสีชาดที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ราวกับปากของอสูรกายที่กำลังอ้ากว้างรอคอยกลืนกินทุกสิ่ง “ฉลาดมากค่ะ ศิลา... รู้ตัวเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้นิดหน่อยนะ” เสียงกระซิบแหบพร่าดังมาจากความมืดเบื้องหลัง เสาหินอัคนีโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโรงเรียนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแตกสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนผิวหิน ก่อนจะระเบิดออกเป็นละอองแสงสีม่วงเข้ม และจากกลุ่มควันนั้นเอง ร่างของชายในชุดคลุมยาวสีดำสนิทก็ก้าวออกมา ศิลาขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด มือขวาที่ถือมีดอาคมสั่นระริกเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวตนเบื้องหน้านั้น... มันเหนือกว่าทุกสิ่งที่เขาเคยเผชิญมาตลอดชีวิต “อาจารย์เพทายเคยเตือนไว้แล้วสินะคะ...” ศิลาพึมพำกับตัวเองขณะสายตากวาดสำรวจค่ายกลรอบโรงเรียน “ว่าพวกมันไม่ได้ต้องการแค่ทำลายโรงเรียน... แต่ต้องการใช้ชีวิตของทุกคนที่นี่เป็นเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อเปิดประตูมิติอาคม” “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรล่ะ?” เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นจากเงาดำ “เด็กน้อยผู้แบกรับอดีตอันน่าเวทนา เจ้าคิดว่าพลังกระจ้อยร่อยของเจ้า กับวิชาไสยเวทที่เพิ่งศึกษามาไม่กี่ปี จะปกป้องเพื่อนพ้องที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้นได้จริงๆ หรือ?” ดวงตาสีดำสนิทของศิลาไหววูบ ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ครอบครัวต้องสูญหายไปกับคดีไสยเวทปริศนาผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ความโกรธแค้น ความคับแค้นใจ และความรู้สึกไร้พลังในอดีตผสมปนเปกันจนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่แผดเผาหัวใจ “ฉันอาจจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย...” ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน นัยน์ตาคู่เดิมฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล มือซ้ายยกขึ้นวาดอักขระกลางอากาศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ “แต่สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากอาจารย์เพทาย... ไม่ใช่การวิ่งหนีปัญหาหรอกนะคะ!” *เปรี้ยง!* ยันต์อัคคีสวรรค์ส่องแสงวาบ ศิลาซัดแผ่นยันต์พุ่งตรงไปยังร่างของศัตรูด้วยความเร็วสูง ทว่าชายชุดดำกลับเพียงแค่ยกมือขึ้นปัดเบาๆ ม่านพลังสีดำก็สลายเปลวไฟนั้นหายไปในพริบตา “ช่างน่าผิดหวังเสียจริง...” ชั่วพริบตานั้น ร่างของศัตรูหายวับไปจากจุดเดิม ศิลาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเตือนภัยทำงานรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด เขากลิ้งตัวหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณทันที เสียงลมกรรโชกและแรงปะทะหนักหน่วงฟาดลงบนพื้นคอนกรีตตรงจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ *อึก... เร็วมาก!* ศิลาลอบกลืนน้ำลายลงคอขณะดีดตัวถอยหลังตั้งหลัก เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากจากการฝืนใช้พลังจิตควบคุมค่ายกลป้องกันตัวในเสี้ยววินาที หากแต่ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะเข้าครอบงำ อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ละอองไอน้ำในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามที่ล่องลอยราวกับหมู่ดาว “เด็กดื้อ... ใครอนุญาตให้เจ้าลุยเดี่ยวตามลำพังกันคะ” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจดังขึ้นจากความว่างเปล่า พร้อมกับร่างสูงสง่าของอาจารย์เพทายที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกไอน้ำ แววตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะฉายแววเย็นชาจนน่าขนลุก มือเรียวยาวสะบัดเบาๆ อาคมสายฟ้าสีทองก็พุ่งเข้าตรึงร่างของเงาดำลึกลับไว้กับพื้นดินทันที ศิลาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้จะยังคงมีคำถามมากมายในใจ แต่การได้เห็นแผ่นหลังของอาจารย์เพทายยืนหยัดเคียงข้างในยามวิกฤตเช่นนี้ ทำให้ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาในอก “อาจารย์คะ... ระวังตัวด้วยนะคะ มันไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา” ศิลาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง อาจารย์เพทายไม่ตอบคำชายหนุ่ม เพียงแค่ปรายตามองคู่ต่อสู้ด้วยรอยยิ้มมุมปากที่หาได้ยากยิ่ง “รู้แล้วน่า... จัดการทางนี้เสร็จ ข้ามีเรื่องต้องคิดบัญชีกับเจ้าอีกยาวแน่ ศิลา” ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์ดูเหมือนจะพลิกกลับมาอยู่ในมือของฝ่ายศิลาและอาจารย์เพทายนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนยิ่งกว่าเก่า รอยแตกสีดำบนเสาหินอัคนีขยายใหญ่ขึ้นจนเกิดเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับเสียงของสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ ม่านหมอกสีชาดบนท้องฟ้าบิดเบี้ยวเป็นเกลียวพายุ ดวงตาสีแดงฉานคู่มหึมานับสิบคู่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดมิดเหนือโรงเรียน พร้อมกับเสียงกระซิบอันเย็นเยียบที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน *“พวกเจ้า... มาช้าเกินไปเสียแล้ว...”* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ศิลามาจนถึงบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยอาคมซ่อนเงาตาคุณชาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%